เช้าวันใหม่ .....06.00 น.

          ผมพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนที่นอนในห้องแห่งความเงียบเหงาที่สุดแสนจะคุ้นเคย   ผมตื่นเช้าแบบนี้เป็นประจำ แต่แตกต่างกันตรงที่ช่วงนี้ร่างกายผมย่ำแย่เพราะมีโรครุมเร้า ด้วยการที่ใช้งานร่างกายจนเกินขีดความสามารถเป็นเวลานานรวมทั้งไม่เคยที่จะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกาย    ...... 

          ผมเหลียวมองดูรอบ ๆ ตัว  ทุก ๆ อย่างในห้องยังอยู่ในที่ของมัน  หนังสือบันทึกของผมยังวางอยู่ข้างตัว  บรรยากาศในห้องที่แสนจะคุ้นเคยของผมอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความเหงา .......ผมดึงตัวเองให้ลุกจากที่นอนของคนเหงา พาตัวเองเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายเผื่อว่าจะได้สดชื่นขึ้นบ้าง หลังจากที่ผมนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาหลายคืนติดต่อกันแล้ว

07.15 น. 
          พอแต่งตัว จัดผมเผ้าเสร็จ ผมก็ออกจากบ้านพักเพื่อที่จะเดินไปที่ทำงานซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก และเกือบทุกวันในทุก ๆ เช้า ผมจะไปเดินเที่ยวที่ตลาดตอนเช้าเพื่อซื้อน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ เวลาที่ผมไปถึงตลาดจะมีเสียงเรียกที่คุ้นเคยกันดีจากแม่ค้าหลาย ๆ คนชักชวนให้ซื้อของไม่ว่าจะเป็นผักสด อาหารแห้ง ดอกไม้ พวงมาลัย ขนมหวานต่าง ๆ ซึ่งทุก ๆ ครับผมก็ได้แต่ส่งยิ้มทักทาย  แต่ถ้าวันไหนที่ผมซื้ออะไรสักอย่างที่ว่านี้ล่ะก็ ผมต้องได้ของแถมกลับมาเพียบแน่นอนครับ นี่คือน้ำใจของชาวตลาดที่มีให้กับผม
          อันที่จริงจะว่าไปแล้ว สาเหตุที่ผมไปตลาดในเกือบทุกเช้านี้ก็เพื่อที่จะสลัดทิ้งความเหงาที่มันติดแน่นอยู่กับตัวผมเอง   ผมได้ไปเจอพ่อค้าแม่ค้าที่น่ารัก  เจอคนที่ไปจับจ่ายซื้อของคุ้นเคย  เจอคนขับสามล้อคุ้นหน้าคุ้นตา  ทักทายกับพ่อค้าขายปาท่องโก๋  แซวคุณยายขายปลา   เจอความมีชีวิตชีวาของตลาดในตอนเช้าซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งนั้นจะทำให้ผมสลัดทิ้งความเหงาได้ไม่มากก็น้อย และสิ่งนั้นก็ช่วยผมได้ในทุก ๆ ครั้งที่ผมไปตลาด

08.30 น.
          ที่ทำงานผมเริ่มเปิดให้บริการในเวลานี้เป็นหลัก แต่บางวันก็เปิดเร็วขึ้นเนื่องจากว่าลูกค้ามารอใช้บริการเยอะเป็นพิเศษ  ผมนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม  สายตามองดูเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะแต่ในสมองก็ล่องลอยไปถึงใครคนหนึ่งซึ่งผมคิดถึงเธอ..เสมอ   ผมดึงความคิดตัวเองกลับมาให้อยู่กับที่เพื่อที่จะได้ทำงานที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จและจะได้ทำงานอย่างอื่นต่อไปซึ่งเป็นงานที่มีมาอย่างต่อเนื่องเหมือนกับว่าไม่มีวันจบ   แต่บางช่วงเวลาผมก็เผลอคิดถึงเธอคนนั้นด้วยความเคยชิน

12.15 น.
          ผมทำงานซะเพลินจนลืมเวลา แล้วจู่จู่ เสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น  แต่ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ  เป็นพี่ที่ทำงานอยู่ด้วยกันโทรมาเร่งให้ผมออกไปทานข้าวกับแกซึ่งตอนนี้บรรดาสมาชิกได้จอดรถรอผมอยู่ด้านหน้าสำนักงานและหิวข้าวจนท้องร้องรอแล้ว ... ผมเก็บเอกสารแยกหมวดหมู่ไว้คร่าว ๆ แล้วเดินออกไปขึ้นรถ แต่ในหัวของผมก็พลันล่องลอยไปถึงเธอ " ไม่รู้ตอนนี้เธอทานข้าวรึยังนะ "  ผมรำพึงเงียบ ๆ คนเดียว

17.30 น.
          ผมเงยหน้ามองดูนาฬิกาในที่ทำงานแล้วยกนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเองขึ้นดูเพื่อให้แน่ใจพลางนึกว่าทำไมเวลาเดินเร็วจัง  ผมบ่นน้อยใจกับตัวเองและที่สำคัญผมมีงานที่ต้องรับผิดชอบอื่นอยู่นอกเหนือจากงานประจำ  ผมจัดของที่โต๊ะทำงานให้เข้าที่เข้าทางและดูสะอาดเรียบร้อย   กดโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ของผมที่อยู่กันคนละจังหวัดด้วยความคิดถึง พูดคุยกับพักนึงแล้วก็วางสาย   ผมพาตัวเองออกจากที่ทำงานมายืนอยู่หน้าบ้าน  ผมยืนมองบ้านหลังนี้ด้วยความเหงา  เหงา เหงา และ เหงา
         
20.35 น.
          ผมจัดการกับตัวเองเสร็จแล้ว ก็พาตัวเองเข้ามานั่งอยู่ใจกลางห้องแห่งความเหงาซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็น่าจะชินกันมัน  " ชินกับความเหงา " แต่สุดท้ายผมก็คิดว่าผมได้พ่ายแพ้ต่อความเหงาโดยที่ผมไม่ต้องต่อสู้หรือดิ้นรนอย่างใดเลย  ผมยอมแพ้โดยสิโรราบ ยอมแพ้ต่อความเหงาอย่างไม่มีทางที่จะขัดขืนได้

22.40 น.
          ผมออกมานั่งที่หน้าบ้านพร้อมกับสมุดบันทึกคู่ใจ  เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า อืมมม  ฟ้าคืนนี้ช่างดูงดงามเหมือนทุก ๆ คืน  นี่สินะ  นี่คงจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจของผมเองชุ่มชื้นขึ้นโดยไม่มีความเหงามาทำให้เสียบรรยากาศ  " ดวงดาวดวงนั้น " ของผมจะเป็นอย่างไรบ้างนะ    ....  ผมจดบางสิ่งบางอย่างลงในสมุดบันทึกของผมเหมือนเช่นทุก ๆ วัน

24.05 น.
          ผมเข้านอนพร้อมกับความเหงาที่รอคอยผมอยู่ในห้องแห่งความเหงานี้  ผมเอนตัวลงบนที่นอนแห่งความเหงา  ผ้าห่มแห่งความเหงาถูกใช้งาน  ความคิดถึงของผมถูกส่งออกไปให้กับดาวดาวดวงนั้น และ เธอคงรู้สึกเหมือนกับผม 

          " นิทราสวัสดิ์นะ ความเหงา พรุ่งนี้เจอกันใหม่ "

06.00 น. วันใหม่
          ........................