ผมมองหลายๆด้านนะครับ
- เราจะบอกไม่ให้เด็กเล่นเกมส์คอมฯ ขณะที่ร้านคอมฯมีเต็มบ้านเต็มเมือง เราก็บอกอีกว่า พ่อแม่ต้องสอนให้เด็กเข้มแข็งต่อสิ่งเร้าพวกนี้ ให้รู้จักพอประมาณ แต่ร้านคอมลดราคาค่าเวลาลงมา และเพื่อนๆก็ไปเล่นกัน....มันต้องสองด้าน พ่อแม่สอนลูก ร้านค้าก็ต้อง มีคุณธรรมทางธุรกิจ รัฐต้องมีนโยบายที่ดีสำหรับเรื่องนี้ มิใช่ปล่อยให้เป็นอิสระ
- สังคมหันหน้าสู่ระบบทุนนิยม ทุกวิชาชีพทุ่มเทเพื่อเข้าสู่ความเป็นสุดยอดกิจกรรมภายใต้ระบบทุน
- เปิดทีวี เห็นนักวิการที่สร้างแรงกระตุ้นมากมาย ทำอย่างไรจึงจะกำไรสูงสุดในการประกอบธุรกิจ นักประชาสัมพันธุ์ ก็รับใช้ระบบทุนเต็มที่สุดสุด ใช้วิชาชีพสร้างระบบโฆษณาให้มันกระตุกหัวใจคน แค่ดูครั้งเดียวก็ต้องลุกขึ้นไปซื้อสินค้าเขาเสียแล้ว ทำไมนักประชาสัมพันธ์จึงไม่คิดสร้างประชาสัมพันธ์แบบดูแล้ว ไอ้หนุ่มอีสาวหันหลังให้เมืองเดินกลับบ้านไปช่วยพ่อแม่ทำงานเกษตรบ้างล่ะ
- นักการขายก็ทั้งแจก ทั้งแถม ทั้งเอารถเก๋งราคาเป็นล้านๆมาล่อให้ซื้อสินค้าแล้วจะโชคดีได้รถ..ก็ซื้อกันจนเงินหมดกระเป๋า ทำไมนักการตลาดไม่ใช้วิชาชีพเพื่อบอกข้อดีข้อเสียให้หมดเปลือกล่ะ
- นักส่งเสริมในระบบ Contract farming มาโฆษณาว่าปลูกพริกญี่ห้อ Supper-hot แล้ว ให้ใส่ปุ๋ยเท่านั้น พ่นยาเท่านี้เวลานั้นเวลานี้ แล้วจะได้ราคาไร่ละ แสนห้าหมื่นบาท แต่ไม่ปริปากพูดจุดอ่อนของพืชชนิดนั้นๆ หรือพูดแบบผ่านๆ
- ทุกวิชาชีพมุ่งตอบสนองระบบทุนนิยม
- มีบ้างไหมที่นักประชาสัมพันธุ์ดีเด่นสุด เดินเข้าไปในชนบท ไปคลุกคลีสักพักใหญ่ๆ แล้วก็คิดงานประชาสัมพันธุ์ให้คนหันกลับมาพัฒนาทุนทางสังคมที่เรามีอยู่และกำลังหมดลงไปนั้นให้ฟื้นคืนมา ไม่มีครับ เพราะไม่ได้เงิน หรือได้ต่ำๆ
- องค์ความรู้ซีกธุรกิจจึงก้าวไปสุดขั้ว ไปดูร้านขายหนังสือ ป็อคเก็ตบุ๊ค มีแต่หนังสือแปร "วิธีทำให้รวยภายใน 7 วัน" "หลักการครอบครองใจลูกค้ามหัศจรรย์" ฯลฯ แต่ไม่มี วิธีปลดหนี้ในหมู่บ้านภายใน 6 เดือน อะไรทำนองนี้
- ไม่มีข้อสรุปหรอกครับเพียงหยิบบางมุมมาให้อ่านกันเล่นๆครับ