ผมได้รับการติดต่อจาก สกว. ส่วนการท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้เข้าร่วมการทดลองท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ ชุมชนแก่งเกาะใหญ่ จังหวัดกำแพงเพชร ...

เป็นครั้งแรกหลังจากที่ชุมชนได้ทำวิจัย ประเด็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community based Tourism) และถึงช่วงที่จะต้องทดลองท่องเที่ยวโดยการรับนักท่องเที่ยวจริง ดังนั้นผมจึงไปในฐานะของนักท่องเที่ยว ไปกิน ไปเที่ยว และต้องมานั่ง AAR. ภายหลังจากการเที่ยวทริปที่ชุมชนจัดขึ้น เป็นงานที่ผมชื่นชอบมากครับ เพราะได้เที่ยวได้งานในเวลาเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ผมได้เขียนบันทึกก่อนจะมาแก่งเกาะใหญ่ พร้อมความประทับใจมาสองบันทึก ตามไปอ่านกันได้ครับ ที่

ตื่นเเต่เช้าที่ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นครสวรรค์ ตามกำหนดการชุมชนจะทำพิธีเปิดศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวช่วงเช้า ตามเวลาราชการ ผมและคณะต้องไปจัดการอาหารมื้อเช้าให้เรียบร้อยก่อนจะเข้าไปยังชุมชน ระยะทางไกลพอสมควรที่จะเดินทางไปเกาะแก่งใหญ่ กำแพงเพชร เพราะเราอ้อมมาจากฝั่งนครสวรรค์ ถึงชุมชนก็ราว ๘.๓๐ น.ตรงเวลาราชการเป๊ะ

ตามแผ่นพับและข้อมูลอีกปึกใหญ่ในมือ ทำให้ผมตื่นเต้นกับทริปนี้พอสมควรครับ

------------------

"กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ขี่จักรยานเสือภูเขา เดินป่าศึกษาธรรมชาติ

กับมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

กลางผืนป่าที่ใหญ่ที่สุด

ในจังหวัดกำแพงเพชร"

------------------

 

คณะของผมประกอบด้วย ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากเชียงใหม่ สื่อมวลชน  มัคคุเทศก์ และนักวิจัย พร้อมเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาค (สกว.)  นับแล้วร่วมยี่สิบคน เมื่อเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวกีฬา และนันทนาการกำแพงเพชรมาร่วมประเมินชุมชนด้วย

 

ลักษณะบ้านเรือนที่นี่เหมือนชนบทอีสาน รายเรียงตามถนนและทุ่งนา ธรรมชาติที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์สมบูรณ์เป็นอย่างมาก มองไกลออกไปเห็นภูเขาสูงใหญ่ข้างหน้า ป่าที่หนาทึบ มั่นใจได้เลยว่า ซุปเปอร์มาเก็ตของพวกเขาก็หนีไม่พ้นป่าข้างหน้าโน้น

 

 

รถของพวกเรามาถึงชุมชนแล้ว กำลังจะเข้าที่จอด เด็กๆนักเรียน กลุ่มใหญ่กรูเข้าไปมะรุมมะตุ้มรถของพวกเรา เปิดประตูรถก็มีเสียงทักทายน่ารัก พร้อมการไหว้แบบไทยๆสดใสดี บรรยากาศชื่นมื่น ดูเหมือนผมเป็นนักการเมืองขึ้นมาทันที เพราะเห็นพวงมาลัยดอกดาวเรือง พร้อมหมวกไม้ใผ่สาน ที่น้องๆยื่นให้ ...เหมือนกำลังเดินลงที่เครื่องบินแอร์พอร์ทเลย เป็นการต้อนรับแบบฉับพลันที่น่าประทับใจครับ

 

น้องๆเชิญพวกเราเข้าไปนั่งในศาลาเพื่อรอการเริ่มพิธีเปิดศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว บรรยากาศดีมากเลยทีเดียว ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส แต่งตัวสวยๆ เด็กบางกลุ่มกำลังเตรียมตัวแสดง สาวๆกลุ่มใหญ่สวยน่ารัก แย้มยิ้มเชื้อเชิญต้อนรับด้วยไมตรีจิต ผมอยากจะหยุดเวลานี้ให้ช้าลงสัก หนึ่งชั่วโมงครับ :)

เราเป็นแขกผู้มีเกียรติของที่นี่ การต้อนรับอย่างดีทำให้เห็นถึง ความสามัคคี มิตรไมตรี ของคนชุมชน เห็นไปถึง ภาวะผู้นำ ของผู้นำชุมชนที่นี่ เห็น จิตวิญญาณ คนพื้นถิ่นที่มีอยู่เต็มเปี่ยม... การแสดงเริ่มขึ้น เด็กๆตั้งใจเต็มที่สังเกตจากแววตาและสีหน้า การแสดงชุดแล้วชุดเล่าจบลง ท่ามกลางเสียงปรบมือให้กำลังใจ นี่เป็นสวรรค์บ้านนาโดยแท้...

ประหนึ่งเวทีประกวดนางงาม :)

-----------------------

เปิดศูนย์ข้อมูลโดยท่านปลัดอำเภอขาณุวรลักษบุรี จากนั้นนักท่องเที่ยวได้แบ่งกลุ่ม ขึ้นรถอีแต๊ก ที่ใช้เป็นพาหนะชมวิถีชุมชนรวมถึงท่องไพรในวันนี้ด้วย ผมได้อีแต๊กคันแรก ส้มโอ น้ำ และขนมเตรียมไว้ทุกคัน คันแรกที่ผมเลือกไม่ผิดหวังครับ เพราะสาวนางหนึ่งที่ผมไม่รู้จัก เธอโดดเด่นในงานแห่งนี้ ก็เลือกรถคันแรกที่ผมเลือกเช่นเดียวกัน พร้อมน้องๆไกด์ญี่ปุ่นสาวๆอีกสองสามคน  น่าจะเป็นคันเดียวที่เป็นคันหนุ่มสาว ครับ บรรยากาศที่ชื่นมื่นก็เลยสุดยอดเข้าไปอีก อิอิ

ที่นี่ใช้รถอีแต๊กเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง นัยว่าเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชน รถเคลื่อนไปอย่าช้าๆ มีน้องมัคคุเทศก์ท้องถิ่นตัวน้อย บรรยายเเจ้วๆในรถด้วยหนึ่งคน  รถเคลื่อนน้องก็เริ่มบรรยาย น้องอาจทำงานหนักหน่อย เพราะคนในรถชอบแซวน้องเหลือเกิน...

โปรแกรมการท่องเที่ยวที่นี่แบ่งออกเป็น ๔ โปรแกรม ครับ

---------------------------------------------------

โปรแกรมที่ ๑

๒ วัน ๑ คืน (พักค้างแรมในป่า) กิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ แก่งเกาะใหญ่ - เขาจกกบ ระยะทางประมาณ ๑๕ กม. เดินป่า ดูนก เล่นน้ำที่ลำน้ำแม่วงก์ พักแรมในป่า เช้าๆชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ช่องเขาชนกัน

โปรแกรมที่ ๒

๑ วัน เดินทางโดยรถเกษตร(อีแต๊ก) สัมผัสธรรมชาติ เกาะแก่งใหญ่ -เขาจกกบ ระยะทางประมาณ ๑๕ กม. ไป กลับ มีจุดชมธรรมชาติที่ชุมชนจัดไว้หลากหลายจุด สุดยอดไปกับการขึ้นพิชิตจุดชมวิวยอดเขาจกกบ ชมผืนป่าอนุรักษ์ ฟังเรื่องเล่าการทำป่ายุคสัมปทานป่าไม้ และประวัติศาสตร์ชุมชน ลงเล่นน้ำลำน้ำแม่วงก์ ที่แกงลานนกยุง

โปรแกรมที่ ๓

เดินป่าระยะสั้น เส้นทาง "ประตูสู่ความหัศจรรย์" ของพงไพร มีระยะทางประมาณ ๔ กม. โปรแกรมนี้เหมาะกับ เด็กนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้กับธรรมชาติครับ

โปรแกรมที่ ๔

โปรแกรมนี้สำหรับ "จักรยานเสือภูเขา" ครับ ระยะทางแบบออพโรดเล็กๆ ตื่นเต้นแบบแอดเวนเจอร์ แบบนี้เสือภูเขาชอบมาก เป็นเส้นทางจักรยานที่ลัดเลาสะตามผืนป่าที่มีต้นไม้ปกคลุม สวย ท้าทายมากเส้นทางหนึ่ง ระยะทาง ๑๕ กม. ครับ

 

---------------------------------------------

ทั้งสี่โปรแกรมเรามีราคาค่าใช้จ่าย รายคน รวมถึงค่าไกด์ ค่าอาหาร พร้อมในราคาไม่แพง(ย้ำไม่แพง)

การเดินทางเข้าไปเที่ยวชุมชนมีกฏระเบียบที่ชุมชนได้ตั้งไว้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด เพื่อเรียนรู้วิถีชุมชนและเพื่อความเรียบร้อยในการจัดการท่องเที่ยวให้ได้ความสุข สนุกสนานสำหรับผู้มาเยือน

มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกฉงน ผมพบสิ่งนี้ในรถคือ หนังสะติ๊ก พร้อมเมล็ดดำๆขนาดพอดี  หนึ่งถุงใหญ่ ตอนแรกคิดว่าเขาคงใช้ให้เป็นอาวุธในการยิงนก (ดูผมคิดสิครับ) ความจริงแล้วเขาใช้ให้นักท่องเที่ยวยิงเมล็ดนี้เพื่อให้ เมล็ดมะค่า(เมล็ดสีดำแดง) ไปตกบริเวณในป่าเพื่อการขยายพันธุ์ต่อไป...โอ้  ความคิดที่ดี สนุกสนาน ผมให้คะเเนนความคิดนี้เต็มที่ครับ สำหรับความคิดชั่วแวบแรก ผมเขกหัวตัวเอง(ในใจ) เบาๆสามครั้งครับ

การเดินทางไปกับรถอีแต๊กวันนี้ครื้นเครงมากครับ นอกจากการชมธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทั้งหยุดเดิน ทั้งนั่งกระเด็นกระดอนแล้ว การพูดคุย แซวกันในรถ ทำให้เราทั้งเจ็ดแปดชีวิตรู้จักกันมากขึ้น ผมมีหน้าที่อันทรงเกียรติ ผ่าส้มโอให้สาวๆในรถลำนี้ครับ....ทราบภายหลังว่าสาวสวยท่านหนึ่งที่ร่วมเดินทางมากับรถคันที่ผมเลือกเป็น เจ้าของโรงแรมชากังราว ริเวอร์วิวครับ ผมอดทึ่งเธอไม่ได้ว่าผู้หญิงอะไรทั้งสวย สดใส และ มนุษยสัมพันธ์ดี อีกทั้งยังลุยๆได้อีก เธอเกิดมามีบุญจริงๆครับ...:)

 

แต่ละจุดมีการนำชมและบรรยายของมัคคุเทศก์น้อยๆ อย่างได้อรรถรส จากเช้าถึงเที่ยงที่เราใช้ชีวิตในป่าผืนใหญ่นี้

 

ผมเห็นความมหัศจรรย์ทั้งธรรมชาติ และ วิถีการอนุรักษ์ของชุมชน ผมเห็นลำน้ำแม่วงก์ที่เป็นเสมือนสายเลือดใหญ่ เห็นเกาะแก่งใหญ่ที่เป็นเกาะพื้นดินขนาดใหญ่ ทอดตัวขวางไปกับลำน้ำวงก์ มีลักษณะคล้ายฝักถั่วลันเตา กระแสน้ำแยกออกเป็นสองทางขนานกับเกาะทั้งสองข้าง ไหลมาบรรจบที่ปลายเกาะทางทิศตะวันออกเกิดเป็นแก่งน้ำตกขนาดใหญ่น้อยเรียงรายตามโขดหิน ปัจจุบัน อบต.ที่นี่ได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน

เที่ยงแล้ว...ถึงมื้ออาหาร หลายๆท่านโหยหิวเต็มที่เพราะใช้พลังงานเยอะพอสมควรกับการเดินทาง พวกเรากลุ่มใหญ่ (รถอีแต๊ก ๘ คัน) ไปยังลำน้ำแม่วงก์ ตามสุมทุมพุ่มไม้เหล่านี้ เป็นจุดทานอาหารแบบป่าๆ ข้าวห่อใบตองเก๋ไก๋ หมูทอด น้ำพริก ผักกูดสดๆ โอ้...สวรรค์ชาวป่าอีกแล้ว มื้อนี้ ผมกินแบบไม่คิดชีวิตครับ

อิ่มหนำสำราญ...ท้องตึง มีพลังข้าวเหนียว พร้อมเดินทางต่อ ไม่คาดคิดว่า ต่อจากนี้ทางชุมชนจะให้พวกเราเดินป่า ราว ๔๕ นาที ขึ้นดอยสูงเพื่อไปชมวิวเขาจกกบ ดอยสูงมาก(หากไม่ได้ข้าวเหนียว คงเป็นลม)

การเดินขึ้นดอย ไต่ตามโขดหินไปเรื่อยๆแบบนี้ หนักมากไปสำหรับนักท่องเที่ยวครับ ผมหอบตัวโยนเลยทีเดียว สาวๆบางท่านขอตัวไม่เดินต่อเพราะเธอกำลังจะเป็นลมเลยขอพักข้างทาง ผมเองคนดอยอยู่แล้ว ต้องโชว์ว่าผมสามารถ ก็ค่อยๆเดินขึ้นไปร่วมชั่วโมงจนถึงยอดเขาจกกบ ...เกือบตาย  แต่ก็คุ้มค่ามากครับ วิวทิวทัศน์สวยงาม เราเห็นเมืองกำแพงเพชร เห็น อ.เขาวงก์ นครสวรรค์ เห็นป่าผืนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์  ลมพัดเย็นๆ ยามบ่าย ผมนั่งลงชมวิวจุดที่สูงที่สุดด้วยความภูมิใจที่เดินทางมาถึง  ...ทราบมั้ยครับว่าสาวสวยท่านนั้นเธอเดินทางมาถึงติดๆกับผม คนอะไรแม้ดูเหนื่อยก็ยังสวยนะครับ 

จากจุดนี้น่าจะเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางกลับชุมชน บ่ายคล้อยแล้ว...แบตเตอรี่เริ่มหมด ตามพลังงานที่ใช้ การนั่งรถอีแต๊กต่อก็ทำให้เราผ่อนคลายความเมื่อล้าได้ จุดเเวะก่อนเดินทางเข้าชุมชน เราไปเยี่ยมเกษตรกรคนเก่ง ภายในสวนส้มโอกว้างใหญ่ สวนมินต์ที่นำมาสกัดน้ำมัน จุดนี้ถือเป็นจุดแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกจุดหนึ่ง...เป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชน รายละเอียดอ่านจากบันทึกของคุณวีรยุทธ สมป่าสักที่บันทึกนี้ครับเกษตรกรคนเก่ง : ลุงสำรวย ทวีทรัพย์

เราเดินทางมายังเกาะแก่งใหญ่อีกครั้งรอบใหญ่ เพื่อมาพักเหนื่อย ชิมเฉาก๊วยน้ำแข็งใสเย็นๆ ลงเล่นน้ำตามอัธยาศัย เข้าร่วมนั่งพูดคุย AAR.กันโดยการปูเสื่อ คุยไปกินไป  ข้อเสนอแนะให้กับชุมชนถูกนำมาพูดคุยกันอย่างเข้มข้นในเวทีนี้

หลังจากเสร็จสิ้นงานนี้ผมจำเป็นต้องเดินทางกลับไปที่ พิษณุโลกภายในค่ำคืนนี้ เพราะพรุ่งนี้ต้องเข้าร่วมเวที นำเสนอผลงานวิจัย Social mapping ด้านการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่างที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อาจารย์ลูกหว้า ท่านรออยู่เพื่อเลี้ยงกาแฟกระผมครับ..

---------------

ติดตามเรื่องราวจากสองแควต่อนะครับ

จากชากังราว สู่เมืองสองแคว