สิ่งที่ถูกสกัดออกมานั้น จะมีทั้งองค์ความรู้เก่าและองค์ความรู้ใหม่ที่จะกลายเป็นกลไกสำคัญของการช่วยให้การ "ลงพื้นที่" ประสบความสำเร็จในแง่ของการเรียนรู้ชุมชนมากกว่าที่ผ่านมา ทั้งนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ฯ ก็ย่อมเกิดกระบวนการคิด, กระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบของทักษะชีวิต ทักษะสังคม (Socialization) อย่างมีทิศทางและแจ่มชัดยิ่งขึ้น

ล่าสุด  (13 - 14  กุมภาพันธ์) ..
ผมเดินทางเข้าร่วมการประชุมสัมมนาอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามโครงการ "ค่ายเรียนรู้คุณธรรม นำชีวิตพอเพียง ปี 2551"   ณ  กรุงเทพฯ  และนครนายก

 

แท้ที่จริงผมเองก็ไม่ใช่คนที่จะไปเป็นที่ปรึกษาภาคสนามในโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด    แต่เป็นเสมือนผู้ที่ต้องรับผิดชอบภาพรวมในฐานะผู้ประสานงาน   ในภาวะที่ยังไม่มีใครตกปากรับคำมาเป็นที่ปรึกษาอย่างแน่ชัด   ดังนั้นเลยจำต้องมารับนโยบายและหลักการต่าง ๆ  ไปโดยปริยาย

 

ตลอดการสัมมนา ... 
ผมขบคิด วิเคราะห์  และวิพากษ์ถึงรูปแบบของการสัมมนาอย่างเงียบ ๆ   ภาพหลัก ๆ  เน้นการบรรยายมากกว่าที่จะเรียกว่าเป็นการ "สัมมนา"   ถึงแม้ผู้จัดจะพยายามชี้ว่านี่คือกระบวนการหนึ่งของการ "แลกเปลี่ยนเรียนรู้"    แต่สำหรับผมแล้วกลับมองว่า  ทั้งหมดนั้นยัง "ไม่ใช่" เสียทีเดียว

 

การนำอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งส่วนใหญ่มีประสบการณ์ภาคสนามในค่ายนี้จำนวนมาก ๆ  มาอยู่รวมกันนั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี   แต่หากพุ่งประเด็นไปแต่เฉพาะด้านการจัดการทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการเงินการทอง,  การเขียนรายงาน,  หรือกฏกติกาของโครงการเพียงด้านเดียวนั้น  ผมถือว่า "น่าเสียดาย" เป็นมาก ...

 

แทนที่จะฉกฉวยโอกาสเช่นนี้  ปรับแต่งรูปแบบให้บรรดาขุนพลภาคสนามทั้งปวงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนคิด  หรือองค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง (ย้ำ...การปฏิบัติจริง)  ในภาคสนามมาสู่การ "แลกเปลี่ยนเรียนรู้"   กันอย่างจริงจัง   เพื่อนำไปสู่การบอกเล่า "องค์ความรู้ใหม่"  ที่ถูกค้นพบแล้ว   หรืออย่างน้อยก็ให้เห็นเค้าของทิศทางที่จะนำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่อันเป็นประโยชน์จากกิจกรรมนี้     มิใช่ให้มานั่งรับฟังทฤษฎี  หรือแนวปฏิบัติที่ "ตายตัว"   ซึ่งอันที่จริงก็ไม่เกินกำลังที่จะศึกษาตีความจากคู่มือนั้น ๆ    ยิ่งการบรรยายที่ไม่กระโดดออกจากตัวอักษรในคู่มือ  ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า  การสัมมนาครั้งนี้ติดกรอบ หรือติดระบบอย่างน่าอึดอัด   และก่อเกิดประโยชน์ต่อตัวเองน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ

 

ในฐานะที่ผมเองก็ลุยงานตามนโยบายนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม  (2545)   เป็นการลุยงาน (ย้ำ..ลุยงาน)  ทั้งในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนาม  หรือแม้แต่ผู้ประสานงานก็ลุยมาจนนับครั้งไม่ถ้วนจึงอดที่จะบ่นอย่างเบา ๆ ไม่ได้ว่า ...เสียดายโอกาสอันดีงามของการสกัดความรู้ข้ามพรมแดนความเป็นภูมิภาคจากอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนาม ...

 

หากเวทีนี้จัดให้อาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามได้ "ลปรร"  กันจริง ๆ  ผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อการนำแนวคิดอันเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ ไปใช้ในแง่การปฏิบัติได้เป็นอย่างดี   เพราะที่ผ่านมาเราพุ่งเป้าใหญ่ไปสู่การวัดผลที่ตัวของนิสิตว่าเกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง ...  ซึ่งตรงนั้น !  ประเด็นนั้น !  เป็นสิ่งที่ผมก็ไม่ปฏิเสธ  และถือเป็นส่วนหลักของค่ายที่ผมเข้าใจและเห็นใจ    เพียงแต่อดที่จะรู้สึกเสียดายไม่ได้ว่า   ผลพวงการเรียนรู้ของอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนาม   ไม่น่าที่จะถูกละเลย  มองข้าม  หรือแม้แต่ตีค่าน้อยลงอย่างที่เป็นอยู่

 

ผมอยากให้มีการสกัดความรู้ของอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามในโครงการนี้อย่างจริงจังมากกว่านี้   เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า   การไปปฏิบัติงานของอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามก็เป็นเสมือนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับชุมชนด้วยเหมือนกัน   กระบวนการเช่นนั้น  จึงเป็นการพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยไปในตัว   เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรได้ใช้ความรู้ความสามารถในการเรียนรู้กับชุมชนแบบ "ฝังตัว"   รวมถึงการค้นหา "ความรู้ใหม่"  หรือแม้แต่การร่วมเรียนรู้และต่อยอดร่วมกับชุมชนในประเด็นต่าง ๆ  ที่ล้วนรอการช่วยเหลือ, ต่อยอด  และค้นพบ ณ  ชุมชน หรือหมู่บ้าน ...

 

หากเราสามารถสร้างเวทีแห่งการสกัดความรู้จากอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามในโครงการดังกล่าว  (ซึ่งสัญจรมาจากภูมิภาคและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ)   ได้อย่างที่ผมนำเสนอ   ผมเชื่อเหลือเกินว่า    สิ่งที่ถูกสกัดออกมานั้น จะมีทั้งองค์ความรู้เก่าและองค์ความรู้ใหม่ที่จะกลายเป็นกลไกสำคัญของการช่วยให้การ "ลงพื้นที่"  ประสบความสำเร็จในแง่ของการเรียนรู้ชุมชนมากกว่าที่ผ่านมา   ทั้งนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ฯ  ก็ย่อมเกิดกระบวนการคิด, กระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบของทักษะชีวิต ทักษะสังคม  (Socialization)  อย่างมีทิศทางและแจ่มชัดยิ่งขึ้น

 

นึกแล้วก็อดคิดถึง พ่อครูบาฯ  ของชาวบล็อกไม่ได้    หากท่านได้รับเชิญไปในเวทีนี้บ้าง  ก็น่าจะเกิดอานิสงส์ต่อบรรดาที่ปรึกษาภาคสนามอย่างดียิ่ง   โดยเฉพาะการให้มิติความคิดในเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาฯ  กับกระบวนคิดที่มีต่อการทำงาน   หรือแลกเปลี่ยนกับชุมชน..   ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า   อาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามน่าจะเกิดองค์ความรู้และเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากการควบคุม   ดูแลและให้คำปรึกษาแก่นิสิตนักศึกษาได้ "ทำงาน"  ตามกรอบที่ส่วนกลางกำหนดขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม  หากมองว่า  นี่คือการปฐมนิเทศที่ปรึกษาภาคสนาม   ก็ถือได้ว่าผู้จัดได้จัดกิจกรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว   เพราะอย่างน้อยก็รู้ว่าต้อง "พานิสิต"  ไปทำอะไร  และ "นำอะไร"  กลับมาให้ส่วนกลางบ้าง    เพื่อให้ส่วนกลางได้นำ "เอกสารและแผ่นข้อมูลแห้ง ๆ"  เสนอต่อระบบตามขั้นตอนของส่วนราชการที่มีมาอย่างนมนานต่อไป   และที่สุดก็นำ "ขึ้นหิ้ง"  เหมือนทีผ่านมาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

และสำหรับผม  ก็ขอชื่นชมถึงเจตนาอันดีที่ สกอ.  ได้จัดเวทีนี้ขึ้น  เพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามได้รับรู้ในนโยบาย  หรือแนวฏิบัติที่เกี่ยวข้อง   หากแต่ยังยืนยันว่า   ถ้าสามารถสร้างเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างที่ปรึกษาภาคสนามได้มากกว่านี้ ... ผมเชื่อเหลือเกินว่า  "ค่ายเรียนรู้คุณธรรมนำชีวิตพอเพียง"   จะมีมิติที่ครบถ้วนทั้งในมิติของนิสิตนักศึกษา,  อาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนาม  และชุมชน ...

 

เสียดายที่ผมไม่พบว่าเวทีนี้  ได้ทำการสกัดความรู้ของอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามอย่างที่ควรจะเป็น  แต่ก็ยังดีที่เห็นว่า   บางกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนอกรอบ (เสียเอง)  อย่างน่าชื่นชม  และสิ่งที่บอกเล่าและร่วมแลกเปลี่ยนกันนั้น  ก็มีทั้งที่เป็นความรู้เก่า ๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว  แต่บางสิ่งก็เป็นความรู้ใหม่ที่เราต่างก็ยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็มี ....

 

 

 


ข้อมูลประกอบ :

 

ค่ายเรียนรู้คุณธรรมนำชีวิตพอเพียง   เกิดขึ้นครั้งแรกเอปี 2550 มุ่งให้นิสิตนักศึกษาได้เข้าไปเรียนรู้ในหมู่บ้านติดต่อกันไมใน้อยกว่า 15  วัน   แล้วนำข้อมูลที่เกิดจากการเรียนรู้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์และเขียนเป็นรายงานในประเด็นต่าง ๆ  ที่ถือว่าเป็นกลไกอันสำคัญของ "ชุมชนเข้มแข็ง"  อยู่เย็นเป็นสุข  มีคุณธรรมและความพอเพียง เป็นต้น 

ในอดีต,  ค่ายในลักษณะเดียวกันนี้คือโครงการเรียนรู้ร่วมกันสรรค์สร้างชุมชน  ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2545   ซึ่งนิสิตต้องอยู่ร่วมเรียนรู้ในชุมชนเป็นเวลา 1 เดือน   เสร็จแล้วก็นำข้อมูลมาสังเคราะห์และเขียนรายงานเช่นเดียวกับค่ายเรียนรู้คุณธรรมนำชีวิตพอเพียง 

 


ข้อมูลอันเป็นบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาภาคสนามที่กล่าวถึงในเวทีการสัมมนา  เช่น

1. ให้คำปรึกษา และแนะนำนิสิตนักศึกษาในการเรียนรู้ชุมชนตามกรอบและแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนดให้

2. ร่วมกับนิสิตนักศึกษาในการวางแผนและกำหนดปฏิทินการดำเนินงานในพื้นที่  และช่วงการสรุปผลวิเคราะห์   และช่วงการเขียนรายงาน

3.  ร่วมแก้ปัญหาร่วมกันกับนิสิตในยเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ

4.  ร่วมวางแผน และกำกับการนำเสนอรายงาน  การจัดนิทรรศการ  ทั้งในชุมชนและในสถานศึกษา

5.  ให้อยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตลอดเวลา   และทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ปกครองของนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ