เป็นเรื่องปกติสำหรับผม,
วันหยุดมักเป็นวันที่ต้องปฏิบัติราชการอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
วันมาฆบูชาปีนี้
เป็นอีกปีที่ผมไม่มีโอกาสได้ไปตักบาตรร่วมกับคนในครอบครัว
โดยเช้าตรู่ของวันนี้ผมตื่นขึ้นมาก่อนใครอื่นเพื่อเตรียมตัวไปยังบ้านเม็กดำ
อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม
และการไปเยือนบ้านเม็กดำในครั้งนี้
เป็นการไปประสานงานเกี่ยวกับการนำนิสิตลงพื้นที่ไปจัดกิจกรรมในวันที่
23 - 24 ก.พ.
อันที่จริงวันนี้เป็นวันที่ผมมีภารกิจทางใจเกี่ยวรัดกันอย่างอบอุ่นอยู่ 3 อย่างเลยทีเดียว ซึ่งนั่นประกอบด้วย ภาคเช้าลงพื้นที่เม็กดำ บ่ายไปเวียนเทียนที่พระธาตุนาดูน และตกเย็นก็นำนิสิตไปช่วยเล่นหมอลำร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมงานของพ่อครูบาฯ และชาวบ้าน ณ บ้านหนองบัวแปะ อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม
เป็นวันหยุดที่ที่ผมตื่นเต้นและสดชื่นเป็นที่สุด เพราะภารกิจทั้งหลายนั้น เป็นภารกิจแห่ง "ใจ" ที่หัวใจของผมร่ำร้องที่จะทำด้วยตนเอง และถึงแม้ร่างกายจะออกอาการแผ่ว ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยืนยันได้ว่าสำหรับ "วันนี้" ... หัวใจมีรอยยิ้มอย่างเต็มล้น

ผมและทีมงานไปถึงบ้านเม็กดำก่อนเวลาการนัดหมาย
เราตั้งใจที่จะไปทานก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ในหมู่บ้าน
กระนั้นก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง
เพราะแม่ค้ายังไม่ได้ตั้งหม้อเลยสักร้าน
เราเลยยืนและเดินขยับแข้งขยับขาอยู่ริมถนนเพื่อรับไออุ่นจากแดดเช้าอันนวลงาม
เช้าวันนี้, เป็นเช้าที่ฟ้าเปิดโล่ง ลมทุ่งโชยหอบพาความหนาวเย็นมาเยือนหมูบ้านเหมือนวันที่ผ่านมา วัวควายจำนวนมากถูกนำออกไปสู่เวทีชีวิตในกลางทุ่งอันโล่งแจ้ง ผมเบิ่งมองไปสุดสายตาอย่างมีความสุข กองฟางจำนวนมากเรียงรายเป็นหย่อม ๆ อยู่ตามทุ่งโล่ง มองไกล ๆ กองฟางเหล่านั้นดูราวกับเจดีย์ขนาดเล็กในวัดที่เคยคุ้นตาเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก
ในห้วงที่เรากำลังรอคอยพบปะกับพ่อผู้ใหญ่บ้าน
ผมพลันได้มองไปเห็นยายหลานสองคนกำลังนั่งก้ม ๆ เงย ๆ
อยู่ในแปลงนาเล็ก ๆ ริมถนนข้างโรงเรียน
ผมไม่ลังเลที่จะชวนคุณสุริยะ
สอนสุระ เดินตรงไปยังยายหลานคู่นั้น
และจากนั้น
ภาพเก่าในวัยเด็กก็พลิกกลับมาเยือนผมในชั่วพริบตา
-
นานมากแล้ว หรือบางทีอาจต้องรำพึงว่า "นานเหลือเกิน" ที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้เห็นภาพของการ "ขุดปู" ของชาวบ้าน วิถีชีวิตเช่นนี้ ผมถือว่าเป็นวิถีดั้งเดิมที่สะท้อนภาพความเป็น "คนอีสาน" ได้แจ่มชัดไม่แพ้การแหย่ไข่มดแดง และเป็นทักษะชีวิตที่พึงพิงธรรมชาติอีกฤดูกาลหนึ่งที่นับวันจะเลือนหายไปแล้ว

ภาพที่ผมได้พบเจอและสัมผัสอย่างใกล้ชิดในเช้าวันนี้ ได้หอบเอาผมกลับไปสู่วังวนของชีวิตในวัยเด็กของตนเองอย่างสุภาพ
ครั้งนั้น, บ่อยครั้งที่แม่คว้าเสียมและถัง (สำเนียงอีสาน คือ "กะคุ") ได้เบ็ดเสร็จแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะเรียก หรือเหนียบเอาผมออกทุ่งไปด้วยเสมอ และจากอุปกรณ์ที่แม่ถืออยู่นั้น ก็ยืนยันได้ว่าเรากำลังจะไป "ขุดปู"...
ทุ่งนาในความทรงจำของผมยังคงเป็นเสมือนโรงเรียนและร้านค้าที่ชวนตื่นตาและตื่นเต้นเสมอ
...
แม่พาผมเดินลุยไปตามผืนนาที่โล่งเรียบ
บางแห่งแฉะชื้นมีน้ำขัง
และบางแห่งก็แห้งโหยไปด้วยกลิ่นอายของความแห้งแล้ง
แม่จะสอนให้ผมเรียนรู้วิธีการจับปูในรูด้วยการปฏิบัติจริง
ทั้งการใช้ไม้แย่ลงไปในรู, เอาน้ำเทกรอกลงไป,
หรือบางทีก็ใช้เสียมนั่นแหละขุดลุยลงไปอย่างมีจังหวะจะโคน
และระมัดระวังอย่างที่สุด
แม่เล่าให้ฟังเสมอว่า....
ในรูหนึ่ง ๆ นั้นอาจมีทั้งกบและปูอาศัยอยู่ด้วยกัน
โดยเจ้ากบมักจะอยู่ลึกสุดในรู ขณะที่เจ้าปูจะอาศัยอยู่ช่วงบน
หรือบนตัวกบนั่นเอง
คำบอกเล่าดังกล่าวทำเอาผมสงสัยและแย้งในใจอยูบ่อยครั้ง แต่ในทุกครั้งผลพวงของการขุดปูนั้นก็เป็นไปตามคำบอกกล่าวของแม่อย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะในรูปูที่มีกบซุกตัวนอนอยู่นั้น เจ้ากบตัวอ้วนและอ่อนนิ่มนั้นก็มักจะหลบลึกอยู่ด้านล่างของตัวปูเสมอ แต่บางคราวเราก็โชคร้ายอยู่เหมือนกัน คือไม่ได้ทั้งปู ไม่ได้ทั้งกบ แต่กลับพบเจ้างูนานาชนิดขดนอนอยู่ในนั้นอย่างน่าชัง !
ด้วยเหตุนี้ การไปขุดปูกับแม่ในแต่ละครั้ง ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่เสมอ เพราะมันเป็นความกระหายใคร่ลอง และเป็นความสยองในสิ่งที่ผมเองก็ไม่ปรารถนาที่จะเจอ -


การขุดปูในแต่ละครั้ง แม่จะกำชับไม่ให้ใช้มือล้วงลงไปในรูอย่างบุ่มบ่าม เพราะนั่นย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะโดนงู "งับ" เอาดื้อ ๆ ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้ที่จะใช้ไม้แย่ลงไปเพื่อสำรวจว่ามีอะไรอยู่ในรูบ้างหรือเปล่า ? สังเกตดวยกระบวนการอันง่าย ๆ และไม่ซับซ้อนเลยก็คือ หากรู้สึกว่าแหย่ไปแล้วโดนเข้ากับสิ่งนุ่ม ๆ นิ่ม ๆ ก็อาจคาดเดาได้ว่าเป็นได้ทั้งกบและงู ! แต่หากออกอาการแข็ง ๆ สาก ๆ ก็ย่อมเป็นได้ทั้งปูและหอย ...
โดยส่วนตัวแล้ว, ผมไม่ชอบทาน "ป่นปู" แต่ชอบที่จะนำปูมาปิ้ง จากจึงค่อยแกะกระดองปูออกมาโรยเกลือบาง ๆ หรือไม่ก็เป็นน้ำปลาหยดเล็ก ๆ พอประมาณ (สมัยนั้นจะเป็นน้ำปลาตราหน่อไม้) เสร็จแล้วก็ปั้นข้าวเหนียว "จ้ำ" ลงไปตรงกระดองปูแล้วป้อนเข้าปาก ลำเลียงสู่กระบวนการย่อยอย่างออกรสออกชาติ และพี่ ๆ ก็จะรู้ดีว่า กระดองปูนั้น เป็นส่วนต้องห้าม "ของข้าใครอย่าแตะ..." แต่นั่นก็นานและนานมากโขเลยทีเดียวที่ผมไม่เคยได้ลิ้มรสแห่งฤดูกาลอันแสนงามเช่นนั้น
นั่นคือความสุขในวัยวันของชีวิตที่ผมพานพบเจอในเช้าชื่นแห่งวันนี้... และนั่นคือ ความทรงจำอันเป็นปัจจุบันที่แสนงามซึ่งพัดพาให้ผมได้กลับไปสัมผัสเรื่องราวในอดีตของตนเองอย่างอบอุ่น

เช้าวันนี้, ผมยิ้มให้กับชีวิตอีกครั้ง และรู้ว่าหัวใจของผมก็ยิ้มอย่างสดชื่นด้วยเช่นกัน ..เช้าวันนี้เป็นเช้าชื่นแห่งชีวิตที่ผมได้มันคืนกลับมาอีกครั้งหลังจากความสดชื่นนี้ได้จากหายไปแสนนาน ...
ก่อนเดินฉากออกมาจากยายหลานคู่นั้น ผมเหลือบไปเห็นริ้วรอยอันเหี่ยวย่นของมือยายที่จับปูอย่างทะมัดทะแมง ก็อดนึกไปถึงมือของแม่ตนเองที่กำลังกรำงานอยู่ที่บ้านไม่ได้ ซึ่งบัดนี้เชื่อเหลือเกินว่าคงต้องยิ่งเหี่ยวย่นกว่านี้อีกหลายเท่านัก และพลันนั้น, ผมก็ยกมือสองข้างของตนเองขึ้นมาดูอย่างถี่ถ้วน พร้อมกับสำรวจด้วยสองตาของตนเองในทำนองว่า ...บัดนี้ยังมีร่องรอยแผลเป็นที่เกิดจากการถูกปูหนีบอยู่อีกหรือเปล่า ....
ครับ, เราต่างมีริ้วรอยของชีวิตกันทั้งนั้นแหละ...
บรรยากาศแบบนี้ คิดถึงท้องทุ่งนาสมัยผมเป็นเด็กเล็กๆครับ กิจกรรม"ขุดปู๋" เป็นกิจกรรมที่คนชนบทเราหาอาหาร
เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ เราใช้สารเคมีเยอะ ปูตายหมด สังเกตว่าไม่มีรูปูอยู่ในนาเลย
อ่านบทเรียน มานะ มานี เราก็เริ่มต้นแบบนี้ใช่มั้ย
มานะ มานี จะไป จะดู รูปู ฯลฯ
ครูอ้อย มาแอบดู รูปู
เอิ๊กเอิ๊ก
คิดถึงค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์แผ่นดิน
เอี้ย บ่อเคยขุดอี่ปูดอก แต่วาเอี้ยมักกินลาบปูขนาด อิอิ เอาสเตกมาแลกก็บ่อย๊อมเด้อ...
เฒ่ายายหยู่บ้าน คั่นเราได้อี่ปูมาเราสิลาบแล้วโทรเอิ้นประจำ ขนาดวา มีคนเตือนแนวา ปูซุกมื่อนี้มีสารเคมีกต้างเด้อ เอี้ยกะยังมักกินคือเก่า
เพราะเอี้ย(ดื้อ) เฮียนมาวา สารใด๋กะตาม คั้นสิกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได่ ต้องมีการรับในบริมาณสม่ำเสมอ หรือปริมาณมากๆ 555 ประสาลาบอี่ปูเนาะ มันสิซ่ำใด่เด๋วนิ บ่อได้กินจนอิ่มแม๊ะ เพราะวามันมีหน้อย จ้ำเอา
ชอบบันทึกนี้ค่ะ ได้บรรยากาศจริงๆ
อ่านความคิดเห็นของพี่หนิง แล้วอยากลองลิ้มชิมรสลาบปู ไม่เคยทาน น่าจะอร่อยค่ะ
อ่านแล้วก็นึกถึงความหลังสมัยยังละอ่อนน้อย..บรรจุใหม่..ได้ไปอยู่โรงเรียนไกลบ้าน..ก่อนกลับบ้านก็ไปศึกษาดูงานการขุดปูของเด็กๆ..สนุกดีค่ะ..ได้บรรยากาศสนุกสนานดีมาก..และได้รู้วิธีการสังเกตรูงูกะรูปูด้วย...ชอบจังค่ะ.ชีวิตที่เรียนรู้จากสภาพจริงของการมีชีวิตอยู่ด้วยตนเองของเด็กๆแล้วทั้งภูมิใจ..ทั้งชื่นใจค่ะ..
เขียนไป..ก็มีความสุขกับภาพเก่าๆ..ในวันนั้น..ดีจังค่ะ..วันนี้..ได้ย้อนกลับไปคิดถึง..บรรยากาศเก่าๆนั้นอีกครั้ง..
หิ่งห้อยเข้ามาเยี่ยมชม ภูมิปัญญาขุดปู ค่ะ อ่านแรกๆก็คิดว่าแล้วจะเจองูไหม จะรู้ได้อย่างไร อ่านไปก็ได้คำตอบชัดเจน พอได้ศึกษาภูมิปัญญาจะเข้าใจ วิถีชีวิตการอยู่ร่วมกัน ของมนุษย์กับธรรมชาติ เป็นความกลมกลืนและสมดุล แต่เสียดายนะคะ สิ่งดีๆหลายอย่างหายไป อีสานเป็นแหล่งอารยธรรมที่มีคุณค่าจริงๆ หิ่งห้อยจะเดินทางไปวัดภูหินดัง บ้านผือทุกปี ไปทอดกฐินบ้าง นั่งสมาธิบ้าง ไปมาประมาณ 17 ปีแล้วค่ะ ปีนี้กำลังดูวันว่างอยู่ ต้นเมษา คงได้ลงไป พักกายพักใจ ค่ะ
สวัสดีครับ คุณเอก.จตุพร
ทุกวันนี้สภาพความอุดมสมบูรณ์ของท้องทุ่งแปลกตาและแตกต่างไปจากอดีตที่ผมเคยพบเจออย่างสิ้นเชิง ปูปลา หอยกบเขียด มีให้จับไม่ง่ายอย่างที่เคยเห็นเมื่อสมัยเด็ก สิ่งเหล่านั้นอาจจะหมายถึงความแห้งแล้ง และสิ่งเหล่านั้นอาจจะหมายถึงสารพิษ สารเคมีอันมากมายที่ฝังอยู่ในเนื้อดิน จนทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่อาจซุกตัวอยู่ในผืนนาได้เหมือนครั้งแต่ก่อน และสภาพเช่นนั้น ก็พลอยให้เราจับกบ จับเขียดได้อย่างขาด ๆ เขิน ๆ มาแล้วชั่วระยะเวลาอันแสนนาน
ถึงอย่างไรก็ยังถือว่าไม่เลวร้ายนัก เพราะหลายแห่งก็ยังพอ "ได้จับได้ หา" กันบ้าง และนั่นก็เป็นภาพชีวิตอันเรียบง่าย สมถะ หรือพอเพียงได้บ้างกระมังครับ
สวัสดี ครูอ้อย แซ่เฮ
สวัสดีครับ คุณน้องพิชชา
สวัสดีครับ อ.ขจิต
สวัสดีครับ คุณอ้อยควั้น
สวัสดีครับ meowadee
ผมเองก็นึกภาพเช่นนั้นบ่อยครั้งอยู่เหมือนกัน แต่ทุกครั้งที่นึกก็ได้แต่ปลงและสะท้อนใจ ซึ่งเข้าใจดีว่านั่นคือกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง และเมื่อเทียบจากวัยเด็กจนบัดนี้ หลายอย่างก็ชี้ชัดว่า สำเร็จรูปแทบทุกเรื่อง ความสะดวกก้าวเข้ามาสั่งการบังคับให้ชีวิตเลือกอย่างไม่งอแง..
ความเรียบง่ายอย่างสมถะ บางทีก็แทบค้นไม่เจอ ...
นี่คือชะตากรรมที่ชวนให้หวั่นไหวไม่ได้
สวัสดีครับ เจ้ ( หนิง )
เป็นที่ทราบกันดีว่าการจับปูทุกวันนี้ หลายคน "หัวใส" นำเอาสารเคมี (ขอไม่ระบุยี่ห้อ) ผสมเจือจางไปกับน้ำ จากนั้นก็เทลงไปในรูปู รับรองไม่ต้องขุดให้เมื่อย ไม่นานปูก็จะเดินขาเป๋ ออกอาการเมาแอ๋ขึ้นมาให้จับอย่างง่ายดาย ..
สำคัญคือ .. ไม่มีแรงยกก้ามมาหนีบเราให้เจ็บมือด้วยเหมือนกัน
นี่เป็นชะตากรรมของปูในท้องนาและเป็นชะตากรรมของคนบริโภคอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ..