วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ทำกิจกรรมเป็นจำนวนมากตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
ตั้งแต่เดินออกจากบ้านไปที่มหาวิทยาลัย จิตก็ไปจับที่การเดิน ... เดินผ่านลำธาร ได้ยินเสียงน้ำ เสียงนกร้อง ก็นิ่ง... แต่ตามดูรู้สึกว่ามีความรู้สึกชื่นชมในธรรมชาิติ
ถึงห้องทำงานเป็นคนแรก..จัดการเอาคอมพิวเตอร์มานั่งเตรียมงาน...นิ่ง...
จัดการโต้ตอบ email หลายฉบับ chat กับเพื่อนพี่น้อง อ่านงานนักศึกษา ทำ presentation... นิ่ง...
เดินไปทานอาหาร..ทานอาหาร..คนมากมาย..เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ...แต่เหมือนอยู่คนเดียว...นิ่ง...
ไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่...สบายมาก..ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย..เฉย..
กลับไปพบอาจารย์..คุยงาน ได้งานมาทำอีกหลายชิ้น...รู้สึกสบายๆ..ไม่กังวลเลย...ทั้งๆ ที่เยอะพอสมควร..
ไป sit in อีก ๒ วิชา...รวมๆ แล้วอีก ๕ ชั่วโมงติดต่อกัน...เฉยๆ..แต่รู้ว่าร่างกายเริ่มล้า....
เดินกลับบ้าน ในตอนค่ำ...เงียบ..สงบ...
วันนี้เป็นวันที่มีหลายๆ อย่างเกิดขึ้น...แต่จิตใจกลับอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับการกระทำจริงๆ ไม่มีความกังวล... ใจสบาย แต่ตาจะปิดแล้ว ^ ^ แบบนี้เขาเรียกว่าอยู่ในอุเบกขาหรือเปล่านะ...สงสัย..
โชคดีจริงๆ ที่ได้โอกาสมาปฏิบัติที่นี่...ถ้าอยู่ที่ทำงานที่เมืองไทยคงไม่นิ่งขนาดนี้...
บันทึกไว้เป็นที่ระลึก...รู้สึกยินดี..วันนี้เป็นวันดีอีกวันหนึ่งจริิงๆ...
เขียนที่บ้านพักในต่างแดน... ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ๒๑.๔๔ น. GMT -5.00
หลายๆ ครั้งที่ต้อมนึกสงสัยกับอาการ "นิ่งๆ" ว่านั่นคือ อุเบกขา จริงๆ ไหม?
หรือหลายๆ ครั้งที่ต้อมรู้สึกว่าตัวเองวางเฉย แต่เจ้า "จิต" นี่ก็ซุกซนเหลือเกิน มันวิ่งวุ่นไปเรื่อย ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง เลยทำให้เจ้าตัวสงสัยตื่นขึ้นมาอีกแล้ว กลายเป็นหลุกหลิก ล่อกแล่ก นี่เพราะเราไม่ "นิ่ง" ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมคะ?
ตามมาเรียนรู้วิถีของพี่ครับ...
ผมอาจยังไม่นิ่งพอในระยะนี้ คิดว่าต้องพยายามให้มากกว่านี้ครับ
---------------
ขอให้มีความสุขมากๆครับ
สวัสดีค่ะ...พี่ตุ๋ย..
...
นิ่ง..บางครั้งอาจไม่ใช่อุเบกขา... เพราะนิ่งแบบแบก
เฉย...บางครั้ง อาจไม่ใช่อุเบกขา... เพราะเฉยแบบแบก...
...
นิ่ง ... เฉย... หากว่าเบา..ว่าง...
และเปี่ยม...เมตตา...
...
ดูไปเรื่อย...เรื่อย...
มีสิ่งต่างๆ มากมายให้เราได้เรียนรู้ภายใน...
(^____^)
ขอให้เจริญในธรรมนะคะ
กะปุ๋ม
ทุกข์...รู้ว่า ทุกข์... -----> วาง
เหนื่อย...รู้ว่า เหนื่อย...-----> วาง
หนาว...รู้ว่า หนาว...------> วาง..
..
รู้แล้ว..ก็เท่านั้น -----> วาง
...
^___^
ตามรู้...ไปเรื่อยๆ...
เดี๋ยวคำตอบ...ทีสงสัย...จะได้มาเองโดยอัตโนมัติ..
"อ๋อ..มันเป็นเช่นนี้เองเหรอ...มันเป็นเช่นนี้เองเหรอ"...
แล้วมันก็จะสว่าง...จ้า..ในปัญญาค่ะ
...
(^___^)
อุเบกขาหรือเปล่าไม่รู้ แต่ให้น้องเดานะว่าที่นิ่งได้เพราะไม่มีโทรศัพท์มือถือไง นี่ยังคิดเลยว่าบางครั้งไม่พกโทรศัพท์เวลาไปข้างนอกก็สบายใจดี ได้ concentrate ในสิ่งที่กำลังทำ แต่ก็กังวลทุกทีเวลาลืมมัน ^ ^ กลายเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิตไปแล้ว
หลายครั้งที่รู้สึกว่าการมีโทรศัพท์มือถือทำให้คนอื่นรบกวนเราได้ง่ายขึ้น ไม่เรียบเรียงอะไร นึกอะไรได้ก็โทรมาเพราะสะดวก แต่มันเป็นการขัดจังหวะการทำงานในแต่ละวันพอสมควร ทำให้สมาธิวอกแว่ก ทำงานเรื่องหนึ่งคุยไปด้วยอีกเรื่องหนึ่งไม่มีความสุข
สวัสดีค่ะ
รู้สึกสบายๆ..ไม่กังวลเลย...ทั้งๆ ที่เยอะพอสมควร..
คิดว่า เพราะอาจารย์รู้ตัวว่าทำได้ เลยไม่กังวลน่ะค่ะ และมีการเตรียมตัวมาดี ก่อนมาที่นี่นะคะ
สวัสดีค่ะน้องต้อม เนปาลี
เราสงสัยเหมือนกันเลยนะคะ ^ ^
พอดีเมื่อวานนี้รู้สึกนิ่งมากเป็นพิเศษ และรู้ตัวมากเป็นพิเศษกว่าวันอื่นๆ ซึ่งจะเข้าออกๆ จากการมีสติ ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะรีบทำโน่น ทำนี่ไปเรื่อยๆ ทำอะไรเร็วๆ จะทำให้ขาดการพิจารณา หรือขาดสติ ไม่รู้ตัว.. แต่เมื่อวานงานเยอะ แต่นิ่งกว่าที่เคยค่ะ
เรื่องที่จิตของแต่ละคนนั้นซุกซนนั้นเป็นเรื่องปกติค่ะ มันชอบจะท่องเที่ยวไปเรื่อยเหมือนที่หลวงปู่ชาท่านสอนไว้ในเรื่องจิตกับควายน่ะค่ะ เราต้องหัดตามไปดูมันค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะน้องเอก
จริงๆ พี่ก็ไม่ได้มีวิธีอะไรมาก เน้นตามดูเยอะๆ ให้เห็นอารมณ์ตัวเอง พอเห็นแล้ว อารมณ์นั้นๆ จะเบาลงค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ แต่เมื่อวานที่แปลกมากคือ ไม่รู้สึกสุขหรือทุกข์ทั้งวันเลย..มันเฉยๆ น่ะค่ะ ^ ^
ขอให้มีความสุขมากๆ เช่นกันนะคะ
สวัสดีค่ะน้องกะปุ๋ม
ได้น้องกะปุ๋มช่วยเยอะเลยนะเนี่ย ^ ^
ที่ว่าเฉยๆ นิ่งๆ นั้น พี่ก็ตามดูรู้สึกไม่มี emotion น่ะค่ะ ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไรเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้ปิ๊งหรือเกิดปัญญาสว่างจ้าออกมาน่ะค่ะ มันออกจะนิ่งๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข แบบไม่รู้สึกว่าต้องปล่อยวางอะไรน่ะค่ะ (แบบนี้เรียกว่าวางไปแล้วใช่ไหม.. ^ ^ ) งานก็ทำได้เยอะมากด้วย ถึงเวลาพักผ่อน ก็พักผ่อนเลย หลับป๊อก เพราะร่างกายมันล้า..อันนี้เห็นได้ชัดมากค่ะ
เรื่องความรู้สึกเปี่ยมเมตตานั้นก็เป็นบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกับสัตว์ ไม่ค่อยรู้สึกกับคน.. สำหรับคนนี่จะออกเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องแผ่เมตตา แต่กับสัตว์นั้นมีการแผ่เมตตาอัตโนมัติเมื่อพบเห็นค่ะ
เืรื่องรู้แล้ว....วาง รู้แล้ว....ก็เท่านั้น นั้นพอทำได้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ ตอนทำงานไปก็คิดเหมือนกันว่ากำลังทำเรื่องสร้างโลกอยู่..ทำนองว่ายังหมุนไปกับเขาอยู่ รู้เหมือนกันว่าทำไปก็เท่านั้น.. สิ่งที่กำลังทำอยู่บางเรื่องเป็นเรื่องทางโลก เป็นเรื่องลวงตาทั้งนั้น... แต่ก็ทำต่อตามบทบาทหน้าที่ ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรมาก แต่ยังลืมไป ไ่ม่ได้ดูให้เห็นว่าได้วางความรู้สึกนั้นแล้วหรือยังน่ะค่ะ น้องกะปุ๋มมาเตือนพอดี
ดีจังเลย วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ดีอีกแล้วค่ะ
ขอบคุณนะคะ ขอให้น้องกะปุ๋มเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปอีกค่ะ ^ ^
เขียนไปเขียนมาอาจจะวกวน
พี่ตุ๋ย...เจ้าคะ
....
สภาวะ "ภายใน"
...เขากำลังจัดระเบียบค่ะ...
เมื่อเข้าสู่สภาวะที่ละเอียด...จะชัดเจนขึ้นเองค่ะ
(^____^)
สวัสดีค่ะคุณ suksom
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจนะคะ ^ ^
สวัสดีจ๊ะน้องซูซาน
ใครบอกไม่มี...มีนะมือถือน่ะ แต่มันไม่มีคนโทรมาไง อิอิ... แต่ตอนอยู่เมืองไทยพี่ก็ไม่ค่อยพกนะ miss calls เพียบ เน้นเอาไว้โทรออกเป็นหลักน่ะ
แต่จริงนะ มือถือทำให้เวลางานกับเวลาส่วนตัวแยกกันไม่ออกน่ะ โทรตามได้ตลอด..น้องคงรู้ดีใช่ไหม เวลางานชุกๆ น่ะ วันนึงอยากให้มี ๓๖ ชั่วโมง (จะได้เอาไว้นอนสัก ๖ ชั่วโมงเท่านั้นแหละ ขอไม่มากหรอก ^ ^ )
ตอนนี้เบรคจากสัมมนามาหน่อยนึง เดี๋ยวสองโมงครึ่งมีต่อจ๊ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
เห็นจะจริงค่ะ ว่ารู้ตัวว่าทำได้ แต่บางเรื่องก็ต้องไปขุดของเก่า รื้อฟื้นความจำกันทีเดียว เมื่อเช้าไปยืมหนังสือมาอีกเพียบ เดี๋ยวลุยงานต่อพรุ่งนี้ค่ะ
ประมาณว่า รู้ว่าถ้าทำจริงๆ ก็ทำเสร็จได้ แต่จะดีขนาดไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ^ ^
สวัสดีน้องกะปุ๋มอีกรอบจ๊ะ
พี่ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ค่ะ ค่อยๆ จัดระเบียบไป แบบไม่เร่งร้อน ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเร็วต้องช้า คอยตามดู (ถ้าทัน) ไปเรื่อยๆ น่ะค่ะ
ขอบคุณนะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะ อ.ตุ๋ย
แสดงว่าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ มีสมาธิมากขึ้น ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น อ่านแล้วก็กลับมาดูตัวเอง....
สวัสดีค่ะพี่อุ๊
สำหรับตัวเองแล้ว การมาเที่ยวนี้เหมือนมาปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งค่ะ คล้ายๆ กับออก field ไปดูว่าจิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัวมากแค่ไหน เวลาไปพบสิ่งใหม่ๆ ผลลัพธ์ตอนนี้ก็เป็นที่น่าพึงพอใจดีค่ะ จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวดี ตื่นเต้นดีใจเวลาเจออะไรถูกใจบ้าง แต่ก็ตามเห็นอาการของตัวเองอยู่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอะไรที่ surprise ทำให้ตกใจหรือขาดสติเท่าใดนัก วันนี้ give presentation ก่อนออกไปบรรยายก็ตื่นๆ เห็นหัวใจตัวเองเต้นตูมๆ ก็ดูอยู่ พอออกไปพูด ความรู้สึกนั้นก็หายไป.. เห็นชัดดีค่ะ ^ ^
คอยสังเกตุอารมณ์ตัวเองบ่อยๆ จะเห็นชัดเลยว่าตัวเรากำลังทำอะไรอยู่ รู้สึกอะไรอยู่ เป็นมุมมองที่สังเกตุตัวเองเหมือนมองจากภายนอกน่ะค่ะ สำหรับตัวเองก็ได้ผลดีพอสมควร ลองดูนะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะอ.นารี
สำหรับเรื่องโรคภัยเป็นเรื่องปกติค่ะ ใครไม่เป็นสิคะแปลก (อิอิ) การมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเข้ามาในชีวิตนั้นเป็นเหมือนบททดสอบค่ะ แล้วก็เป็นโอกาสให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ไม่งั้นบางทีคนเราก็ลืมว่าตัวเองโชคดีที่มีสุขภาพดี โชคดีที่เป็นแค่นี้เอง สบายมาก ^ ^
ความเจ็บปวดก็เป็นบททดสอบอีกแบบหนึ่งค่ะ ตัวเองถ้าเป็นหนักๆ จะเพ่งดู..ดู..ทนดู..ไปเรื่อยๆ กินยาถ้ายาช่วยเพื่อบรรเทา แต่ส่วนใหญ่จะดู..แล้วพยายามวาง..จนมันหายไปค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ ^ ^
นานมากทีเดียวครับที่ผมยังค้นหา หรือจัดการกับตัวเองให้ "นิ่ง" ไม่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการไม่ยอมปล่อยวางกับภาระที่ต้องทำกับคนอื่น วิถีที่เดินอยู่นี้จึงเคลื่อนไปอย่างไม่ "นิ่ง" ...
สวัสดีค่ะน้องแผ่นดิน
เราสามารถนิ่งหรือวางได้ตลอดแม้เวลางานหนักนะคะ ต้องลองหัดวางทางใจ แต่มือทำ หัวคิดได้ ทำนองนี้น่ะค่ะ
การวางไม่ได้หมายความว่าวางแบบไม่สนใจ ไม่แตะต้อง ไม่ทำ แต่วางทางอารมณ์ออกไป.. จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเวลาที่สถานการณ์บีบคั้นหรือเราไม่ได้คาดคิดมาก่อน.. แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะดีขึ้น ..อยากให้น้องแผ่นดินรู้สึกสบายๆ ขึ้น แม้ว่างานจะหนักน่ะค่ะ ^ ^
ลองดูนะคะ..ดูตามงานไป ทำไป..เดี๋ยวก็จะนิ่งได้ค่ะ
กระผมสนใจเรื่องของจิต
การตามดูจิต ให้มีสติรู้อยู่ทุกขณะจิต
ยอมรับว่ายาก แต่ก็กำลังฝึก
โดยศึกษากับพระอาจารย์สายปฏิบัติอีกทีหนึ่งครับ