"ขอให้ ผศ.ดร.ภาวินี ภักดี ยิ้มแย้มอารมณ์ดี อิอิ."

หลังจากที่ผมคลุกฝุ่นอยู่กับการพัฒนามาพอสมควร ได้เรียนรู้และไปร่วมงานในระดับนโยบาย ได้สัมผัสกับนักวิชาการ เห็นระเบียบระบบราชการ รู้สไตล์ราชการ ได้เรียนรู้จากภาคเอกชน และรากหญ้าหน้าสู้ฟ้าหลังชนกำแพงโรงงาน เห็นได้ชัดว่า เวลาเราพูดเรื่องอะไร ความเข้าใจจะแยกส่วนออกไปตามวัฒนธรรมขององค์กร หรือระบบระเบียบที่กำกับไว้ในแต่ละสถาบัน

บางพันธกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาสังคม เช่น งานส่งเสริมและพัฒนาหรือการถ่ายทอดวิชาความรู้สู่ประชาชน นักวิชาการที่ไม่เรียนรู้สไตล์ของชุมชน มักจะกระสุนด้าน หรือตกม้าตายเอาง่ายๆ ยกตัวเองเช่น มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยในส่วนกลาง  มาสอนมหาวิทยาลัยชีวิต มาถึงก็จะฉอดๆๆๆอย่างที่เคยสอนปกติในมหาวิทยาลัย ไม่ได้พิจารณาว่าคนที่กำลังเรียนเป็นใคร มีเงื่อนไขพิเศษอะไรบ้าง มีหลายสำนักที่ไปกันไม่ได้ เรียกว่า..หมดกึ๋นเอาง่ายๆ เพราะไม่ทำการบ้านมาก่อน 

เมื่อเร็วๆนี้อาจารย์แป๋ว นำลูกศิษย์มาฝึกซ้อมการเสนอผลงานทางวิชาการ ผมเห็นหน่วยก้านนักศึกษาเหล่านี้มีจุดเด่นหลายประการ ถ้าเขาได้เติมมุมมองมิติทางสังคมระดับล่างด้วย เมื่อจบไป เติบโตในหน้าที่ราชการ เขาจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผลตามความเป็นจริงแห่งสังคม จะช่วยให้ส่วนราชการทำงานเข้าขาเข้าที่เข้าทางกับชาวบ้านมากขึ้น ดีกว่าคนที่รู้วิชาการแต่ไม่รู้จักวิชาเกิน มีความรู้แต่ใช้ไม่เป็น ใช้ไม่เกิดผล มันก็กินแห้วดีๆนี่เอง ผมเกิดอาการเสียดายความรู้ในตัวท่านทั้งหลายมาก

ในช่วงที่ผมจัดอบรมเกษตรกร ดังที่เล่าไปก่อนหน้านี้ ผมได้ออกแบบพิเศษกว่าที่ผ่านๆมา ในเรื่องการพัฒนาที่เอาภูมิสังคมเป็นตัวตั้ง ชุมชนที่เราเลือกมาอบรม แต่ละกลุ่มมีจุดพิเศษเด็ดๆไม่ซ้ำกัน ผมลงไปสำรวจพื้นที่มาแล้ว จึงจัดกระบวนการฝึกอบรมใหม่ แทนที่จะไปเกณฑ์ชาวบ้านมาทนฟังเราโม้ ผมก็จะจัดแบบพบกันครึ่งทาง ให้ชาวบ้านมานอนที่เรา 2 คืน แล้วพวกเรายกทีมไปนอนกับชาวบ้าน 1 คืน จะไปตระเวนดูพื้นที่ ดูปัจจัยแวดล้อม ดูเงื่อนไขต่างๆ เพื่อมาออกแบบร่วมกันว่าเราจะเดินหน้าเรื่องเศรษฐกิจชุมชนในหมู่บ้านได้อย่างไร

กลางคืนเราจะจัดเวทีเสวนาเฮฮาศาสตร์ในหมู่บ้าน

จัดแคมป์ไฟ อยู่กลางดิน กินกลางดอน นอนแบบพอเพียง 

เชิญคนทั้งหมู่บ้านมาร่วมคิดร่วมสนุก ให้รับรู้กันทั้งหมดว่า ต่อไปหมู่บ้านแห่งนี้จะขับเคลื่อนด้วยเรื่องอะไร ใครคิด ใครทำ ใครลุย ใครคอยปรบมือ

กลางคืน นอกจะเสนอแผนหมู่บ้านแล้ว เราจะจัดให้สนุกสนานตามสไตล์คนแซ่เฮ เช่น จัดประกวดคำสอย ร้องกลอนรำ ร้องเพลง ใครเก่งมีรางวัล หมูเหมยซาน ให้อุ้มกลับไปเลี้ยง คนที่มาร่วมงานต้องเตรียมเชือกมามัดหมูกลับบ้านด้วย

ผมจัดอบรมในปีที่แล้ว  มีคนแซ่เฮหลงทางมาเจอจังหวะที่กำลังตลุมบอลย์ ผมจับขึ้นเป็นวิทยากรในบัดเดี๋ยวนั้น!! ถ้าบอกให้รู้ตัว ก็ไม่ใช่ต้นฉบับเฮฮาศาสตร์ สิครับ คุณหมอสุธี ..ให้คำจำกัดความว่า..ครูบาถีบขึ้นเวที..ระดับจอมยุทธเฮ..ยื่นไมค์ให้ใคร ต้องรับลูกได้ นำเสนอความรู้ได้ ร้องเพลงได้ หัวเราะได้ ยิ้มได้ หรือไม่  ร้องไห้ได้ก็ยังดี อิอิ..

ท่านไร้กรอบ

เจ้ากอล์ฟลูกชายโทน

อาจารย์บีแมน

อาจารย์แสวง

ป้าจุ๋ม

กามมิตหนุ่ม ฯลฯ

ต่างรับไมค์กันตาโตมาแล้วทั้งนั้น เรื่องจะมาเที่ยวเล่นเฉยๆไม่มีหรอกในหมู่พวกเรา มาแล้วต้องทำหน้าที่มนุษย์ ปีนี้ผมลองแหย่รังแตนไปบ้างแล้ว แจ้งว่ามีรายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างนี้นะ สนุกนะ เหนื่อยนะ มาไหม ต้องควักค่าเดินทางมาเองนะ ที่นี่นี้มีกับข้าวอร่อยๆ อ้อมกอดที่อบอุ่น ที่นอนปลอดสารพิษจิตใจ และที่สำคัญมีความรักให้เอากลับไปใส่กรอบแขวนไว้ข้างฝาบ้านอีกแน๊ะ

คุณลูกสาวขี้อ้อนส่งข่าวมาว่า..คิดถึงพ่อ เป็นห่วงพ่อ อยากจะมาหาพ่อ บ้างก็บอกว่า..มีคนอาสาพามาด้วยแหละ ..สงสัยจะแอบแฝงพาพระเอกมาให้ดูตัว..เธอมีบทเรียน..ถ้ารักเอง ชอบเอง เลือกเอง

อกหักทุกที!!

เฮ้อ!! รักแบบพอเพียงเป็นยังไงนะ..

นี่ยังดีนะที่สมัยนี้ไม่ต้องไปเสียเงินเสริมจมูก

แฟชั่นรุ่นพิมพ์นิยมเขาชอบจมูกโตๆ

อ้าว! คนที่ไปแต่งจมูกโด่งเด้ง!จะทำยังไงละ

ไม่รู้สิ!

ถ้าอยากจมูกโต ก็ไปหาหมอผ่าตัดใหม่ ยัดขี้ไก่ใส่ลงไปเยอะๆ สิจ๊ะ