"ดับความคิด อย่าให้เกิดเสียแต่ต้น”

นอนหง่าวผะผ่าวรุมไข้

แต่ใจเล็ดลอดคิดถึง

ยั้งยากที่สุดฉุดดึง

ดีดผึงตึงตังแดโดย.

ช่วงนี้กิเลศท้วมท้นใจ อยากจะได้นั่นได้นี้ อยากง่วงยาวๆ จะได้นอนทอดหุ่ยคิดและฝันถึงเธอ ตั้งแต่บทแรกไปจนถึงบทสุดท้าย ไม่ต้องมานั่งซ่อมความฝันในภายหลัง สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงความคาดฝัน

ตอนนี้อยากจะรู้วิธีบริหารความคิดถึงเหลือเกิน

หลวงพ่อกล้วยบอกว่า..ให้ดับความคิด อย่าให้เกิดเสียแต่ต้น

แต่โจทย์เราตรงกันข้าม อยากแต่จะคิดๆๆ แล้วแปลงผลความคิดเป็นอะไรๆไปในทางที่เป็นสุขและเป็นกำลังใจ เพราะเข้าใจว่า “ความคิดถึง” เป็นพลังสวรรค์อย่างหนึ่ง จริงไม่จริงไม่รู้!

ท่านไร้กรอบ สอนว่า ความคิดมีหลายแบบ

·        คิดแบบขยะ ควรหยุดคิดติดเบรกให้ทัน อย่าปล่อยให้ความคิดขยะไหลออกมา

·        คิดแบบจร จิตเราอยู่ดีๆ จู่ๆเจ้าความคิดจรก็เข้ามากระทบ จิตก็เลยรวมตัวกับความคิดจรนั้น จิตเลยเกิดอาการ

·        คิดตอนจิตว่าง คิดตอนจิตว่างนี่แหละเป็นความคิดที่ดี เป็นความคิดที่ปราศจากกิเลิศ  พระอริยะเจ้าท่านแยกจิตกับความคิดออกจากกัน เหมือนน้ำผึ้งกับน้ำมัน  รึเหมือนขนมชั้น ..ตอนป่วยนี่แหละศึกษาวิจัยความคิดของตนเอง หาความคิดจร ความคิดขยะ จิตเกิดอาการให้พบ ต้องหานะครับ แค่อ่าน แค่ฟัง อย่านึกว่าจะเจอนะครับ ตอนโดนกระแทกอารมณ์แรงๆ นั่นแหละเห็นได้ชัด

ส่วนพวกเรา จิตผสมกับความคิด เละเป็นสังขยา เละเป็นโจ๊ก ก็เลยมีแต่ทุกข์ เราจะดูความคิดที่โดนจิตปรุงแต่งไปแล้วได้ง่าย ได้ชัดกว่าดูความคิดจร ความคิดจรจะเกิดก่อนความคิดขยะ ซึ่งความคิดจรนี้ดูยาก เกิดเร็วมาก มือใหม่หัดคิดควรดูความคิดปรุงแต่ง หรือความคิดขยะนี้ไปก่อน พอดูคล่องแล้ว ก็จะดูความคิดจรได้ทันได้ชัดขึ้น

จะดีจะชั่ว จะถูกหรือผิด รับรู้มันไว้

อย่าไปหมายมั่นมัน

เออ..ทุกข์มันก็เท่านั้นแหละ

สุขมันก็เท่านั้นแหละ

มันเป็นของหลอกลวงทั้งนั้น

เรายืนตัวอยู่เช่นนี้

ไม่วิ่งไปกับทุกข์ ไม่วิ่งไปกับสุข

รู้อยู่ รู้แล้วก็วาง ปัญญาจะเกิดเอง