ประสบการณ์ ( แนะนำ ) ขับรถขึ้นเขา ทะเลหมอก และ แหล่งท่องเที่ยว
ช่วงรอยต่อระหว่าง ปี 50 - ปี 51 เป็นวันหยุดยาวได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่( พ่อ แม่ ของภรรยา )ที่ อ. วิเชียรบุรี จ. เพชรบูรณ์ โดยปกติทุกครั้งที่มาเที่ยว ด้วยบรรยากาศที่บ้านเป็นสถานที่น่าอยู่มักจะพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ไม่เคยออกไปเที่ยวที่ใหน แต่สำหรับปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะมีเพื่อนรุ่นน้องไปเที่ยวด้วย จึงนั่งคุยกันและวางโปรแกรมการเดินทางและท่องเที่ยว ตั้งโปรเจ็คนี้ว่า " หลบเมืองให้ไกลไปสูด กลิ่น ไอ ธรรมชาติบนเขาค้อ "
ประสบการณ์ ( แบ่งปัน ) 1 ขับรถขึ้นเขา
ถึงจะมีประสบการณ์ในการขับรถขึ้นเขามาหลายต่อหลายครั้ง และทางขึ้น "เขาค้อ" ก็ไม่ชันเท่าใหร่ แต่เพื่อความไม่ประมาท " ต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมร่างกาย เตรียมรถ " ให้พร้อม เพราะอุบัติเหตุ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถ้าเราประมาท จึงขอนำเสนอเทคนิคการขับรถ ( เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งบางท่านอาจทราบแล้ว ) มาฝากกันครับ.......
" ขับขึ้นเขา "
ขึ้นและลงเขาใช้เกียร์ต่ำเท่านั้น
" ขับขึ้นเขา "
ขณะขับขึ้นเนินเขา จงมั่นใจในตัวท่านเองและรถของท่านเอง ถ้าขึ้นทางชันมาก ห้ามถอนคันเร่ง แต่ถ้าเครื่องจะดับ ให้รีบเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำกว่าที่ขับอยู๋และเร่งเครื่องขึ้นทันที อย่าให้เครื่องดับเหยียบคันเร่งไว้ตลอดเวลา
" ขับขึ้นเขา "
ธรรมชาติของสันเขาและรูปแบบการสร้างถนน เมื่อมีลงเนินเขา ให้เราสันณิษฐานไว้เลยว่าข้างหน้าต้องมีขึ้นเนินอีกแน่ ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อไกล้ถึงจุดต่ำสุดของเนินให้เร่งเครื่องเพื่อส่งแรงขึ้นเนินข้างหน้า.. อย่าลืม..
" ขับขึ้นเขา "
ธรรมชาติของสันเขาและรูปแบบการสร้างถนน ( อีกนั่นแหละ) ขณะที่ขับขึ้นไก้ล ๆ จุดสูงสุดของเนินแต่ละเนิน จงตั้งใจ ระวัง และรอบคอบ เพราะส่วนใหญ่ จะเป็นทางโค้งหรือเลี้ยว บางจุดเป็นโค้งหักศอก หรือ ไกล้เคียงกับ ยู เทอร์น ก็มี ให้บอกตัวเองเสมอว่ากำลังจะมีรถสวนมาขณะเข้าโค้ง เพราะฉะนั้น "ห้ามขับรถออกนอกเลนส์ตัวเองเด็ดขาด "
" ขับลงเขา "
บางคนคิดว่าการขับรถลงเขานั้นขับง่ายกว่าการขับขึ้น "แค่ปลดเกียร์ว่าง ปล่อยให้รถไหลลงเอง แล้วใช้เบรคช่วยอย่างเดียวก็ได้แล้ว " เป็นความคิดที่ผิดถนัด ประมาทอย่างยิ่ง และ อันตรายอย่างมาก เพราะถ้าทำอย่างนั้นท่านจะเอารถไม่อยู่ แรงเฉื่อยจากตัวรถ แรงส่งจากเนินเขา ใช้เบรคอย่างเดียวท่านจะควบคุมรถไม่ได้ เบรครถของท่านอาจใหม้ และอาจส่งผลเสียที่ท่านไม่อยากให้เกิดตามมาก็ได้ ควรขับลงโดยใช้เกียร์ต่ำ เพื่อให้แรงทดจากรอบเครื่องยนต์ของเกียร์ที่ใช้ฉุดไม่ให้รถ มีความเร็วมากเกินไปและใช้เบรคร่วมด้วย จะมีประสิทธิภาพในการควบคุมรถ และ ปลอดภัยกว่าอย่างมาก
ประสบการณ์ ( แบ่งปัน ) 2
ทะเลหมอกบนยอด "เขาค้อ"
เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ผู้เขียนตระเวณไปเที่ยวและแวะสักการะสิ่งศักสิทธิ์ไปเรื่อย ๆ จนบ่ายแก่ ๆ จึงเริ่มขับตระเวณหาจุดกางเต็นที่เหมาะสมและสามารถมองเห็นทะเลหมอกได้ชัดที่สุด หาอยู่นานในที่สุดก็ได้ที่ที่ต้องการ จัดแจงกางเต็น ตามตำแหน่งที่ต้องการ หวังอย่างยิ่งว่าพรุ่งนี้ได้ดูทะเลหมอกสมใจอยากแน่ ๆ แต่มีเหตุการณ์บางอย่างก็ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง เช้ามาไม่มีทะเลหมอกมีแต่สายลมกับแสงอาทิตย์
การดูทะเลทะเลหมอก ( น่าจะเป็นเหมือนกันทุกที่นะ ) ถ้าไม่อยากผิดหวังให้เตรียมใจไว้ว่า " อาจจะไม่มีทะเลหมอกก็ได้ " ขึ้นอยู๋กับสภาพอากาศด้วย สภาพอากาศที่เป็นจุดสังเกต นิดเดียว ถ้าช่วงหัวค่ำมีลมแรงพรุ่งนี้เช้าอาจจะไม่มีหมอก แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ต้องสังเกตช่วงหลังจาก 24 นาฬิกา เป็นต้นไป ขณะที่นอนอยู่ถ้ามีเสียงลมพัด ลมตีผ้าต็น คุณ...ทำใจได้เลย 100 เปอร์เซ็นต์ ตอนเช้าไม่มีหมอกแน่ ๆ เพราะลมพัดเอาไปหมดแล้ว
แต่ก็ไม่ผิดหวังทั้งหมด ตื่นแต่เช้า ดูพระอาทิตย์ขึ้น เห็นแสงสีทองเรือง ๆ ส่องขึ้นมาจากขอบฟ้า สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่กำลังจะเข้ามา ลมที่พัดมาเอื่อย ๆ เย็นสบาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด อืม ๆ ๆ ก็ไม่เลวนักหรอกสำหรับการมาพักผ่อนในครั้งนี้
ประสบการณ์( แนะนำ )
แหล่งท่องเที่ยวช่วงขากลับ เริ่มจาก อ. วิเชียรบุรี ถึง
กทม.
บางคนพักผ่อนและสังรรค์อยู่ที่บ้าน จนวินาทีสุดท้าย ถ้าญาติไม่ไล่ให้กลับก็ไม่กลับ บางคนถึงขนาดถูกแบกขึ้นรถเพื่อส่งกลับ แต่ถ้าอยากผ่อนคลายจริงๆ ลองหาเวลาสักครึ่งวันเพื่อเดินทางล่วงหน้า และแวะสถานที่ท่องเที่ยวสัก 2 - 3 แห่ง ก่อนถึง กทม. ผู้เขียนเชื่อเลยว่า การพักผ่อนของท่านจะมีค่าและจะเป็นแรงสริมชั้นดีที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานของท่านมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
ถ้าท่านเดินทางตามถนนเส้นหลักจาก อ. วิเชียรบุรี มุ่งสู่ กทม. ลองแวะสถานที่จะแนะนำต่อไปนี้แล้วท่านจะติด ใจ
* สามแยกวิเชียรบุรี (จุดขายไก่ย่างวิเชียรอันเลื่องลือ...แวะกินก่อนก็ได้ ) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าประมาณ 10 กม. ตัว อ.วิเชียรบุรี สักการะ "ศาลสมเด็จพระนเรศวร" เพื่อเป็นศิริมงคลกับชีวิต
* ออกจากศาลไม่ต้องย้อนมาถนนเส้นหลักให้วิ่งไปด้านหลังศาล เป็นถนนขนานกับถนนเส้นหลัก ไป อ.ศรีเทพประมาณ 25 ก.ม. " อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ " ชื่นชมกับโบราณสถานอันสวยงาม สถานที่แห่งนี้ควรนั่งรถรางชมอุทยาน แค่คนละ 10 บาทเท่านั้น ท่านจะได้ความรู้อย่างเต็มที่จากไกด์นำเที่ยว ได้สัมผัสทุกส่วนของอุทยาน ใช้เวลาประฒษณ 45 นาที ถ้าเดินเที่ยวเองท่านจะไม่ได้ความรู้และเที่ยวไม่ทั่วถึง จะเสียเวลาเปล่า ๆ
* ออกจากอุทยาน ขับรถเข้าถนนเส้นหลัก เจอป้าย " เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" เลี้ยวซ้ายประมาณ 25- 30 ก.ม. แวะเดินดูปลาและให้อาหารปลาน้ำจืด เดินรับบรรยากาศของธรรมชาติ จากแหล่งน้ำ หรือจะนั่งรถราง ชมแนวสันเขื่อนก็ได้บรรยากาศดี ๆ อีกแบบ ขับรถออกจากเขื่อนแวะชื้อของฝาก ปลาน้ำจืด ( ปลาช่อนแดดเดียว ตัวใหญ่เป็นของฝากหรือทานเอง ..ทอดเองร้อน ๆ ทานกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยมาก ..... ลองแล้ว..ขอแนะนำ )
* ออกจากของฝากข้างทาง เจอกับร้านอาหาร ( ปลาน้ำจืดจากเขื่อน) มากมายจะแวะทานก่อนก็ได้ ถัดมาเรื่อย ๆ แวะถ่ายรูปกับบรรยากาศแสนสวยงาม ทุ่งทานตะวันบานสะพรั่ง ทั้ง 2 ข้างทาง ( แล้วแต่ว่าจะเจอไร่ใหนดอกกำลังบาน ในช่วงใหน ) 15 บาทสำหรับการเดินเที่นวในไร่และถ่ายรูปเก็บบรรยากาศและความรู้สึกดี ๆ ในวันพักผ่อน
บรรยากาศดี ๆ ความรู้สึกดี ๆ ผ่อนคลาย สบายใจ ให้รางวัลกับชีวิตในวันพักผ่อนของตัวเอง ก่อนที่จะมา ตรากตรำทำงานหาเลี้ยงปากท้องต่อไป
...ถ้าผ่านถนนเส้นนี้อย่าลืมนะครับแล้วท่านจะติดใจไม่รู้ลืม ...