บ้านเมืองจะมีความสุขมากกว่านี้ หากผู้มีอำนาจรู้จักขอโทษผู้ด้อยอำนาจ พ่อแม่รู้จักขอโทษลูก เจ้านายรู้จักขอโทษลูกน้อง เจ้าอาวาสรู้จักขอโทษลูกวัด หมอรู้จักขอโทษคนไข้ และนายกรัฐมนตรีรู้จักขอโทษประชาชนกัน

สวัสดีครับกัลยาณมิตรที่เคารพรักทุกท่าน

ด้วยเหตุผลหลายประการที่ทำให้ผู้เขียนต้องห่างหายไป  แม้จะห่างหายแต่ไ่ม่ห่างเหินครับ  เพราะมีกัลยาณมิตรหลายท่านยังแวะเวียนติดต่อ  บ้างก็มาเยี่ยมในบันทึก  บ้างก็ส่งอีเมล์  บ้างก็ส่งหนังสือ  และบ้างก็ส่งโปสการ์ดมาให้

เหตุผลหลักข้อหนึ่งในหลายๆ เหตุผลนั้นก็คือ  การเจียมตัวเองที่ไม่กล้าเขียนบทความเกี่ยวกับธรรมะมากนัก  เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองศึกษาและปฏิบัติมาน้อยมากๆ  อาศัยก็แต่ความชอบเป็นการส่วนตัวเท่านั้น  เมื่อเรารู้น้อยแม้จะระมัดระวังแค่ไหนก็ตาม  ก็อาจแสดงความโง่ที่ดูฉลาดออกมา  แล้วถ้าความโง่นั้นเป็นสิ่งสกปรก  ที่ทำให้แปดเปื้อนแก่พระพุทธศาสนา(ซึ่งความเป็นจริงตัวศาสนาไม่อาจแปดเปื้อนได้) แล้ว  ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยแต่ตัวเองเป็นที่ยิ่ง

แต่ก็นั่นแหละครับ  บางทีการได้มาบางอย่างก็ย่อมต้องสูญเสียบางอย่างไป  หากเรายอมแสดงความโง่โดยบริสุทธิ์ใจสักนิด  แล้วได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่คือไมตรีจิตจากกัลยาณมิตรในสังคมแห่งนี้แล้ว  ผู้เขียนก็เห็นว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้วครับ

ในสังคมอันวุ่นวายแห่งนี้  เราต้องเจอกับปัญหาหลายด้านเหลือเกิน และหนึ่งในนั้นคือวิกฤติการบกพร่องอย่างร้ายแรงด้านคุณธรรมและจริยธรรมของบรรดา(ผู้ที่อยากเป็น)ผู้นำประเทศ 

เยาวชน(หรือแม้แต่ผู้ใหญ่)  ก็ได้รับแบบอย่างการโกหกหลอกลวง  การทำเพื่อประโยชน์ตัวเองและเพื่อนพ้องโดยไม่สนใจวิธีการ  ว่าวิธีนั้นจะบริสุทธิ์ยุติธรรมและเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นหรือไม่

ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะมีให้เห็นในสังคมชาวพุทธ  หรือนี่จะเป็นตัวบ่งชี้อะไรบางอย่างในอนาคตอันใกล้  ผู้เขียนไม่มีความสามารถในด้านพยากรณ์  แต่พอจะรู้ว่าคงไม่สู้ดีแน่ถ้าเรายังเป็นกันอย่างนี้

มาช่วยกันเถอะครับ  มาช่วยกันศึกษา ขุดค้น ปฏิบัติ เอาพระพุทธศาสนาแท้ๆ มาปัดฝุ่น ปรับใช้กันให้เป็นรูปธรรมเด่นชัด  ไม่ใช่เอาวัตถุมาล่อให้หลงใหลกันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ลองนึกกันดูเล่นๆ นะครับ  ว่าถ้าตอนนั้นเรามีชีวิตอยู่ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่  เราจะมีอะไรให้ยึดถือบ้าง  ทั้งๆ ที่ตอนนั้นไม่น่าจะมีวัดที่อลังการกันอย่างปัจจุบัน  วัตถุมงคลก็คงไม่ต้องพูดถึง คงไม่มีแน่(หรือมี?)  แล้วเมื่อเทียบกับตอนนี้คงเห็นว่ามันต่างกันอย่างมากมาย อย่างไม่น่าให้อภัยด้วยซ้ำ

มาช่วยกันนะครับ(กราบก็ได้ เอ้า) มาช่วยกันนำบรมธรรมอันลึกซึ้ง  มาช่วยกันศึกษา ช่วยกันฝึกปฏิบัติ ส่งเสริมให้คนเก่งคนดีเป็นพุทธบุตร ก็เพื่อลูกหลานของเราจะได้อยู่ได้อย่างสุขสงบ  ท่ามกลางกลียุคที่นับวันจะเข้มข้นขึ้นทุกที  ส่วนนักการเมืองเหล่านั้น ก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ อย่าไปแย่งกันลงนรกกับพวกเขาเลย

ต้องขอโทษที่เขียนมากหน่อย  สงสัยอั้นไว้นานมั้งครับ  คงต้องขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน  เพราะผู้เขียนได้คัดลอกบทความมาเป็นของขวัญแก่ทุกท่านไว้ยาวพอสมควร เดี๋ยวบันทึกจะยาวเกินไป

ต้องขอบคุณ ขอบใจ ขอบพระคุณ กัลยาณมิตรทุกท่านที่ให้กำลังใจกันเสมอมา แม้ผู้เขียนจะหายหน้าไปนานก็ตาม  ต่อไปเราคงพบหน้ากันบ่อยขึ้น  อยากขอบคุณเป็นรายบุคคลก็กลัวจะตกหล่นครับ  แต่ก็ต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษจริงๆ กับผู้หญิงคนหนึ่ง  ที่ถ้าการติดต่อของเธอเป็นเรื่องของหนุ่มจีบสาว  ป่านนี้คงสำเร็จไปแล้วครับ  เพราะทั้งๆ ที่ผู้เขียนหายไป เธอทั้งติดต่อทางอีเมล์  ส่งหนังสือมาให้  ส่งคำถามมาให้  หรือแม้แต่อ้างอิงที่บันทึกของตัวเอง  อยากรู้ว่าเป็นใครก็ดูหน้ากันเอาเองครับ

P

ธรรมะสวัสดีครับ

 


คำขอที่ยิ่งใหญ่

           การอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความอยู่รอด  ไม่ใช่แต่มนุษย์เท่านั้นที่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิดที่อยู่กันเป็นฝูงก็ “รู้” เช่นกัน  สัตว์เหล่านี้รู้ดีว่ามันไม่อาจอยู่ได้ด้วยลำพังตนเอง  แต่ต้องต้องพึ่งพาอาศัยตัวอื่นด้วย  ความสมัครสมานสามัคคีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก  แต่ในการอยู่ร่วมกันนั้น  การกระทบกระทั่งหรือความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก  ในกรณีเช่นนั้นมันจะทำอย่างไร?

          สัตว์หลายชนิดเลือกใช้วิธี “คืนดี” กัน  เมื่อแพะทะเลาะกันเรื่องอาหาร  ไม่นานมันจะกลับมาแสดงความเป็นมิตรต่อกัน เช่น เลียขนหรือเอาจมูกไซ้ลำตัวของปรปักษ์ที่เพิ่งทะเลาะกัน  ปลาโลมาก็เช่นกัน  หลังจากต่อสู้กันแล้ว  มันจะเอาตัวมาสีกันเบาๆ  หรือไม่ก็เอาปากดุนหลังของอีกตัว  แม้แต่หมาป่าไฮยีน่าซึ่งขึ้นชื่อว่าดุร้ายและเจ้าอารมณ์  ก็ยังหันหน้าเข้าหากันหลังจากทะเลาะกันอย่างดุเดือด  เป็นการเลียตัวหรือถูสีข้าง  ยิ่งญาติที่สนิทกับมนุษย์ด้วยแล้ว  ไม่ว่าชิมแปนซี กอริลล่า หรือโบโนโบ  ล้วนเป็นนักคืนดีที่มีลูกเล่นแพรวพราว  ไม่ใช่แค่หาเหาหรือเกาหลังให้เท่านั้น  หากยอมให้ขึ้นคร่อม  อย่างหล้งนี้เป็นลักษณะเด่นของโบโนโบเลยทีเดียว

          น่าสังเกตว่าในการคืนดีกันนั้น  สัตว์ตัวที่อ่อนแอหรือพ่ายแพ้ในการต่อสู้จะเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าหาก่อน (ยกเว้นโบโนโบ  ซึ่งตัวที่ชนะจะเป็นฝ่ายที่ริเริ่มก่อน)  มองจากสายตาของมนุษย์  นี้เป็นเรื่องของกฎป่าที่ถือว่าอำนาจเป็นใหญ่  ดังนั้นตัวที่อ่อนแอก็ต้องสยบยอมตัวที่แข็งแรง  แต่มองในอีกแง่หนึ่ง  จะสังเกตว่าสัตว์เหล่านี้ไม่เคยเถียงกันว่า ใครผิด ใครถูก  แน่ละมันคงไม่มีปัญญาพอที่จะตั้งมาตรฐานถูก-ผิดอย่างมนุษย์  แต่อย่างน้อยมันก็รู้ว่าการเป็นศัตรูกันนั้นไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวมันเองและต่อทั้งฝูง  มันอาจโง่ในหลายเรื่อง  แต่มัน “ฉลาด” พอที่จะรู้ว่าเป็นมิตรกันนั้นดีกว่าเป็นศัตรูกัน  จะโดยการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือการส่งผ่านทางพันธุกรรมก็แล้วแต่  การคืนดีจึงเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของสัตว์เหล่านี้          ในฐานะที่เป็นสัตว์ชั้นสูง  มนุษย์ก็มีสัญชาตญาณคืนดีเช่นเดียวกัน  ถึงแม้เราจะเลิกเลียตัวหรือหาเหาให้กันมานานแล้ว  แต่เรามีวิธีหลากหลายมากในการคืนดีและผูกไมตรีกัน  การให้ของขวัญเป็นตัวอย่างหนึ่ง  แต่วิธีหนึ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับมนุษย์เราก็คือ การขอโทษ

          การขอโทษเป็นสิ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของมนุษย์  จากการอาศัยพละกำลังเป็นเครื่องตัดสิน (might is right)มาเป็นการตัดสินโดยอาศัยความถูกต้องเป็นใหญ่ (right is might)กล่าวอีกนัยหนึ่งการขอโทษได้ช่วยให้การคืนดีพัฒนาไปอีกก้าวหนึ่ง  แทนที่การริเริ่มคืนดีจะเป็นหน้าที่ของผู้อ่อนแอ  ก็กลายเป็นภาระของผู้ที่ทำผิดพลาด  แม้ว่าผู้นั้นจะมีอำนาจหรือพละกำลังเหนือกว่าก็ตาม

          การขอโทษมิใช่เครื่องหมายของความอ่อนแอ  มีแต่ในอาณาจักรสัตว์เท่านั้นที่ตัวอ่อนแอเป็นฝ่ายคืนดีก่อน  แต่สำหรับมนุษย์ผู้มีวัฒนธรรมแล้ว  ผู้ที่เอ่ยปากขอโทษก่อนต่างหากคือผู้ที่เข้มแข็งกว่า  เข้มแข็งเพราะเขากล้ารับผิด  เข้มแข็งเพราะเขากล้าขัดขืนคำบัญชาของอัตตาที่ต้องการประกาศศักดาเหนือผู้อื่น

          การขอโทษเป็นเครื่องแสดงถึงความมีอารยะของบุคคลผู้กระทำการดังกล่าว  เพราะแสดงให้เห็นถึงความรู้ผิดรู้ชอบในมโนธรรมสำนึกของเขา  เป็นมโนธรรมสำนึกที่บอกเขาว่าความถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าอำนาจ  เยอรมนีเป็นประเทศที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าโปแลนด์  แต่เมื่อนายวิลลี่ บรันดท์  นายกรัฐมนตรีเยอรมันคุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์วีรชนโปแลนด์ที่กรุงวอซอเมื่อ ๓๕ ปีก่อน  เพื่อแสดงการขอโทษแทนชาวเยอรมันที่ก่อกรรมทำเข็ญแก่ชาวโปแลนด์ในสงครามโลกครั้งที่สอง  เขามิได้ทำให้เยอรมนีตกต่ำหรืออ่อนแอลงเลย  ตรงกันข้ามเยอรมนีกลับมีเกียรติภูมิสูงส่งขึ้นในสายตาของชาวโลก  เป็นเกียรติภูมิที่ไม่อาจสร้างขึ้นได้ด้วยแสนยานุภาพทางทหารหรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

          การขอโทษ  แม้จะกล่าวด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำว่า “ผม(ฉัน) ขอโทษ”  แต่ก็มีพลังพอที่จะสมานไมตรีที่ขาดสะบั้นให้กลับมั่นคงดังเดิมได้ในชั่วพริบตา  คำขอโทษเปรียบเหมือนน้ำเย็นที่ดับเพลิงแห่งโทสะ  เป็นดังมนต์วิเศษที่สยบความโกรธ  และทำลายความพยาบาทให้ปลาสนาการไป

          เด็กคนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างการผ่าตัด  หนึ่งในคณะศัลยแพทย์เสียใจมากที่เกิดความผิดพลาดขึ้น  เมื่ออกจากห้องผ่าตัด  เขาเดินไปหาแม่และกล่าวคำขอโทษ  ในเวลาต่อมาแม่ของเด็ก  ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหมอ  ปรากฏว่าศัลยแพทย์ถูกฟ้องทุกคนยกเว้นหมอผู้นั้นผู้เดียว  ทนายความของศัลยแพทย์เกิดความฉงนสงสัย  แต่หมอผู้นั้นก็ไม่สามารถให้คำตอบได้  ทนายความจึงถามแม่ของเด็กระหว่างการซักพยานว่าทำไมถึงไม่ฟ้องหมอผู้นั้นด้วย  คำตอบของเธอก็คือ “เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ใส่ใจ”

          มีคำไม่กี่คำที่สามารถเยียวยาจิตใจของผู้สูญเสียและเจ็บปวดได้  หนึ่งในนั้นคือคำขอโทษ  แต่ทุกวันนี้คำขอโทษกลับเป็นคำที่ผู้คนเปล่งออกมาได้ยากที่สุด  คนจำนวนไม่น้อยกลัวว่าการขอโทษเป็นการเปิดเผยจุดอ่อนของตน  และเปิดช่องให้ผู้อื่นเล่นงานตนได้  หากหมอขอโทษก็แสดงว่ายอมรับผิด  เท่ากับเปิดช่องให้ผู้เสียหายทำการฟ้องร้องได้  ดังนั้นจึงปิดปากเงียบ  แต่ใช่หรือไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นกลับทำให้ความขัดแย้งลุกลามมากขึ้น  เพราะยั่วยุให้อีกฝ่ายทำการตอบโต้หรือกดดันด้วยวิธีที่รุนแรงขึ้น  จนอาจลงเอยด้วยความเสียหายของทั้งสองฝ่าย

       ทุกวันนี้เราใช้ “หัว” กันมากเกินไป  จึงนึกถึงแต่ผลได้กับผลเสีย  เราใช้ “ใจ” กันน้อยลง  จึงไม่รู้สึกถึงความทุกข์ของผู้ที่เจ็บปวดจากการกระทำของเรา  ยิ่งไปกว่านั้นนับวันเราจะมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกันน้อยลงทุกที  การคิดคำนวณถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น  ทำให้เราปิดใจไม่รับรู้ความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์  และเฉยชาต่อเสียงร้องของมโนธรรมสำนึกภายใน  แต่เราจะรู้หรือไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นยิ่งทำให้จิตใจของเราแข็งกระด้าง  และลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราให้เหลือน้อยลง

          การขอโทษอาจทำให้เรารู้สึกเสียหน้า  แต่แท้จริงแล้วตัวที่เสียหน้านั้นคือกิเลสมารต่างหาก  เมื่อเราจะขอโทษ สิ่งที่จะเสียไปคืออหังการของอัตตา  แต่สิ่งที่เราจะได้มานั้นมีคุณค่ามหาศาล  นอกจากมิตรภาพแล้ว  เรายังฟื้นความเป็นมนุษย์และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีให้กลับคืนมา          อย่าโยนหน้าที่ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินความถูก-ผิด  ไม่ว่าจะทำอะไรไปก็ตาม  ควรให้มโนธรรมสำนึกในใจของเราเป็นเครื่องตัดสิน  เพราะหากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลหรือใครก็ตาม  ไม่ช้าไม่นานสำนึกในความผิดชอบชั่วดีของเราก็จะปลาสนาการไป  ถึงตอนนั้นเราจะยังมีความเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ?

          อันที่จริงการขอโทษไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยอมรับผิดเสมอไป  เมื่อดารายอดนิยมเกิดตั้งครรภ์ก่อนแต่ง  แม้เธอจะไม่เห็นว่านั่นเป็นความผิด  แต่ก็สมควรที่เธอจะเอ่ยปากขอโทษที่ทำให้แฟนๆ เจ็บปวดหรือผิดหวังในตัวเธอ  คำขอโทษไม่ได้เกิดจากสำนึกในความผิดพลาดเท่านั้น  หากยังเกิดจากความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ของเขา  และพร้อมรับผิดชอบในความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเพราะเรา

          การขอโทษไม่ใช่เรื่องยาก  ขอเพียงแต่เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น  เมื่อนั้นความเห็นอกเห็นใจก็จะตามมา  จิตใจของเราจะอ่อนโยนและพร้อมที่จะช่วยปลดเปลื้องเขาให้พ้นจากทุกข์  ถึงตอนนั้นคำขอโทษจะออกมาเองโดยแทบไม่ต้องพยายาม  ด้วยการขอโทษ  เราไม่เพียงลดทอนความเจ็บปวดของเขาเท่านั้น  แต่ยังช่วยปลดเปลื้องทั้งเราและเขาให้พ้นจากวังวนแห่งความขัดแย้งและการเป็นปฏิปักษ์กัน

          มนุษย์เรายากที่จะหลีกเลี่ยงการทำร้ายกันได้  จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม  การรู้จักขอโทษช่วยให้เราคืนดีและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  โดยไม่ถืออำนาจเป็นใหญ่  บ้านเมืองจะมีความสุขมากกว่านี้  หากผู้มีอำนาจรู้จักขอโทษผู้ด้อยอำนาจ  พ่อแม่รู้จักขอโทษลูก  เจ้านายรู้จักขอโทษลูกน้อง  เจ้าอาวาสรู้จักขอโทษลูกวัด  หมอรู้จักขอโทษคนไข้  และนายกรัฐมนตรีรู้จักขอโทษประชาชนกัน

          การขอโทษเป็นวิธีสร้างสันติที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุด  เพราะอาศัยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ  เป็นเพราะเราไม่รู้จักขอโทษกัน  จะเพราะกลัวเสียหน้าหรือเพราะอหังการก็ตาม  เราจึงสูญเสียกันอย่างมากมาย  ยิ่งใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งโดยวาจาและการกระทำด้วยแล้ว  ความสูญเสียก็ยิ่งทวีคูณ

          ไม่มีการขออะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าการขอโทษ  เพราะเป็นการขอที่ไม่ได้ออกมาจากจิตที่เห็นแก่ตัว  แต่มาจากจิตที่มีมโนธรรมสำนึก  รู้สึกรู้สากับความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์  และอ่อนน้อมถ่อมตน  รู้สึกรู้สากับความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์  และอ่อนน้อมถ่อมตน ไร้อหังการ  เป็นการขอที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสูญเสียเลยแม้แต่น้อย

          คำขอโทษเป็นประดิษฐกรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์  ไม่ใช่เพราะมันทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เท่านั้น  หากยังเพราะช่วยให้มนุษย์คืนดีและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  โดยไม่ใช้ความฉลาดที่ได้มาเพื่อการทำลายล้างกันเท่านั้น

 

จากหนังสือ คำขอที่ยิ่งใหญ่
โดย พระไพศาล วิสาโล และ อาทิตย์ยามเช้า