“วันนี้ ศักดิ์ศรีของชาวนาต่ำกว่าโสเภณี”

เราได้เคยเล่าถึงเรื่องราวของปัญหาที่ว่าด้วย ความยากจน ซึ่งเป็น โจทย์สำคัญ ของภาคการเกษตรและเป็น โจทย์ใหญ่ ของสังคมไทยให้ลูกศิษย์เราฟังเมื่อช่วงต้นเทอม ในหัวข้อที่ว่าด้วยการเกษตรไทย โครงสร้างและชุมชนเกษตร โดยได้อธิบายผ่านการวิเคราะห์เชิงระบบ มิติเชิงประวัติศาตร์ และการพัฒนาเปรียบเทียบ

กระบวนการก่อเกิด พัฒนาการ และผลของการพัฒนาการเกษตรภายใต้แนวทางของการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ที่มีฐานคิดและวิถีการพัฒนาจากการปฏิวัติพาณิชยกรรมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมภายใต้ กระบวนทัศน์ของ ทุนนิยม นับเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะ ทุกขภาพ และภาวะ สิ้นชาติ ...ผังก้างปลาและต้นไม้แห่งปัญหาที่เราฉาย Power Point ให้ลูกศิษย์เราดู เป็นแผนภาพที่แสดงถึงภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวในสภาพ วัวพันหลักของพี่น้องเกษตรกร สาเหตุแห่งปัญหาที่เชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์เชิงระบบของ ๓ ภาคส่วนในสังคม คือภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรมและการบริการ

ทั้งหลายทั้งปวงนี้... เราบอกลูกศิษย์ว่า ล้วนมีรากเหง้ามาจากคำว่า กิเลสนิยม คือความ อยากมี”“อยากได้ และ อยากเป็น ที่มีอยู่ในตัวตนของผู้คน...ทั้งตัวเราเองและทั้งตัวผู้อื่นที่อยู่รอบตัวเรานั่นเอง

"ลูกอยู่ชั้นประถม เอาลูกใส่รถตู้ไปขาย... ส่งเงินมาให้พ่อแม่ ...ถ้าเป็นเกษตรกร คงไม่มีเงินให้...

ไปประชุมที่ญี่ปุ่น มีผู้หญิงไทยเป็นสิบ ๆ คนนั่งไปด้วยในเครื่องบิน ไปทำอะไรคงรู้...ชีวิตเป็นวัตถุ ถูกค้าขาย ปู้ยี้ปู้ยำ แต่ไม่มีทางเลือก...

ผู้หญิงใน Catalog ...เลือกได้ทางไปรษณีย์... ไปลองอยู่ด้วยกันสักเดือนสองเดือน ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ส่งกลับเมืองไทย

เรื่องราวเหล่านี้ รัฐบาลมีความสุขหรือ คนไทยที่ต้อง ขายตัว เพราะไม่มีทางเลือกอื่น... 

เรื่องราวของ ความจริงที่คนไม่อยากพูดถึง ที่พี่เดชาเล่าให้ลูกศิษย์เราฟังนั้น ทำให้เราหวนคิดไปถึงชีวิตของสาวไทยในฝรั่งเศสและเยอรมันที่เราได้มีโอกาสรู้จัก...ใช่แล้ว หลายคนไม่มีทางเลือกเนื่องเพราะความยากจน หากในขณะที่อีกหลายคนมีโอกาสที่จะเลือก เพียงแต่ไม่รู้ว่าเส้นทางที่ตนเองเลือกเดินนั้นต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง...

ถ้าเรารู้ ความจริง แบบนี้ เรา ทนไหว หรือ? เรายังมี ความสุข กันอยู่หรือ?พี่เดชาตั้งคำถามกับลูกศิษย์เราต่อ

เราต้องทำอะไรบ้าง ทำได้มากได้น้อยก็ต้องทำ เราต้องช่วยคนที่ถูกเอาเปรียบ ช่วยคนที่ถูกข่มเหง...  พี่เดชาบรรยายต่อและเชื่อมโยงให้เห็นถึง ฐานคิด การทำงานของ NGO

มิน่าเล่า ด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้เพื่อนพ้องน้องพี่ชาว NGOทำงานกันแบบ กัดไม่ปล่อย

การส่งเสริมการเกษตรขององค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO จึงยาก... ยากตั้งแต่รู้ว่าปัญหาของเกษตรกรคืออะไร เพราะมันไม่ใช่เฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นปัญหาเรื่อง ศักดิ์ศรี...

มาถึงตรงนี้ เรารู้สึกว่าน้ำเสียงของพี่เดชาเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

วันนี้ ศักดิ์ศรีของชาวนาต่ำกว่าโสเภณี พี่เดชากล่าวย้ำให้ลูกศิษย์เราฟังว่า ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ดูถูกอาชีพนี้ เพราะเข้าใจได้ว่า...เมื่อไม่มี ทางเลือก หลายคนจึงจำต้องมาเป็นโสเภณี

ทว่าคำอธิบายในประโยคต่อมาของพี่เดชาทำให้เรารู้สึก วูบ เข้าไปข้างใน...ลึกถึงหัวใจ

นักศึกษาเลือกเป็นโสเภณีมากกว่าเป็นชาวนา กล้าขายตัวเพื่อไปซื้อของมียี่ห้อ ไปซิ้อกระเป๋า Louise Vitton...แต่ไม่กล้าเป็นชาวนา...

"สังคมไม่ถือแล้วว่า อาชีพอะไร มีศักดิ์ศรีหรือไม่?” 

เรานึกไปถึงภาพนิสิตนักศึกษา...เจ้าดอกไม้น้อยในรั้วมหาวิทยาลัย...เมื่อไม่สามารถต้านทานกระแสลมแรงแห่งกิเลส...กลีบอ่อนบางของเจ้าจึงบอบช้ำนักหนา...

เรานึกไปถึงภาพข้าราชการ นักธุรกิจ นักการเมือง ...ที่ยอมขายศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์...เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง ชื่อเสียงและเกียรติยศ 

หวนคิดไปถึงคำถามที่เรามักถามลูกศิษย์เสมอว่า...จะเลือกเป็นอะไรระหว่างเป็นลูกเกษตรกรที่เป็นคนดี กับเป็นลูกรัฐมนตรีที่คอรัปชั่น?

ปัญหามากมายมหาศาลเหล่านี้ล้วนเป็น เรื่องจริงที่ไม่มีใครอยากพูดถึงเรามีบทบาทในการเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้...

พี่เดชากล่าวย้ำถึงบทบาทของ NGO อีกครั้ง

เรื่องนี้ยังมีต่อนะคะ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ