WORLD CAFE' 2: SEVEN PRINCIPLES

ในประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของสังคมมนุษย์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกๆศิวิไลซ์ ทุกๆชุมชน ล้วนงอกงามออกมาจากการเริ่มต้นพูดคุยกัน อย่างผ่อนคลาย ในห้องนั่งเล่น รอบกองไฟ ในที่ที่ไม่เคร่งเครียด จนกระทั่งผู้สนทนาเริ่มมีเวลา ตั้งใจ และใคร่ครวญอะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญ ต่อตนเอง ต่อครอบครัว คนรอบข้าง การสนทนาเป็นการเดินทางของความรู้ ข้อมูล เดินทางไปปรับความเชื่อ ความเห็น และกลายเป็นพฤติกรรม เรื่องที่สำคัญๆหลายเรื่อง ไม่มีผู้ใดเชี่ยวชาญไปกว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องนั้นๆ และเมื่อมาถึงบางเรื่อง บางประเด็น ไม่ว่าใครก็มีส่วนการที่จะคิด จะมีความเห็น เพราะประเด็นนั้นๆมันมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคนทุกระดับชั้น

การเรียนรู้ในปัจจุบัน เป็นยุคที่เต็มไปด้วย "ผู้เชี่ยวชาญ" หรือ expert และยิ่งมายิ่งไป คนเรายิ่งต้อง "พึ่งพา" ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญมากขึ้นๆ ความเห็นของเราเองมีความสำคัญน้อยลงๆ เวลาไปประชุม เราก็จะเตรียมปากกา ดินสอ เทปอัดเสียง เพื่อไปบันทึกความรู้จาก expert สาขาต่างๆมากมาย เพื่อที่เราจะได้ "รู้มากขึ้น"

World Cafe' เป็นกิจกรรมอีกรูปแบบหนึ่งของการบริหารจัดการความรู้ ที่ความรู้และความเห็นของ "ทุกคน" สำคัญ matter หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสืบค้น เพื่อที่จะได้คุณค่าที่แท้จรง อันจะมี impact ต่อสังคมโดยรวม ความเห็น ความคิด และความรู้ ของสมาชิกทุกคนของสังคมนั้นๆ จะมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได

ทำไมต้องผ่อนคลาย? ทำไมต้อง cafe'?

ความคิดที่ผุดบังเกิด ตอนที่สภาวะจิตของเราแตกต่างกัน ก็มีความแตกต่างกัน ถ้าหากเราอยู่ในบางบริบท เราก็จะ "เลือกที่จะพูด หรือเลือกที่จะไม่พูด" เพราะมีความกลัว ความไม่แน่ใจ กลัวจะเสียหน้า กลัวจะไปคุกคามคนอื่น กลัวถูกจับผิด  กลัวถูกตัดเงินเดือน กลัวเชย กลัวล้าสมัย สิ่งที่พูดออกไปบางทีจึงเกิดการ "ปรุงแต่ง" จนกระทั่งข้อมูลที่เรา share ไปนั้น เป็นข้อมูลที่แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้เห็นด้วย 100%

แต่ต่างจากตอนที่เราอยู่ในบรรยากาศอันปลอดภัย เช่น ตามร้านกาแฟ ห้องนั่งเล่น ที่เราสามารถนั่งเอกเขนก ปลดแอกของฟอร์ม ของความระมัดระวัง อยู่ในท่ามกลางกัลยาณมิตร ที่เราทราบว่าจะไม่ด่วนตัดสิน พูดคุยในที่ที่เรารู้สึกว่าความเห็นของเราก็มีความสำคัญ เท่าเทียมกับของคนอื่นๆ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีตำแหน่ง ฐานะ ปริญญา มาขวางกั้นความรู้สึก เราก็จะสามารถพูดออกมาจากใจ สื่อออกมาจากใจ และส่งความคิดเห็นอันเป็นเบื้องลึก ตัวตนที่แท้จริงของเราออกไปได้

7 Principles of World Cafe'

1. Set the Context

2. Create Hospitable Space

3. Explore Questions that matter

4. Encourage Everyone's Contribution

5. Cross-Pollinate and Connect Diverse Perspective

6. Listen together for Patterns, Insights, and Deeper Questions

7. Harvest and Share Collective Discoveries

 

Juanita และ David ได้นำเอาประสบการณ์การค้นพบรูปแบบกิจกรรม World Cafe' ไปทดลองใช้ ปรับปรุง สังเกต และวิเคราะหฺสังเคราะห์ และประสบความสำเร็จทั่วโลก ความรู้สึกตื่นเต้นที่ผู้เข้าร่วมในแต่ละครั้ง จากการที่มีการ "ผุดกำเนิด" ของความรู้ และความรู้นั้นส่วนหนึ่งออกมาจากความคิดเห็นของตนเอง สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้เข้าร่วม Juanita และ David ได้รวมรวมปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของ World Cafe' ไว้เจ็ดประการ

1. SET THE CONTEXT

"All thinking and learning takes place in a context. The mind always seeks context in order to create meaning." 

Ed Clarke, Ph.D., Educator and author of Designing and Implementing an Integrated Curriculum

ส่วนประกอบของบริบท (context) มีสามส่วนใหญ่ๆ คือ ผู้เข้าร่วม (participants) วัตถุประสงค์ (purpose) และ สิ่งแวดล้อม สิ่งเกี่ยวพัน (parameters)

เนื่องจาก "World Cafe'" เป็นกิจกรรมสนทนา สัมฤทธิผลขึ้นกับผู้มาเข้าร่วมค่อนข้างจะแน่นอน บรรยากาศที่จะทำให้เกิดความมุ่งมั่นค้นหาสืบค้นความรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ตึงเครียด คุกคาม มากเกินไป อยู่ในสมดุลที่ดี จะเอื้ออำนวยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้

2. CREATE HOSPITABLE SPACE

"The idea is to create a physical space that enables you to move around in that space, and to create a social space that encourage you to swap and share and help each other. If you can design the physical space, the social space, and the information space together to enhance collaborative learning, then that whole milieu turns into a learning technology. People just love working there and they start learning with and from each other."    

John Seely Brown, former Chief scientist, Xerox Corporation

บรรยากาศ เป็นอะไรทั้งหมดที่เรา "อยู่ในนั้น" และมีผลอย่างมากต่อพฤติกรรม ความคิด คำพูดของเราเอง และของคนอื่นๆ รวมทั้งปฏิกิริยาต่อคำพูด การสนทนาด้วย

space อาจจะมองเป็น พื้นที่กายภาพ พื้นที่สังคม และพื้นที่หล่อเลี้ยงข้อมูลความรู้ ทั้งสามอย่างเกื้อกูลอาศัยพึ่งพากันและกัน บรรยากาศกายภาพเช่น ที่ที่เสียงหนวกหู เพลงดัง กลิ่นไม่สะอาด อึดอัด อากาศไม่ระบาย ก็จะให้ผลแตกต่างจากสถานที่ที่มีความผ่อนคลาย รื่นรมย์ มีเพลงเบาๆไม่ดังเกินไป มีเสียงหัวเราะดังเป็นครั้งคราว ไม่ serious เคร่งเครียด

พื้นที่สังคม ได้แก่การสังสรรค์สนทนาและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่มีความคุกคาม ความไม่เป็นมิตร ความเป็นศัตรู แต่มาอยู่ด้วยกันโดยมี value ร่วมกัน แม้ว่าอาจจะต่างวัตถุประสงค์ แต่ในความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง เราทุกคนมีสายใยบางๆพัวพันเกาะเกี่ยวเราเข้าด้วยกัน โดยไม่มีชนชั้น หรืออุปสรรคทางภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ มาขวางกั้น

พื้นที่หล่อเลี้ยงข้อมูลและการเรียนรู้ จะเป็นอะไรที่เสริมการเรียนรู้ได้กว้างขวาง แตกหน่อ เต็มไปด้วยความสนใจ ความเร้าใจ ทุกคนฟังสิ่งที่ตนเองไม่เคยทราบ ไม่เห็นด้วย และคิดไม่ถึงด้วย positive attitude กระตือรือร้น ไม่ด่วนตัดสิน

บรรยากาศที่มีเพียบพร้อมทั้งสามประการ ก็จะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ รู้เพ่ิม เข้าใจเพิ่ม และสอดประสานกลมกลืนในสังคมได้มากยิ่งๆขึ้น

3. EXPLORE QUESTION THAT MATTERS

"Because questions are intrinsically related to action, they spark and direct attention, perception, energy, and effort, and so are at the heart of the evolving forms that our lives assume... Creativity requires asking genuine questions, those to which an answer is not already known. Questions function as open-handed invitations to creativity, calling forth that which doesn't yet exist."    

Marilee Goldberg. The Art of the Question

เคยมีคำถามเชิงอุปมาอุปมัยในการตั้งคำถามแบบว่า "จะเป็นเช่นไร ถ้าจะเกิดมีทองผุดขึ้นเมื่อมีการค้นพบคำถามที่สำคัญ ยิ่งใหญ่?" "What if the gold lies in discovering the big questions?"

ในการทำกิจกรรม World Cafe' ส่วนสำคัญอีกประการก็คือ "ประเด็นคำถาม"

ประเด็นคำถามที่เรา "โยน" ลงไป ต้องเป็นคำถามที่เป็น "ตัวกวน" กวนระบบความคิด ระบบพฤติกรรมความเป็นอยู่ ไปจนถึง well-being หรือความอยู่รอด ของผู้เข้าร่วม ขององค์กร ของครอบครัว ของชุมชน ของประเทศ เป็นคำถามประเภท "ไม่ถามไม่ได้ ไม่ตอบไม่ได้ ไม่ทำเดี๋ยวนี้ไม่ได้" แล้วนั้นเอง

ลำพังการ "ถาม" เอง ก็จะนำไปสู่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแล้ว แทนที่จะ "บอก" อย่างกิจกรรมบรรยาย หรือ "เล่า" อย่างการชม media ต่างๆ การถามนำพาไปสู่ action ได้ทั้งการกระทำ และการคิด เพราะเราจะคล้อยตามและจะ "หาคำตอบ" เมื่อถูกถาม แต่อาจจะเป็น passive เฉยๆ เวลาเราถูก "บอก" หรือ "เล่า" ให้ฟัง

4. ENCOURAGE EVERYONE'S CONTRIBUTION

"The idea of contribution is especially instructive because it lies in the area that unites the "I" and the "we." We contribute because we are part of something larger than our own lives and efforts, but the form of our contribution is based on our uniqueness and our individuality."

Carol Ochs, Women and Spirituality

คำถามที่น่าสนใจสำหรับผู้มาเข้าร่วมกิจกรรมก็คือ "จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งที่คุณพูดคือหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด?"

ประเด็นปัญหาที่สำคัญ มักจะมาจากการที่มีผลกระทบกว้างไกล ไป​ "โดน" ตัวตน ความเป็นอยู่ มีอยู่ และความสำคัญของแต่ละคน เมื่อเป็นเช่นนี้ การได้ข้อมูลจาก stake-holders หรือผู้มีส่วนร่วมได้เสียครบ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

นอกเหนือจากเพื่อความครบของข้อมูลที่จะนำไปคิด ไปพิจารณาแล้ว เมื่อไรก็ตาม มีการมีส่่วนร่วมในการแสดงความเห็น เมื่อนั้น จึงจะเกิดความเป็นชุมชนในภาคปฏิบัติ ที่มีฐานกาย ฐานการปฏิบัติจริงมาเกี่ยวข้อง เมื่อไรก็ตามที่่เราโยนความคิดเห็นเราลงไป เราได้ "กระโดด" ลงไปในวงอย่างเต็มตัว ความรู้สึกว่าเป็น "ส่วนหนี่งของนิเวศ" เป็นความโหยหาของมนุษย์ เพราะเราเป็นสัตว์สังคม แต่เดิมทีมีอุปสรรค มีกำแพงกั้นอยู่ เราก็รู้สึกไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย จนกว่าเราจะได้เริ่มมี contribution เมื่อนั้นแหละที่เกิดความเชื่อมโยงทางกายภาพ และเป็น bonding อันสำคัญ

5. CROSS-POLLINATE AND CONNECT DIVERSE PERSPECTIVE

"Whenever knowledge connects with knowledge, new combinations spontaneously take place. Ideas spark ideas, which sympathize with each other until more knowledge results. It is completely natural. ... Sharing knowledge means bring people into the conversation."

Verna Allee, The Knowledge Evolution

การสนทนาเป็นการใช้ความกล้าหาญอย่างหนึ่งที่จะออกไปเผชิญกับ diversity หรือความหลากหลาย ความเป็นไปได้อื่นๆ นอกเหนือจากที่เราเชื่ออยู่

การสนทนาที่แท้จริง เราจะรู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น เมื่อเกิดความต่อเนื่องเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราไม่เคยรู้เห็น สนใจ หรือคิดถึงมาก่อน เกิดการผสมผสานใหม่ แม้แต่ความคิดเดิมของเรา เมื่อโยนลงไป กลับออกมาก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิม เรากลายเป็นใหม่ ที่เติบโตกว่าเดิม กว้างขวางมากกว่าเดิม และมีความเข้าอกเข้าใจในคนอื่นมากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น ในกิจกรรม World Cafe' นั้น เราสนับสนุนการมีความคิดเห็นที่แตกต่าง การแลกเปลี่ยนความเชื่อ มุมมอง ขนบธรรมเนียม ซึ่งเป็น essence ที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในการสนทนาที่แท้จริง

ุ6. LISTEN TOGETHER for PATTERNS, INSIGHT, and DEEPER QUESTIONS

"We listened, and through that listening a dynami of its own developed. The end result . . . was a group spirit and group coherence stronger than any I have ever known, yet it was a "dance with many dancers," a group of individuals who had found an emergent reality drawing our differences into a meaningful whole."

Danah Zohar and Ian Marshall. The Quantum Society

คำถาม "จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากการฟังจะนำไปสู่อีกระดับของปัญญา?"

สำหรับ "สุนทรียสนทนา" หรือ Dialogue ที่ David Bohm และกฤษณมูรติได้สานสร้าง สรรสร้าง เอาไว้ เป็นการสนทนาที่ต้องมีคุณสมบัติหลายประการ ได้แก่ การห้อยแขวน (suspension) การไม่ด่วนตัดสิน การละทิ้งตัวตน ศักดิืศรี ออกไปชั่วขณะ เพื่อที่จะได้ "รับรู้" อย่างแท้จริง ก็จะพบว่า ส่ิงที่การสนทนาทุกวันนี้ขาดหายไปก็คือ "การฟัง" นั้นเอง

การฟังอย่างลึกซึ้ง จะเปิดมิติแห่งการรับรู้ เกือบจะเหมือนกับเรามีอวัยวะใหม่แห่งการรับรู้เกิดขึ้น ซึ่งก็จำเป็นในบางครั้งสำหรับการรับรู้เร่ืองบางเรื่อง

"Man knows himself only to the extent that he knows the world; he becomes aware of himself only within the world, and aware of the world only within himself. Every object, well contemplated, opens up a new organ of perception within us."

Johann Wolfgang v. Goethe

และเมื่อเรามี "อวัยวะรับรู้ใหม่" นี้เอง ที่อะไรหลายๆอย่างจะผุดกำเนิดขึ้น ในการสนทนาอย่างลึกซึ้ง และเช่นในกิจกรรม World Cafe' นี้ จะเกิด waves of spiral dynamic of knowledge ขึ้น คลื่นแล้ว คลื่นเล่า พัดพามาไม่หยุดยั้ง ณ​จุดนี้เอง เหมือนเทพและอสูรที่ได้กวนเกษียณสมุทร ที่น้ำทิพย์อันซ่อนเร้นอยู่ในจักรภพผุดบังเกิดขึ้นมา คำถามที่ลึกซึ้งใหม่ๆ บังเกิดขึ้น ดวงตาเห็นความเชื่อมโยงใหม่ๆ บังเกิดขึ้น เกิด pattern เกิด insight หรือการ "มองเห็น หรือ รู้เห็น" และในที่สุดก็เกิด enlightenment หรือ การตื่นรู้ขึ้นได้

7. HARVEST AND SHARE COLLECTIVE DISCOVERIES

"There's another aspect to fostering mutual intelligence . . . what I call creating the "collective mindscreen." How can we help people sense the whole, together? Harvesting and sharing key ideas and insights is like putting up tent poles. It's what's in the circle revealed by putting up those poles, not any of the individual poles, where the meaning of the conversation as a whole lies."

Finn Voldtofte, BDO ScanFutura

ช่วงทีสำคัญอีกช่วงหนึ่งของกิจกรรม World Cafe ก็คือ "ช่วงแห่งการเก็บเกี่ยวสมุหปัญญา"

ขณะที่เราหมุนเวียนไปตามโต๊ะเพื่อสนทนา เรามีการหว่านเมล็ดแห่งข้อมูล ความคิด ความเห็น ความรู้สึก ในที่สุด ก็จะถึงเวลาที่จะตกตะกอน แต่ละโต๊ะก็จะทำการสรุป วาดรูป วาดไดอะแกรม เขียนคำสำคัญลงไปบนกระดาษหรือผ้าปูโต๊ะ แล้วเราก็นำมา share กัน

แต่ละคนก็จะเริ่มกระบวนการตกผลึกสิ่งที่เกิดขึ้น และเก็บเกี่ยวสิ่งที่สนใจไป และรวมทั้งบางสิ่งบางอย่าง ที่ไม่มีใครเขียน ไม่มีใครจด เพียงรอเวลาที่จะสุกงอม เมื่อมีอะไรมากระตุ้นอีกครั้งหนึ่ง การสนทนาเปิดฟ้า เบิกโลกา ได้เตรียมเราทุกคนให้พร้อมสำหรับวันดังกล่าวนี่เอง