ที่ผ่านมาเรามัวแต่หาความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice) คงไม่มีจริง แต่ที่ยั่งยืนที่สุดเห็นแต่การพึ่งตนเองของคนท้องถิ่นเท่านั้นถึงจะอยู่รอด จากระบบเหนือชุมชนที่ครอบงำเราตลอดเวลา

"เราพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชุมชนเหล่านี้คือ ยุทธศาสตร์การปรับตัว"

"ทิศทางการปรับตัวแต่ละหมู่บ้านไม่ควรคิดเหมือนกัน เพราะหมู่บ้านทุกที่ผ่านประสบการณ์หลายแบบต่างกันจริงๆแล้วพื้นฐานของการปรับตัวเบื้องต้นคือ หมู่บ้านควรอยู่ในบริบทสังคมที่ร่มเย็น พึ่งตนเองได้ แล้วไม่ถูกกดดันมาก มีพื้นที่ของการปรึกษาหารือ เพราะบริบททางสังคมกำหนดคน ในขณะเดียวกันคนก็สร้างบริบททางสังคม มันมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน"

ผมอ่านคำสัมภาษณ์ของ ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ในวารสารเล่มหนึ่ง ทำให้ผมนึกย้อนไปถึง เวทีระดมความคิด การพัฒนาชุมชนเพื่อกำหนดอนาคตของมูเสคี ที่บ้านวัดจันทร์ (มูเสคี = คนลุ่มน้ำแจ่ม) ทางออกที่เป็นมิติร่วมกันที่เราคุยกันในเวทีก็คือ "ยุทธศาสตร์การปรับตัว"

ปรับตัวเพื่อเรียนรู้กับเงื่อนไขใหม่ๆแรงกระแทกระลอกใหม่ตลอดเวลา

ปรับตัวเพื่ออยู่รอดในวิถีโลกาภิวัฒน์ที่เชี่ยวกราก

 

อ่านเพิ่มเติมที่  มันจะมาแล้ว เอาอะไรกั้นไว้ก็ไม่ไหว : แล้วเราจะรับมืออย่างไร?? คำถามท้าทายคนบ้านวัดจันทร์

จะมีประโยชน์อันใด หากเราจะเลือกวิธีเด็ดขาดมันแทบเป็นไปไม่ได้เพราะเราไม่ได้ปิดเมือง เรายังต้องรับรู้ข่าวสาร สังคมที่เป็นไปจากระบบที่เหนือชุมชน

ผมให้ข้อคิดเห็นในเวทีว่า "ในชุมชนเรามีอยู่ ๔ ระบบ และ ๓ ใน ๔ ระบบนั้นเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ อีก ๑ ระบบเรากำหนดไม่ได้ หากเราสามารถเรียนรู้เรื่องของเรา สามารถยกระดับพัฒนาทุนที่เป็นของเราได้เเล้ว เป็นการเตรียมความพร้อม เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี"

ระบบใหญ่ๆที่อยู่ในชุมชนทั้ง ๔ ระบบที่ผมกล่าวไป หมายถึง

  • ระบบความรู้
  • ระบบการจัดการทรัพยากร
  • ระบบชุมชน
  • ระบบเหนือชุมชน

ผมมองว่าหากเราเรียนรู้และชัดเจน เราสามารถจัดการได้ (ผมหมายถึงการจัดการความรู้ด้วย)ในต้นทุนที่เรามี ใน ๓ ระบบเเรกแล้วนั้น หมายถึง "เราพร้อม" จากนั้นเราใช้กระบวนการเสริมพลังชุมชน (Empowerment)  เพื่อพัฒนาและยกระดับการจัดการโดยชุมชน โดยมี เครื่องมือและกระบวนการที่ผมได้เรียนรู้ในชุมชนอื่น เช่น การวิจัยโดยมีชุมชนเป็นฐาน,การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ และกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

กระบวนการเคลื่อนการพัฒนาชุมชนตามบริบทการคิดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องเป็นงานวิจัยและพัฒนาที่ใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นฐาน สร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นทุกระดับ พร้อมกับมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละช่วงเวลาให้ชัดด้วย

ในส่วนกระบวนการย่อยๆอาจเคลื่อนไปแบบช้าๆ เน้นสร้างคน สร้างพื้นที่การเรียนรู้ และยกระดับความรู้เดิมไปด้วย

หลังจากที่ผมเปิดเวทีระดมความคิดในกลุ่มแกนนำบ้านวัดจันทร์ในค่ำคืนที่ผ่านมาแล้ว เราได้ข้อสรุปในการนำความคิดที่เราระดมกัน ไปนำเสนอในเวทีใหญ่ ซึ่งเป็นเวทีประชาคมเพื่อพัฒนาโจทย์และเเสวงหาภาคีร่วม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมและพี่เลี้ยงทั้งหมดก็คงต้องคิดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนกับการก้าวไปแต่ละขั้นแต่ละตอน

ผอ.ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ ได้พูดคุยกับผมหลังเวทีระดมความคิด ถึงแนวทางที่เราควรจะก้าวต่อ ท่านได้บอกว่า "ควรจะตีเหล็กในขณะที่กำลังร้อน" ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะในเวทีเห็นอารมณ์ เห็นความคิดที่ช่วยกันคิด นั้นเป็นบรรยากาศของความรู้สึกร่วม จุดประกายอารมณ์ ความรู้สึก แรงบันดาลใจของผู้คน (Bonding and collective learning)อย่างเห็นได้ชัด

"พรุ่งนี้ขอช่วยนำเสนอไอเดีย รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนระดมความคิดนี้ ผ่านไปยังเวทีประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่เป็นคณะกรรมการพัฒนาโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ด้วยนะครับ"

ผอ.บอกให้ผมในดึกดื่นหลังจากเสร็จเวที ผมตอบรับท่านด้วยความยินดี เพราะตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสในการเชื่อมต่อความคิด จากเวทีเล็ก ที่รวมแกนนำความคิดเล็กๆสู่ภาคีร่วมที่หลากหลาย ให้เป็น วาระของชุมชน

ในช่วงเช้ามีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ ที่รวมเอาหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่(มหาดไทย เกษตร ศึกษา และ อปท.) เป็นการประชุมประจำเดือนที่จัดขึ้นเป็นประจำของโครงการหลวงที่นี่ ...ส่วนผมเป็นผู้สังเกตการณ์เงียบๆในเวทีประชุม

ในช่วงท้ายการก่อนเลิกการประชุม เป็นช่วงที่ผมมีโอกาสขึ้นไปนำเสนอเรื่องราวการพัฒนาชุมชนโดยใช้การวิจัยท้องถิ่นเข้าไปเป็นเครื่องมือ  แต่ผมไม่ได้นำเสนอโดยตรงว่าเราควรทำอะไร? ทำเพื่ออะไร?และเราจะเดินทางสู่เป้าหมายใด?

ผมเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ปาย รวมถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ท่าทีของประชาสังคมต่อการแก้ไขปัญหา เหตุการณ์ทางสังคม (Social Event) สุดท้าย มาถึงประเด็น "ปายถึงคราล่มสลาย" จริงหรือ?

ผมเห็นว่าผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสนใจกันมาก ต่อการเปลี่ยนแปลงของเมืองปายผ่านการนำเสนอให้เห็นภาพพัฒนาการการก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยว จากปี ๒๕๓๓ จนถึงปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่สร้างชื่อเสียงและสุดท้ายก็คือ ปัญหาที่หมักหมมยากเกินที่เยียวยา

จากปายสู่วัดจันทร์...ช่วงกลางๆการนำเสนอภาพและสถานการณ์ทั้งหมด ประเด็นการเดินทางของทุนนิยมที่รุนแรงที่กำลังคืบคลานมาที่บ้านวัดจันทร์ ผมทิ้งประเด็นให้ทุกท่านในที่ประชุมได้ตั้งคำถามถึงอนาคต ทางเลือกที่เราต้องทำ...

มีการให้ข้อคิดเห็นกันหลากหลาย และน่าสนใจ

เวทีนำเสนอความคิดผ่านไปแล้วอีกเวที ที่ผมไม่ได้ตั้งตัว หากเเต่เป็นเรื่องยินดีที่บังเอิญ เป็นโอกาสที่ดี

"เราควรจะมีการเปิดเวทีประชมคมเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน"  ท่าน ผอ.โรงเรียนบ้านแจ่มหลวง บอกกับผมในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน

หลายท่านได้นั่งหารือถึงเรื่องที่ผมนำเสนอออกไปก่อนช่วงมื้อเที่ยง บ้างก็พูดถึงสิ่งที่ชุมชนทำอยู่ ฐานทุนที่กำลังสะสม รวมไปถึงวิธีการใหม่ๆที่น่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนา ที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนแบบบูรณาการ ที่นี่ยังไม่เกิด

การพายเรือต้านแรงน้ำ แรงลม การประสานสอดคล้อง จังหวะจ้วงพายสำคัญที่สุด

ในการขับเคลื่อนเรือน้อยในนที

------------------- 

ผมถือว่าผมเสร็จภารกิจในเบื้องต้น ผมนึกถึงบรรยากาศในช่วงเวทีแกนนำชุมชนเมื่อคืน ที่ระดมความคิดอย่างเมามัน จนถึงเวทีคณะกรรมการพัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ เช้าวันนี้ ...ผลลัพธ์ที่ได้คือ การสร้างความรู้สึกร่วม ที่ได้ผล

ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ...ที่เราจะก้าวไปเพื่อพัฒนาท้องถิ่นด้วยกัน

ผมเตรียมตัวขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน น้องน้ำหวานได้ทักผมว่า "ดูพี่เอกน่าตาครุ่นคิด สงสัยว่ามีการบ้านที่หนักอึ้งในใจแน่ๆเลย" เธอกระเซ้าผมพร้อมหัวเราะเบาๆ

น้ำหวานก็มีส่วนพูดถูกบ้าง เพราะในหัวผมตอนนี้กำลังคิดไปถึงเวทีใหญ่ที่เป็นเวทีประชาคม คิดไปถึงกระบวนการต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับสถานการณ์ที่เราจุดประกายนี้ไว้ โดยไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไป ที่ผ่านมาเรามัวแต่หาความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice)  คงไม่มีอยู่จริง แต่ที่ยั่งยืนที่สุด เราสามารถสร้างให้เกิดได้ก็เห็นแต่การพึ่งตนเองของคนท้องถิ่นเท่านั้นถึงจะอยู่รอดจากระบบเหนือชุมชนที่ครอบงำเราตลอดเวลา

 

 

ขอคารวะจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของพี่น้องปกาเกอญอแห่ง "มูเสคี"

 

"...ผืนแผ่นดินแคบลงมวลมนุษย์เพิ่มขึ้น
สีดำทะมื่นรวมตัวสีขาวสลาย
ฉันใดก็ฉันนั้น นกเขาขันบนกิ่งไม้
เงินเต็มกระบุง ข้าวไม่เต็มกระบุง
เพราะคนกินข้าวไม่เห็นต้นข้าว
เพราะคนดื่มน้ำไม่เห็นต้นน้ำ
ลูกฉันจะกินอย่างไร เหลนฉันจะอยู่อย่างไร
เมื่อลูกสาวถักทอไม่เป็น ลูกชายจักสานไม่เป็น..."

----------------------------------

บทเพลง ทา ของ ชิ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์