ฟ้อนเล็บ

 

 

             หลังจากบันทึก สรุปยอดผู้เข้าอ่าน ประจำปี ๒๕๕๐ ผู้เขียนติดภารกิจที่จะต้องเดินทางกลับบ้านที่เชียงใหม่  ในขณะที่อยู่เชียงใหม่ นึกได้ว่าการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของเชียงใหม่ยังไม่ได้นำเสนอ วันนี้จึงขอนำเสนอการแสดง ฟ้อนเล็บ” ถ้าได้ยินชื่อการแสดงชุดนี้แล้วจะต้องนึกถึงเชียงใหม่อย่างแน่นอนครับ

 

 

 

ฟ้อนเล็บ” เป็นการฟ้อนชนิดหนึ่งของชาวไทยในภาคเหนือผู้ฟ้อนจะสวมเล็บยาว ลีลาท่ารำของฟ้อนเล็บคล้ายกับฟ้อนเทียนต่างกันที่ ฟ้อนเทียนมือทั้งสองถือเทียน ตามแบบฉบับของการฟ้อน นางลมุล   ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย ได้นำลีลาท่าฟ้อนอันเป็นแบบแผนมาจากเจ้าคุ้มหลวง มาฝึกสอน จัดเป็นชุดการแสดงที่น่าชื่นชมอีกชุดหนึ่ง

          ฟ้อนแต่ละครั้งจะใช้จำนวนคนแตกต่างกันไป นิยมกันมี ๔ คู่ ๖ คู่ หรือ ๘ คู่  การแต่งกาย  จะแต่งกายแบบไทยชาวภาคเหนือสมัยโบราณ คือ เกล้าผมทัดดอกไม้และอุบะ นุ่งผ้าตามแบบชาวเหนือ สวมเสื้อทรงกระบอกแขนยาว คอกลม ห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าซิ่นลายขวาง และสวมเล็บมือยาวทั้ง ๘ นิ้ว เว้นแต่นิ้วหัวแม่มือ

       

 

 

              การแสดง  ผู้แสดงจะร่ายรำตามทำนองเพลงที่เชื่องช้า ส่วนการใช้ท่าฟ้อนเล็บนั้น ช่างฟ้อนมักจะจำต่อๆ กันมา เป็นท่าฟ้อนดั้งเดิมของชาวเหนือ คือ
        ๑.  ท่าพายเรือ
        ๒.  ท่าบิดบัวบาน
        ๓.  ท่าหย่อน
        

                    ต่อมาเมื่อนาฎศิลป์ทางภาคกลางแพร่มาสู่ภาคเหนือ การฟ้อนเล็บก็มีการปรับวิธีการฟ้อนให้เข้ากับท่ารำแม่บท เพิ่มท่ารำให้มากขึ้นและแตกต่างกันไป          เครื่องดนตรีที่ใช้ในการฟ้อนเป็นขบวนกลองยาว ซึ่งเป็นดนตรีของชาวภาคเหนือ ได้แก่ กลองแอร์ กลองตะโล้ดโป๊ด ฉาบ ฆ้องโหม่งใหญ่ ฆ้องโหม่งเล็ก ฉิ่ง ปี่ เวลาดนตรีบรรเลง เสียงปี่ดังไพเราะเยือกเย็นมาก ท่วงทำนองเชื่องช้า เสียงกลองจะตีดัง ตะ ตึ่ง นง ตึ่ง ต๊ก ถ่ง อย่างนี้เรื่อยไป ส่วนช่างฟ้อนก็จะฟ้อนช้าๆ ไปตามลีลาของเพลง 

 

 

 

                    ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้มีการปรับปรุงและประดิษฐ์ท่าฟ้อนให้ ดูอ่อนช้อยงดงามยิ่งขึ้น และบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเคยได้รับการถ่ายทอดจากคุ้มเจ้าหลวงได้แก่ ครูสัมพันธ์ โชตนาในโอกาสที่ครูสัมพันธ์   ได้เข้าไปถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนชนิดนี้แก่       วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ท่านได้กำหนดท่าฟ้อนไว้ ๑๗ ท่าดังนี้

๑. จีบส่งหลัง           ๒. กลางอัมพร          ๓. บิดบัวบาน

๔. จีบสูงส่งหลัง         ๕. บัวชูฝัก            ๖. สะบัดจีบ

๗. กราย                 ๘. ผาลาเพียงไหล่     ๙. สอดสร้อย

๑๐. ยอดตอง            ๑๑. กินนรรำ         ๑๒. พรหมสี่หน้า

๑๓. กระต่ายต้องแร้ว        ๑๔. หย่อนมือ      ๑๕. จีบคู่งอแขน
 
๑๖. ตากปีก              ๑๗. วันทาบัวบาน


      ท่ารำต่างๆ ดังกล่าว อาจมีการเพิ่มท่า ตัดตอน หรือลำดับท่าก่อนหลังตามที่ครูสอนแต่ละคนจะกำหนด

      เรื่องของการแต่งกายนั้นแต่เดิมจะนุ่งผ้าซิ่น สวมเสื้อแขนยาวทรงกระบอกคอกลมหรือคอจีนผ่าอก เกล้าผมมวยโดยขมวดมวยด้านท้ายทอย ทัดดอกไม้ประเภทดอกเอื้อง จำปา กระดังงา หางหงส์ หรือลีลาวดี สวมเล็บทั้งแปดนิ้วต่อมามีการดัดแปลงให้สวยงามโดยประดับลูกไม้ หรือระบายที่คอเสื้อ ห่มสไบเฉียงจากบ่าซ้ายไปเอวขวาทับด้วยสังวาล ติดเข็มกลัด สวมกำไล ข้อมือ กำไลเท้า เกล้าผมแบบญี่ปุ่น ทัดดอกไม้หรืออาจเพิ่มอุบะห้อยเพื่อความสวยงาม