ยุทธศาสตร์นำร่องนวัตกรรมต่อยอดภูมิปัญญา
สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ปัญหาใหญ่ ที่ส่งผลกระทบไปทั่วทุกภาคส่วนของสังคมไทยและสังคมโลก ทุกวันนี้ ดิน น้ำ และอากาศ หนีไม่พ้นมลพิษ และการปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์ เริ่มตั้งแต่ปุ๋ยเคมี สารเคมีที่เป็นสารกำจัดศัตรูพืช และสุดท้ายคือขยะที่ปนเปื้อนสารพิษ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อระบบการผลิตอาหาร
ยิ่งดูจากปริมาณการสั่งเข้าสารเคมีสังเคราะห์ในแต่ละปี ยิ่งพบตัวเลขที่น่าเป็นห่วงต่อชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะเด็กๆ ที่จะเป็นอนาคตของชาติ ล่าสุดเมื่อปีพศ.2550 ตัวเลขปริมาณสารเคมีที่สั่งเข้า ได้แก่ ปุ๋ยเคมี 3,840,000 ตันเป็นเงิน 25,746,000,000 บาท ยาปราบศัตรูพืช 50,331 ตัน เป็นเงิน 11,380,000,000 บาท ยาปราบศัตรูพืช แบ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช 31,879 ตัน แมลงและศัตรูพืช 16,522 ตัน และสารเคมีอื่นๆ 1,930 ตัน ทั้งยิ่งนับวันปริมาณการสั่งเข้ายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบันประเทศไทยมีพลเมืองกว่า 63 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้น แน่นอนเมื่อต้องการเพิ่มผลผลิตมากขึ้น สารเคมีต่างๆก็ถูกใช้เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยหลงลืม และไม่ใส่ใจกับสารเคมีที่ตกค้างในดิน น้ำ อากาศ อาหาร รวมถึงในผลผลิตทางการเกษตรเอง ทั้งๆที่พืชใช้สารเคมีสังเคราะห์เพื่อการเจริญเติบโตและผลิตเพียง 20-30 % ส่วนที่เหลือถึง 70-80 % ตกค้างอยู่ในดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม น้ำเสีย –น้ำเน่า จากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และแม้แต่ขยะอันตรายที่มีการทิ้งกันทุกวัน ล้วนกลับเข้าสู่วงจรห่วงโซ่อาหารทั้งหมด นั่นหมายถึงในที่สุดสารปนเปื้อนและสารพิษต่างๆจะกลับเข้าไปเจือปน และสะสมในอาหารของมนุษย์นั่นเอง และกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ล้มป่วย เป็นโรคร้ายแรง บางรายถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้สาเหตุ กลายเป็นภัยเงียบ เกิดขึ้นกับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่นับวันจะทวีความรุนแรง ขึ้นเรื่อยๆ
นั่นคือปัจจัยหลัก ที่นำมาซึ่งโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์ โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน้าที่ในการเชื่อม นวัตกรรม ผ่านภูมิปัญญา โดยผ่านทางแผนวิจัยและพัฒนา เพื่อต่อยอดยุทธศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวหน้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศภายใต้ UNCTAD/WTOในการศึกษารูปแบบนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์อินทรีย์ของประเทศไทยสู่ตลาดสหภาพยุโรป ที่สำคัญเพื่อเป็น โครงการนวัตกรรมนำร่อง ให้กับประเทศต่างๆในระดับภูมิภาค พร้อมตั้งเป้าว่าประเทศไทยจะต้องเป็น ผู้นำโลกด้านเกษตรอินทรีย์ ให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า ภายใต้สัญญาลักษณ์ Think Organic – Tink Thailand
ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมีพื้นที่ด้านเกษตรกรรมและมีศักยภาพที่แข็งแกร่ง โดยภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีธรรมชาติด้านเกษตรอยู่แล้ว หากมีการนำนวัตกรรม ซึ่งก็คือเครื่องมือการพัฒนาขีดความสามารถ โดยใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย เข้าไปช่วยคิดค้น ต่อยอด บูรณาการ จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ ถือเป็นการนำนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เข้าไปต่อยอดภูมิปัญญาไทย
ล่าสุดเมื่อปลายปี 2550 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ตามแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านเกษตรอินทรีย์ ตามที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเสนอ โดยมีกรรมการ อาทิ ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเป็นต้น
เกษตรอินทรีย์ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีมนุษย์ทำขึ้น แต่ใช้วัสดุธรรมชาติทดแทน เพื่อลดพิษภัยที่เกิดจากสารเคมีในดิน น้ำ อากาศ และผลผลิต ซึ่งเกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ ที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม รวมถึงนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ สิ่งที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเข้าไปดำเนินการคือการสร้างกระบวนการเชื่อมนวัตกรรมผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างวิธีคิดใหม่ๆพร้อมกับต่อยอดสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน นักวิชาการ และผู้ประกอบการด้านเกษตรอินทรีย์ ขึ้นมาช่วยกันคิด พัฒนาสินค้าและแปลงไอเดียต่างๆ ให้เกิดเป็นจุดขายใหม่ๆนี่คือผลแห่งการคิดค้น หรือนวัตกรรมนั่นเอง
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551(หน้า15)
หวัดดีครับ