บทเพลงของคน มูเส่คี บรรเลงไปเรื่อยๆ เพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า พวกเขามีความสุขกับธรรมชาติ และพอเพียงในวิถีของคนบนดอย
------
"น้ำจะไหล มันตึงไหล จะเอา อะหยังมากั้น มันตึง บ่ อยู่"
(น้ำจะไหลบ่า มันไหลมาอยู่แล้ว จะเอาอะไรมากั้นก็ไม่อยู่)
พะตี่ อ.พนา พัฒนาไพรวัลย์ ได้พูดขึ้นในเวที"การพัฒนาบ้านวัดจันทร์" หลังจากที่ผมได้จุดประกายบทเรียนจากเมืองปาย กรณี ผลพวงจากการท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นปายต้องรับผลลัพธ์เชิงลบอย่างไม่เต็มใจ

ผมได้ใช้ "บทเรียนการท่องเที่ยวกระแสหลักที่ปาย" เป็นกรณีตัวอย่าง ผ่านการเล่าเรื่อง จากปากของคนปายอย่างผม ว่าที่บ้านของผมตอนนี้สถานการณ์ที่เราถูกกระแสใหญ่ โถมกระแทกอย่างไร และเราสบักสบอมแค่ไหนกับวิถีที่เราเผชิญอยู่...
ระหว่างที่ผมเล่าเรื่อง ผมรู้ดีว่า ผมใช้น้ำเสียงที่เจือด้วยอารมณ์ บางครั้งก็สั่นคลอ ด้วยความรู้สึกร่วมในความเจ็บปวดของคนท้องถิ่นที่ถูกละเมิดสิทธิ์ จากคนข้างนอก หรือแม้แต่คนปายด้วยกันเอง
ไม่กี่วันที่เมืองปายเสียงดนตรีประหลาดจากภูเขานั่น...มันมาอีกแล้ว
มหกรรมดนตรีเรกเก้ เสียงดนตรีที่แปลกประหลาด แยงหู ถูกถ่ายทอดมาจากเครื่องเสียงอันใหญ่กระจายเซอร์ราวด์ ใครจะรู้หรือไม่ว่า เสียงที่สะท้อนก้องหุบเขาในค่ำคืนอันทรมานที่ปายในคืนนั้น เป็นคืนที่คนท้องถิ่นทุกข์ระทมกับการข่มตาให้หลับไหล - - -
อย่างไรจะหลับได้ ในเมื่อตลอดคืนเสียงดนตรีเรกเก้ก็ดังดุจฟ้าถล่มทะลายปานนั้น
มันคือเสียงของความอ่อนด้อยของวิธีการจัดการเมืองแบบเพิกเฉยไม่ดูดำดูดีของผู้ปกครอง
มันเป็นสิ่งคุกคามเสรีภาพที่คำรามหัวเราะว่ามันคือผู้ชนะและคนท้องถิ่นต้องยอมจำนนกระนั้นหรือ???
แม่บอกผมว่าบ้านของเราปิดประตูหน้าต่าง ก็พอหลบเสียงได้ นอนหลับได้...แม่ยิ้มๆเมื่อพูดถึงวิธีการของแม่ แต่ผมกลับสะอื้นในหัวใจอย่างรุนแรง
---------------------------------------------------
คำว่า"น้ำจะไหล" หมายถึงกระแสจากข้างนอกที่จะเข้ามากระแทกชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราหมายถึง "การท่องเที่ยว"ที่รุกคืบเข้ามาที่บ้านวัดจันทร์แล้ว
บ้านวัดจันทร์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย เป็น "ป่าสนผืนใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้" รวมถึงวิถีคนปกาเกอญอ อันเรียบง่าย มีวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ ชีวิตที่ผูกพันกับ ดิน น้ำ ป่า อย่างพอเพียง
เปราะบางจริงหนอวัดจันทร์!!!
-----------------------------
ใครจะรู้หรือไม่ว่า ระยะทางจากปายไปสู่บ้านวัดจันทร์ เพียงห้าสิบกว่ากิโลเมตร ถนนลาดยางอย่างดี สถานที่ที่หลายๆท่านตั้งใจจะไปเยือนมีชื่อที่นี่รวมอยู่ด้วย ผมคาดคะเนว่าอีกไม่นานที่นี่จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วทุกมุมโลก
ดูวันปีใหม่สากลนั่นปะไร...
ช่วงนั้นผมมีโอกาสไปจัดเวทีชุมชนที่บ้านวัดจันทร์เหมือนครั้งนี้ ที่ ออป.บ้านวัดจันทร์ มีเต้นท์สีสดกว่า ๒๕๐ หลังกระจายทั่วบริเวณ คนร่วมห้าถึงหกร้อยคนมาเสพธรรมชาติที่นี่ ส่วนหนึ่งตั้งใจมาเที่ยวโดยตรง อีกส่วนทะลักล้นจากเมืองปาย
เจ้าหน้าที่ ออป.บ้านวัดจันทร์ คนหนึ่งบอกกับผมว่า "ถึงแม้ห้องน้ำเราจะรองรับไหวแต่ก็เกิดการทะเลาะวิวาท กระทบกระทั่งกันระหว่างนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเกิดการแย่งใช้น้ำ แย่งที่จอดรถ"
พ่อหลวง(ผญบ.)บ้านวัดจันทร์ บอกในเวทีค่ำคืนนี้บอกว่า "ที่บ้านเรามีปัญหาขยะมากขึ้น ที่ดินบริเวณหน้าโรงพยาบาลถูกจับจองไปด้วยนายทุน คนบ้านเราขายเพราะอยากได้เงิน"
"เมื่อไม่นานมานี้ มีไอ่ฝรั่งกับสาวญี่ปุ่นมายืนจูบปากกันกลางถนนในหมู่บ้าน ชาวบ้านมาต่อว่าให้ผมว่า แขกนักท่องเที่ยวที่มากับ อ.พนานั่นหละทำอะไรก็ไม่รู้ น่าขี้จ๊ะขนาด (น่าบัดสีบัดเถลิง)" อ.พนา เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นปีที่แล้วที่หมู่บ้านเป็นนักท่องเที่ยวที่ตามอาจารย์ขึ้นมาเที่ยวที่นี่
การเปิดเวทีระดมความคิดของผมและเจ้าหน้าที่โครงการหลวงในค่ำคืนนี้ มีการพูดคุยกันอย่างเมามัน ท่ามกลางปัญหาที่พวกเราเริ่มมองเห็นแล้วว่า อีกไม่นานที่นี่ก็ไม่ต่างจากปาย หากเรายังปล่อยเวลาล่วงไปเช่นนี้
ผมเริ่มต้นด้วยการนำเสนอ ภาพของเมืองปาย ที่ไต่พัฒนาการมาจากเมืองเล็กๆสวรรค์ของคนสูบกัญชา และวาดรูป จนถึงกระแสการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ปิดท้ายด้วยสถานการณ์ปัญหาในปัจจุบันที่คนปายต้องเผชิญ ...มันเศร้ามากว่า "ปายกำลังล่มสลาย" จริงหรือ แล้ว คนปายอยู่ที่ไหน???
จาก"เมืองปาย สู่บ้านวัดจันทร์"

ผมเห็นแววตาของทุกคนในเวที ต่างจ้องมองภาพที่ผมนำเสนอผ่านโปรเจคเตอร์นั้นอย่างไม่กระพริบตา ผมเห็นแววตาอันตื่นตระหนกของผู้เข้าร่วมประชุม ในคืนนั้นจากนั้นเราเปิดการระดมความคิดกันเสรี
อารมณ์กรุ่นๆ
คำถาม ความคิด ความเห็นพร่างพรูออกมาเต็มที่ ...การระดมความคิดที่ให้โอกาสเด็กเยาวชนแกนนำ ผู้ใหญ่ ผู้นำ และเจ้าหน้าที่ ผมนั่งสรุปผังความคิดเงียบๆท่ามกลางพายุความคิดที่เล็กๆเกิดขึ้น ค่ำคืนกลางป่าสนไหวเอน
เสียงใบสนยามต้องลม ดังมาไกลๆจากชายป่า เสมือนบอกกับพวกเราในเวทีว่า "ถึงเวลาแล้วนะที่จะร่วมกันปกป้องมาตุภูมิและชีวิตของปกาเกอญอที่นี่" แว่วอีกเสียงเป็นเหมือนเสียงปรบมือกราวใหญ่ให้กับการเริ่มต้นคิดถึงอนาคตและการอยู่รอดของมูเสคี
ท่าน ผอ.ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ได้บอกกับทุกคนในเวทีว่า "หากน้ำจะไหลบ่า ก็ไม่เป็นไร ถ้าเสาเรือนเราแข็งแรง นอกจากเราจะต้านทานกระแสนั้นได้ เรายังได้ใช้ประโยชน์จากน้ำนั้น ได้ตักดื่มกิน"
ประโยคเด็ดของ ท่าน ผอ. ทำให้เกิดประเด็นในการระดมความคิดต่อว่า เราจะกำหนดอนาคตของบ้านของเราได้อย่างไร??
เยาวชนพุทธ ประกอบด้วย ยุวพุทธ - เยาวชน รวมตัวกันเป็นกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ศึกษาพุทธศาสนาอันเป็นแนวทางปริยัติอันประเสริฐ กิจกรรมเพื่อสังคม เก็บขยะเป็นต้น ตัวแทนเยาวชนบอกกล่าวอย่างภูมิใจทางด้านยุวชน เยาวชนของคริสต์ ก็มีกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน ที่น่าภาคภูมิใจก็คือเยาวชนเหล่านี้สวมชุดชนเผ่าอย่างภาคภูมิใจในสองสามวันต่อสัปดาห์
"ใส่เสื้อปกาเกอญออยู่เมืองไทย พูดไทยไม่ชัดก็ไม่เป็นไร
แต่ใส่เสื้อฝรั่งแล้วพูดไทยไม่ชัดนี่สิ มันน่าอายกว่า" พะตี่ อ.พนา บอกให้ทุกคนเวที ที่ว่าเสื้อฝรั่งก็คือเสื้อคนเมืองสวมใส่ทั่วไป อาจารย์พูดถึงกิจกรรมที่บ้านใหม่พัฒนาได้ดำเนินการสืบสานวัฒธรรมปกาเกอญอที่กำลังดำเนินการในขณะนี้
ประเด็นหลายๆประเด็นนำขึ้นมาพูดคุย ในเวที ...และทั้งหมดคือ "ต้นทุน" ของพื้นที่ที่นี่
เราจะจัดการทุนเหล่านั้นอย่างไร?เพื่อเป็นการจัดการองค์ความรู้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับบ้านเรา
คำถามนี้ผมได้ทิ้งให้ถกกันต่อ ในขณะที่ผังความคิดที่ผมจับประเด็นได้ถูกขีดเขียนจนเต็มพื้นที่
ปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วย บทเรียนการทำงานการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ประสบความสำเร็จจากพื้นที่อื่น...และบรรยากาศนี้เช่นกัน ทุกคนได้ตั้งใจชมภาพที่เรียงร้อยในการนำเสนออย่างตั้งใจ
กระดาษปรู๊ฟแผ่นใหญ่ ...สรุปความคิดของพวกเราแต่เริ่ม ถูกนำมาติดบนบอร์ด พร้อมสรุปการสนทนาของเราแยกเป็นประเด็นให้เห็นชัด
- สถานการณ์บ้านของเรา
- ทางออก ทางเลือกในการแก้ปัญหา
- ทุนของเรา
- ภาคีที่เกี่ยวข้อง (หากเราจะพัฒนา)
- พื้นที่เป้าหมายนำร่อง
ผมสรุปให้ทุกคนได้ฟัง...พร้อมกับทุกเสียงในเวทีบอกว่า เราจะนำการพูดคุยในค่ำคืนนี้สู่เวทีประชาคมใหญ่ ช้าไม่ได้แล้ว!!!
ปิดการระดมความคิด
ดึกแล้ว...ใครจะรู้หรือไม่ว่าผมยังไม่ได้ทานข้าวมื้อเย็น
ห้าทุ่มย่างหกทุ่มคืนนี้ที่โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์เหน็บหนาวแบบที่เคยสัมผัส แต่ว่าในใจของผมนั้นอิ่มเอมด้วยพลังของคนท้องถิ่นระดับแกนนำที่พร้อมจะทุ่มเทกำลังกาย กำลังความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับบ้านของพวกเขา
แน่นอนว่าเราจะต้องทำงานใหญ่ และคิดยุทธศาสตร์รอบคอบ รอบด้านก่อนขับเคลื่อน
คำถามหนึ่งที่ถามขึ้นมาว่า "แล้วเราจะเอางบมาจากไหน??"
ผมตอบทุกคนในเวทีว่า "งบประมาณไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใจ ของทุกคน หากใจมาก่อนทุกอย่างจะสำเร็จ"
อาหารมื้อเย็นตอนดึก เอร็ดอร่อยยิ่งนัก ...ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรู้สึกว่าหิว ส่วนหนึ่งก็สบายใจเมื่องานลุล่วงไป ด้วยการจุดไฟให้ลุก
คืนนี้ผมนอนหลับด้วยความสุข และสะสมพลังเพื่อจะช่วยกันคิดต่อประเด็นที่เราคิดกัน
และมันยังอีกไกล....
----------------
ผืนแผ่นดินแคบลง มวลมนุษย์เพิ่มขึ้น
สีขาวสลาย สีดำทะมึนรวมตัว
ฝนไม่ตกตามฤดูกาล แล้งไม่เหมือนแต่ก่อน
ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น นกเขาขันบนกิ่งไม้
เงินเต็มกระบุง ข้าวไม่เต็มกระบุง
เพราะคนกินข้าวไม่เห็นต้นข้าว คนกินน้ำไม่เห็นต้นน้ำ
ลูกฉันจะกินอย่างไร เหลนฉันจะอยู่อย่างไร
เมื่อลูกสาวทอผ้าไม่เป็น ลูกชายจักสานไม่เป็น
ลูกหลานสมัยนี้ เห็นงูไม่กลัวเห็นตะขาบไม่เกรง
กลับหลงระเริงแต่เกล็ดมังกรทอง
คนฉลาดจะกินได้ แต่ของฟรีมักราคาแพง
จะตัดกิ่งไม้อย่าตัดหมดต้น เหลือไว้ให้นกพญาไฟมาพักหนึ่งกิ่ง
เราพี่น้องเก็บใจรวมกันไว้ ช่วยกันยกเสาหลักแห่งชีวิต
เก็บรักษาพันธุ์เผือกเอาไว้ เก็บรักษาพันธุ์ข้าวเอาไว้
เก็บไว้จนครบสามสิบกระบุง ถึงแร้นแค้นเราก็ไม่กลัว
ฆ้องกบอยู่กับคนที่มีกำลัง เงินอยู่กับคนที่มีความเร็ว
ลูกหลานปกาเกอะญอเอ๋ย จงมารอที่กิ่วดอย
ตอนบ่ายบ่าย เงินและทองจะกลับมา
ขอให้โชคดี
--------------------
บทเพลง "ธา" ของ คุณ ชิ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ลูกชายของ อ.พนา พัฒนาไพรวัลย์
ถอดความมาจากบทเพลง ภาษาปกาเกอญอ
ขอคารวะปราชญ์แห่งขุนเขา คือ ปกาเกอญอ แห่ง มูเส่คี
สวัสดีเอกจากอีกฟากของขุนเขาเมืองหงสา
ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน
ผมกำลังกลัวแทนคนหงสามากๆ
เมื่อวานนั่งโน้มน้าวพี่น้องชาวลื้อ ที่อยากได้โบสถ์รูปทรงเมืองไทย ไม่เอาศาลาราย ปีกหลังคาแบบของลื้อ
เหนื่อยใจมากครับ
หนาวแต้ๆน้อ หงสาหนาวขะหนาดหนักครับ
พี่ เปลี่ยนครับpaleeyon
น้องสาวจากโครงการหลวง บอกผมว่า "หนูขอโทษที่ชวนพี่มาทำงานในวันวาเลนไทน์"
ผมบอกว่า "ไม่เป็นไร ผมยินดี"
ที่วัดจันทร์ผมมาหลายครั้ง และทุกครั้งผมมีความสุขที่ได้สัมผัสธรรมชาติสวยงามที่นี่
มีคุณค่ามากที่สุดครับ...ผมรู้สึกหวงเเหนพื้นที่ที่นี่แทนคนท้องถิ่น เมื่อมีคนชวนไปช่วยเปิดระดมความคิดการพัฒนา ผมไม่อิดออด
เวทีก่อนก็เป็นช่วงหยุดยาว ปีใหม่สากล ผมก็มาที่นี่...
จากนี้การขับเคลื่อนงานพัฒนาที่บ้านวัดจันทร์ก็กำลังจะเดินทางไป
มีโอกาสอ้ายมาแอ่วที่ปาย จะชวนมาที่นี่นะครับ
ขอบคุณอ้ายเปลี่ยนนักๆเน้อครับ ตี้มาแอ่วเยือนกั๋นครับ
ดูแลสุขภาพโตยเน้อ!!!
สวัสดีค่ะ คุณเอก
ครูเอ เคยไปปายเมื่อปีที่แล้ว มีบางมุมมองที่พบเห็นแล้วไม่สบายใจ คือ การที่มีคนต่างชาติมาทำการค้าขายในบ้าน ( ตามถนนคนเดิน ) ไม่หน้ามองเลยค่ะ มันสะท้อนภาพอะไรหลายๆอย่าง เกิดคำถาม ว่า แล้วคนปายเขาไปไหนกัน ปล่อยในคนต่างชาติเอาบ้านเมืองของเราทำอะไรก็ไม่รู้ วัฒนธรรมสูญหายไปไหนหมด ไปเที่ยวปายก็อยากจะเห็นวิถีชีวิตคนเมืองปาย กับสภาพบรรยากาศของคนในท้องถิ่น
เป็นกำลังในการทำงานให้คุณเอก และอยากกลับแล้วพบเห็นผู้คนเมืองปายมีความสุขกับบ้านเมืองที่ตนเองร่วมกันสร้างค่ะ
อ้าย
ป้าแดงครับpa_daeng
อนุสารของ อสท. นำภาพ ป่าสนวัดจันทร์ นำเสนอผ่านนิตยสารฉบับต้นปี ผมคิดว่า ที่นี่เริ่มรู้จักขึ้นมาเรื่อยๆ
น่ากลัวนะครับ!!!
ผมกลัวจังครับ ผมมาที่นี่ได้เห็นป่าสนสวยๆ วิถีคนปกาเกอญอที่เรียบง่าย ผมชอบมาก
นอกจากค่ำคืนที่ผมจัดทำเวทีคืนนี้ รุ่งเช้าผมต้องนำไพล์นำเสนอเดิม อารมณ์เดิมไปคุยในเวทีหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ในการประชุมคณะทำงานโครงการหลวงอีก ...
บรรยากาศอีกวันน่าเร้าใจไม่แพ้กัน
จะนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ
ฟังดู เหมือน "ปายกำลังป่วย"
มันไม่ใช่แต่ วันจันทร์ หรือที่ปายหรอกเอกเอ๊ย!
ประเทศใดความรู้ไม่พอใช้ ก็จะจ่ายค่าโง่กันทั้งแผ่นดิน อย่างนี้แหละ
สวัสดีเจ้าค่ะ พี่เอก
แวะมาทักทายเจ้าค่ะ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะ สบายดีหรือเปล่า รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้พี่เอกเจ้าค่ะ ---------> น้องจิ ^_^
ครูเอ ครับ
เรื่องการค้านั้น ผมไม่ค่อยวิตกครับ จะเป็นใครก็ทำได้ทั้งนั้น เพียงแต่อยู่ในกรอบ ในระเบียบเคารพสิทธิของเจ้าบ้าน เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้า + ความพึงพอใจ
แต่ผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่เป็น ดาบสองคม นั่นสิครับ ด้วยการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สถานการณ์มันวิกฤติมากขึ้น
คนปายส่วนหนึ่งได้แต่เฝ้าดูด้วยใจระทึก แต่ เพิกเฉย ส่วนที่เกี่ยวข้องก็ไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น...
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเล่าครับ...หลังจากนั้น
ผมเชื่อว่า เรายังทัน หากเราเริ่มต้นพัฒนากันอย่างจริงจัง และเราต้องทำในพื้นที่รอบข้างที่สุ่มเสี่ยงกับผลกระทบนั้นด้วย
ขอบคุณครูเอ ครับผมที่มาเติมเต็มครับ
ด้วยปีกที่เหี่ยวแห้ง ด้วยแรงที่อ่อนล้า
สายลมยังเคลื่อนไหว จ้องไปบนท้องฟ้า
กางปีกได้ทุกครา ขึ้นหยัดขึ้นท้าทาย
..สายลม อักษรสุนทรีย์..
น้องออตครับออต
ผมคิดว่าปรากฏการณ์นี้เป็นไปเกือบทุกที่อยู่ที่ว่าจะมีการนำเสนอหรือไม่เท่านั้น
ถามว่า ทำไมผมถึงนำเสนอเรื่องของบ้านตัวเองออกมา หลากหลายแนว (บวก ลบ) เพราะผมอยากสะท้อนภาพของความตริงที่เกิดขึ้น และระดมพลังในการพัฒนาเมือง ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เรียกง่ายๆว่า เป็นพื้นที่เรียนรู้
ที่ไหนก็ตามที่เกิดการขาดสมดุล ปัญหาเกิดขึ้นมาแน่นอน อยู่ที่เราจะมีกระบวนการรับมือเรื่องราวพวกนี้ได้อย่างไร?
คนท้องถิ่นได้เรียนรู้อย่างไร? จากบทเรียนที่เกิดขึ้น
ติดตามกันต่อไป....
คุณพ่อครับครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ว่ากันว่าคนป่วยหากสร้างเสริมสุขภาพตนเองยังพอมีโอกาสในการอยู่รอด แต่คนป่วยไม่รู้ตัวเองป่วยนั้น ไม่รู้จะทำไง นอกจากเคาดาวไปที่เชิงตะกอนที่เร็วขึ้น
อยากสะท้อนปัญหานี้ให้ผู้ใหญ่ หรือ ใครก็ตามที่มีหน้าที่ให้รับรู้ รวมถึง คนท้องถิ่น ที่กำลังหลงกับวิถีที่เป็นอยู่
แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ถอดบทเรียนได้ว่า เราจะพึ่งใครไม่ได้ นอกจากพึ่งตนเอง พอเพียง...เป็นมรรควิธีทางเลือกที่ดีที่สุด
ภาคประชาสังคม เข้มแข็ง???อยู่ที่ไหน
การทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง...ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากทุกภาคี แล้วเราทำได้แค่ไหน...
ผมจึงถือโอกาสปลีกตัวไปทำงานช่วยโครงการหลวงที่บ้านวัดจันทร์ อย่างน้อยอาจเป็นกลไกเล็กๆที่จะช่วยคิด ช่วยทำเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่นั่นให้ต้านทานกระแสที่เรารู้ดีว่า มันกำลังจะมา....
ก็กำลังเดินต่อครับผม
น้องนางสาว จิราภรณ์ น้องจิ กาญจนสุพรรณ
ขอบคุณครับ เยาวชนคนเก่ง ที่มามอบกำลังใจให้พี่...
น้องเป็นความหวังของประเทศชาติครับ ผมก็ขอให้กำลังใจนั้นกลับคืนให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ศาสตร์และศิลป์ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน
สู้ๆครับ
น้องนายสายลม อักษรสุนทรีย์
ขอบคุณการเติมเต็มผ่านการสนทนาออนไลน์ MSNและขอบคุณบทกวีที่ได้แง่คิดพร้อมกำลังใจ
"สายลมยังเคลื่อนไหว จ้องไปบนท้องฟ้า
กางปีกได้ทุกครา ขึ้นหยัดขึ้นท้าทาย"
ขอบคุณมากครับ
*** ภาพที่นำเสนอในบันทึกผมเป็นไฟล์นำเสนอส่วนหนึ่งในเวทีระดมความคิด
และกระผมขอเพิ่มเติมกระบวนการที่เราคิด- - เพื่อแลกเปลี่ยนกับมทุกท่านครับ
------------------
กระบวนการพัฒนาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมบ้านวัดจันทร์ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
บันทึกเดิม
เวทีที่ ๑ เก็บข้อมูลระดับเวทีเล็ก เติมแนวคิดการท่องเที่ยว ผ่านข้อมูลเดิมของงานพัฒนาโครงการหลวง (ต่อยอด)
เวทีที่ ๒ ระดมแนวคิดการพัฒนาบ้านวัดจันทร์ ในกลุ่มแกนนำ เพื่อแสวงหาโจทย์วิจัย
เวทีต่อไป...เวทีประชา พัฒนาโจทย์ และ แสวงหาภาคีร่วมในการขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนา
ผมในส่วนของวิทยากรกระบวนการ ตัวต่อเพื่อพัฒนาโจทย์เพื่อนำเสนอต่อ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สำนักงานภาค) สกว. ประเด็น "การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน"
ร่วมกับ มูลนิธิโครงการหลวง
สวัสดีความเศร้าครับน้องเอก
มันคืบคลานไปทั่ว ที่ไหนมีวัตถุดิบในการหากิน ที่นั่นจะมีคนไปเสวย และพร้อมที่จะทำลาย เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ
ระบอบทุนคืออย่างนี้ครับ มันจะเคลื่อนย้ายกันไป แล้วกอบโกย ใครจะเป็นไงช่างมัน ถ้าพินาศมันก็จะย้ายกันไปอีก จนไม่มีที่ไปนะครับ
คุณเอาที่ชัดๆที่พัทยาไงครับ กลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม
แล้วที่ สามเหลี่ยมทองคำละ พวกอิทธิพลเข้าครอบงำมันกำลังขยี้ความสวยงามของธรรมชาติไปหมดสิ้น
น้องเอกทำถูกแล้วครับ หนุ่มสาวสมัยนี้ทิศทางที่ทรงพลัง ความเร่าร้อน ปกปักรักษาของดีที่พวกเราหวงแหนเสียตอนนี้ ดีกว่าเรามาเยียวยาในตอนหลังซึ่งจะลำบากมาก มันจะก่อรากสร้างอิทธิพลกันจะถอนกันยากมากครับ
ให้กำลังใจถึงแม้ว่าจะช่วยอะไรไม่ได้มาก
โชคดีครับ
คนพื้นที่ต้องเข้มแข็งครับน้องเอก ภูเก็ตวันนี้คนพื้นที่ไม่เข้มแข็ง เห็นเงินเป็นพระเจ้าขายที่ดินให้กับนายทุนต่างถิ่นและนายทุนต่างชาติ จนแทบไม่เหลือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น น้องผมเกิดความรู้สึกว่าภาษาถิ่นภูเก็ตมันหายไป เด็กรุ่นใหม่ใช้ภาษากลางกันทั้งในครอบครัวและนอกบ้าน พูดภาษาถิ่นไม่เป็นจึงทำเพลงกระตุ้นให้เด็กรุ่นใหม่ใช้ภาษาถิ่นประสบความสำเร็จมากพอสมควร เพราะบทเพลงของน้องชายเป็นเพลงที่นำไปใช้สอนภาษาถิ่นในโรงเรียนทั่วทั้งเกาะภูเก็ต เดี๋ยวจะส่งไปให้นะครับ
สวัสดีความเศร้าครับน้องเอก
มันคืบคลานไปทั่ว ที่ไหนมีวัตถุดิบในการหากิน ที่นั่นจะมีคนไปเสวย และพร้อมที่จะทำลาย เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ
ระบอบทุนคืออย่างนี้ครับ มันจะเคลื่อนย้ายกันไป แล้วกอบโกย ใครจะเป็นไงช่างมัน ถ้าพินาศมันก็จะย้ายกันไปอีก จนไม่มีที่ไปนะครับ
คุณเอาที่ชัดๆที่พัทยาไงครับ กลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม
แล้วที่ สามเหลี่ยมทองคำละ พวกอิทธิพลเข้าครอบงำมันกำลังขยี้ความสวยงามของธรรมชาติไปหมดสิ้น
น้องเอกทำถูกแล้วครับ หนุ่มสาวสมัยนี้ทิศทางที่ทรงพลัง ความเร่าร้อน ปกปักรักษาของดีที่พวกเราหวงแหนเสียตอนนี้ ดีกว่าเรามาเยียวยาในตอนหลังซึ่งจะลำบากมาก มันจะก่อรากสร้างอิทธิพลกันจะถอนกันยากมากครับ
ให้กำลังใจถึงแม้ว่าจะช่วยอะไรไม่ได้มาก
โชคดีครับ
เคยไป "ปาย" แต่ไม่เคยไปบ้านวัดจันทร์เลยค่ะ ในสายตาของต้อมๆ ว่าปายกำลังป่วยเหมือนที่พ่อครูบาพูดไว้จริงๆ
"ปาย" ในความคิดคำนึงของต้อมคือ หญิงสาวชาวป่า ผู้ที่มีความงดงามตามธรรมชาติ เธอสวยใส สงบนิ่ง แต่พอได้ไปสัมผัสปาย ต้อมก็คิดว่าแม่สาวชาวป่าของต้อมเธอเปลี่ยนไป ราวกับเธอแต่งหน้าด้วยแป้ง แต้มปากด้วยลิปสติก ทาบลัสออน พาลนึกเล่นๆ ว่าถนนเข้าไปถึงก็พาความเจริญต่างๆ และผู้คนเข้าไป มันก็เลยเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งดีและไม่ดี เลยส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตเดิมๆ ของชาวบ้าน ซึ่งตอนนี้ "วัดจันทร์" ก็คงจะเป็นไปคล้ายๆ กัน
จะมีหนทางไหนที่เราจะช่วยสกัดกั้นกันได้บ้างนะ ต้อมเอาใจช่วยคุณเอกค่ะ
สวัสดีครับพี่เหลียงสิทธิรักษ์
จากที่เชียงรายไม่มีโอกาสได้ไปหากันเลย ผมกลับได้ทะลุไปพม่าตั้งนานสองนาน กะว่าจะไปแลกเปลี่ยนยังบ้านพี่ หรือที่ร้านอาหารเล็กๆริมโขง จิบเครื่องดื่มเย็นๆกันครับ
ในเวทีใหญ่ครั้งต่อไปน่าจะเป็นเวทีประชาคม ที่เราคิดทำงานกันในสามหมู่บ้านนำร่อง ส่วนกระบวนการเป็นยังไงนั้นผมจะคิดทบทวนอีกที พร้อมกับวางแผนกับภาคีในพื้นที่
ความชอบธรรมที่เราต้องการให้เกิดมี คือ สิทธิการจัดการชุมชนของคนท้องถิ่น และการอยู่ร่วมกันอย่างศานติสุข ปรองดอง และสมดุล
รุกคืบเข้ามาแล้วกระแสโลกาภิวัฒน์ หากขวางกั้นไม่ใช่วิธีการที่ดี คงต้องยอมรับและเรียนรู้กับกระแสนี้อย่างรู้เท่าทัน
ทำเสาเรือนเราให้แข็งแรง...น้ำจะถาโถมมาเท่าไหร่ ก็ไม่หวั่น แถมยังได้ใช้ประโยชน์จากน้ำนั้น
ขอบคุณครับ
ขอชนสักแก้วครับ ...!!!!