หลายครั้งผมเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศอ่านหนังสือท่องเที่ยว สถานที่นั้นๆก่อนไปเที่ยว บางคนก็เดินอ่านไปดูสถานที่นั้นๆไป เราก็ชมว่าเขาเที่ยวแบบศึกษาจริงๆ แต่บ้านเรามีท่องเที่ยวแบบฉิ่งฉับทัวร์ กินเหล้าเมากันตั้งแต่บนรถแล้ว พอลงรถได้ก็หิ้วขวดเหล้าลงไปด้วย เมื่อกินหมดขวดก็ปาเข้าป่าแถวนั้น ร้ายไปกว่านั้นก็ทุบให้แตกเล่น ..มีไรป่าวเพ่... เดินไปหน่อยก็เอากล้องมาถ่ายรูปกันแล้วก็เดินกลับไปร้องเพลงลั่นรถอีก สนุกซะไม่เมี๊ยะ.. ร้ายไปกว่านั้นก็จารึกอักษรลงบนแหล่งเที่ยวนั้นด้วย
แต่ที่ผมได้ยินมาว่า “นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน ปล่อยเป็นหลง ลงเป็นซื้อ” นี่ก็อีกฉายาหนึ่งของนักเที่ยวไทย..อิอิ...
ผมก็เลยเอาข้อมูลอีกส่วนหนึ่งมาให้เพื่อนๆได้ผ่านหูผ่านตากัน เห็นหลายๆคนเคยไป กำลังจะไป และฝันจะไปเมืองหลวงพระบางกันครับ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นประวัติศาสตร์ครับที่เกี่ยวกับแม่น้ำโขง หลวงพระบางและเมืองไทยของเรา และ....
รัชการที่ 4 กับอองรีและหลุมศพเขาที่หลวงพระบาง
ในสมัยที่ลาวและกัมพูชายังเป็นประเทศราชของไทยอยู่ ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเข้ากรุงเทพฯ ในรัชสมัยรัชการที่ 4 มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเข้ามาสำรวจดินแดนสยาม ลาว กัมพูชา เมื่อปี 2401-2404 นายคนนี้ชื่อ อองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) เขาเป็นนักธรรมชาติวิทยาที่ได้รับทุนจากอังกฤษ นายคนนี้ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ค้นพบ นครวัด และเป็นเจ้าของวลีโด่งดังที่ว่า see Ankor and die
เขาสำรวจทั่วดินแดนลุ่มน้ำโขง เขามากรุงเทพฯ จันทบุรี เพชรบุรี สระบุรี ว่ากันว่าการเดินทางครั้งสำคัญคือเลาะลัดจากตราดไปเมืองกัมปอต เดินต่อไปยังอุดง เมืองหลวงกัมพูชาสมัยนั้น แล้วขึ้นตนเลธมจนถึงนครวัด แล้วกลับเข้ากรุงเทพฯ
ในปี 2404 เขาเดินทางเข้าสู่ที่ราบสูงโคราช ไปชัยภูมิ เข้าปากลายแล้วขึ้นไปหลวงพระบาง ได้ไปเฝ้าเจ้ามหาชีวิต “จันทราช” และในที่สุดมูโอต์ก็เป็นไข้ป่าและเสียชีวิตที่หลวงพระบาง เมื่อ 29 ตุลาคม 2404 อายุเพียง 35 ปี ศพของเขาฝังที่ริมน้ำคานไหลลงแม่น้ำโขงที่เหนือวัดเชียงทอง
บันทึกของมูโอต์ถูกส่งกลับไปอังกฤษให้น้องชายเขา ภริยาเขาตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสหลายครั้งหลายหน
ความสำเร็จในการสำรวจครั้งนั้นและบันทึกเขาตีพิมพ์นั่นเองทำให้นครวัดนครธมกลายเป็นสิ่งเลื่องลือถึงความมหัศจรรย์ของโลกตะวันออก และเป็นผลทำให้ฝรั่งเศสสนใจในดินแดนอินโดจีนอย่างมหาศาลจนในที่สุดก็เข้ามายึดครองเป็นอาณานิคม
การสำรวจแม่น้ำโขงไม่ได้สิ้นสุดที่ มูโอต์เท่านั้น ยังมีอีกชุดหนึ่งคือ ดู ดาร์ต เดอ ลาเกร (Dudart de Lagree) ในปี 2409 วัตถุประสงค์เพื่อเส้นทาง “ประตูหลัง” เข้าสู่เมืองจีน ลาเกรเป็นผู้แทนของฝรั่งเศสในเวียตนามใต้คุ้นเคยดินแดนแถบนี้ดี ทีมสำรวจชุดนี้มีนายทหารหนุ่มที่ “คลั่งแม่โขง” ชื่อ ฟรานซีส การ์นิเยร์ มีแพทย์ทหารเรือสองคน มีนักพฤกษศาสตร์นักธรณีวิทยา และช่างภาพ
ความยากลำบากของคณะสำรวจเพราะเกาะแก่งมากมาย
คณะเดินทางชุดนี้ออกจากไซ่ง่อนตามลำน้ำโขงและนครวัด และเสียเวลาเพื่อขอใบอนุญาตผ่านแดนสยาม (ซึ่งเวลานั้นสยามมีอธิปไตยเหนือมณฑลบูรพา หรือมณฑลเขมรในรัชสมัยรัชการที่ 5 ) คณะสำรวจผ่านเวียงจัน ฝรั่งเศสบันทึกช่วงนี้ว่า เวียงจันยังเป็นเมืองร้าง มีป่าไม้ปกคลุมหนาทึบ นี่คือผลจากสงครามเสียกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวเวียงจัน เมื่อปี 2371 ในสมัยสงครามกู้กรุงของ “เจ้าอนุวงศ์” ที่พ่ายแพ้ต่อกองทัพรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 3 และ “ท้าวสุรนารี”
ภาพบน เป็นภาพคอนพะเพ็งฝีมือวาดโดยนักสำรวจ
ชุดสำรวจนี้ถึงหลวงพระบางและได้เข้าเฝ้าเจ้ามหาชีวิต “จันทราช” เช่นเดียวกันกับ มูโอต์ แล้ว เดอ ลาเกร เดินทางขึ้นแม่น้ำโขงต่อไปอีก เมื่อเข้าเขตเมืองจีนเขาก็เสียชีวิต การ์นิเยร์ เดินทางต่อจนถึงเมืองต้าลี่ (น่านเจ้า) แล้วก็ตัดสินใจสิ้นสุดการสำรวจที่นั่น สรุปเขาใช้เวลา 2 ปี และรู้ว่าแม่น้ำโขงไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางเข้าประตูหลังเมืองจีนได้ เพราะเกาะแก่งมากมายนั่นเอง ฝรั่งเศสตัดสินใจเลิกล้มที่จะใช้แม่น้ำโขงเข้าสู่จีน เช่นเดียวกับที่อังกฤษก็เลิกล้มใช้แม่น้ำอิรวดีและสาละวินเข้าเมืองจีน
ภาพพิมพ์เมืองหลวงพระบางและวัดพูสี ภาพล่างเป็นเรือยาวลงจากพระราชวังหลวงพระบาง(ตีพิมพ์ปี 2416)
ฝรั่งเขาคิดอะไรกับดินแดนแถบนี้เล่า หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ เราก็จะเข้าใจสถานที่นั่นๆมากขึ้นถึงวัฒนธรรมประเพณี ศิลปะ อาคารบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างต่างๆ…เราจะเข้าใจจิตใจเขาที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์เหมือนเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เสียกรุงให้พม่า...
หากท่านไปหลวงพระบางก็อย่าลืมไปเยี่ยมดูหลุมศพ มูโอต์ที่ริมน้ำคานเหนือวัดเชียงทองนะครับ ท่านอาจารย์ชาญวิทย์กล่าวว่า ...หลุมศพนี้..ช่างน่า “นอนตาย” และงดงามเสียนี่กระไร....
----------
ข้อมูล: The Mekong: From Dza Chu-Lancang-Tonle Thom to Cuu Long บรรณาธิการโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ อัครพงษ์ ค่ำคูณ
สวัสดีครับท่านพี่ บางทราย
แต่เมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อนหน้านั้น ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) ซึ่งเป็นนักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส
ขอบคุณครับ
ขอแก้คำผิดครับ
แต่เมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) ซึ่งเป็นนักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
กำลังคิดยุ่งๆ เรื่องลุ่มน้ำโขงอยู่ เลยแวะมาค้นหาข้อมูลจากบล็อกของพี่ อิๆ
เรื่องของมูโอต์ได้อ่านมานาน ดูๆ ฝรั่งก็เป็นคนค้นพบอะไรไปเสียทุกเรื่อง (บางเรื่องก็น่ายกย่อง บางเรื่องก็ไม่ใช่) แต่จะเป็นยุคสมัยไหนก็ดูน่ากลัว คิดเอาเปรียบอยู่เรื่อย บ้านเราก็พลาดท่าเสียทีเขาเยอะเหมือนกันนะครับ
<div class="content">
ป้าแดงครับ บางทีก็ขึ้นกับสถานที่ที่ไปครับ หากเป็นสถานที่ไม่น่าสนใจก็น่าจะเป็นชะโงกทัวร์อยู่ครับ ส่วนที่ใดเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เราน่าจะศึกษา หรือมีความรู้ไปบ้าง เราจึงจะซาบซึ้งสถานที่นั้นๆครับ
คนข้างกายผมกล่าวว่า การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระพี่นาง เราก็เศร้ามากแล้ว เมื่อติดตามดูพระกรณียกิจของท่าน จึงรู้รายละเอียดท่านแล้วก็นั่งน้ำตาไหลพรากๆ รักท่านขึ้นมาอีกเป็นล้นพ้น การรู้รายละเอียดคือการเข้าถึงบุคคล สถานที่ ฯลฯ ครับ
</div>
น้องธวัชชัยครับ
นักล่าเมืองขึ้นมันมาเอาเปรียบเรา และประเทศในภูมิภาคนี้มาตลอด แม่ปัจจุบันใช่ไหม เพียงแต่รูปแบบมันต่างออกไปเท่านั้น น้องกำลังทำโปรเจคอะไรอยู่ครับ..
<div class="content">สวัสดีครับ
<div class="content">
ประวัติศาสตร์ที่ผมเอามานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ เพราะฝรั่งเศสและอังกฤษ ที่ตัวเอกกล่าวไปนั้นมาทีหลังนักล่าอาณานิคมก่อนคือ โปรตุเกส สเปน ฮอลัยดา
แม่น้ำโขง และนครวัด นครธมจึงถูกบุกมาก่อนแล้ว แต่การเขียนบันทึก และตีพิมพ์เผยแพร่ให้คนทั่วโลกทราบนั้น ใครทำได้ก่อนก็มีชื่อเสียงก่อน
ผมจำได้ลางๆ เรื่องการที่พวกนักล่าอาณานิคมก่อนฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกาจะมาแถบนี้นั้นคือ โปรตุเกส สเปน ฮอลันดานั้น มีบริษัทหนึ่งทั่มาทำไม้ในภาคเหนือของเราจนเหี้ยนเต้ คือ บริษัทหลุยส์ ที เลียวโนแวนส์ ผมเคยทำงานกับผู้เชี่ยวชาญที่มาจาก ฮอลันดา คุยไปคุยมาเขาก็ยกมือไหว้เราเฉยเลย แล้วบอกว่า ขอโทษที่ประเทศเขามาเอาไม้จากบ้านเราไปหมดป่า..????
นี่เป็นข้อมูลหนึ่งของ "หลุยส์ ที เลียวโนแวนส์" จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์บันทึกไว้ว่า เมื่อสร้างกรุงเทพฯ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 จึงโปรดฯให้สร้างเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ และตั้งเสาชิงช้าไว้ด้านหน้า ริมถนนบำรุงเมือง ทางจะเลี้ยวไปถนนดินสอ เมื่อวันพุธ เดือน 5 แรม 4 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2327 บริเวณลานด้านเหนือของวัดสุทัศนเทพวราราม แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานที่ จึงได้สร้างเสาชิงช้าขึ้นใหม่บริเวณหน้าวัดสุทัศน์เทพวราวราม (ที่อยู่ปัจจุบัน) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 บริษัท หลุยส์ ที. เลียวโนแวนส์ ซึ่งเป็นบริษัทค้าไม้ ได้อุทิศซุงไม้สักเพื่อสร้างเสาชิงช้าใหม่ เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2463 นับเป็นการปฏิสังขรณ์ครั้งแรก
</div> </div>
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
ได้กลิ่นประวัติศาสตร์แถวนี้เลยรีบเข้ามาค่ะ แต่เดิมก็เที่ยวแบบฉิ่งฉับทัวร์ค่ะ ลงรถยื่นหน้าดูหน่อยแล้วก็ไปเดินดูของช้อปปิ้ง...ต่อมาถึงสัจจะธรรมว่าถ้าไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสถานที่ๆเราไปเยี่ยมชม การเยี่ยมชมก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แม้ไม่รู้ละเอียด รู้คร่าวๆ ก็ยังดี ...บางแห่งไปอยากรู้เพิ่มเติมมาก เวลาดู เพราะดูแล้วจะงงๆ...ไม่สนุกเลยค่ะ เสียเงินเข้าไปตั้งแพง...
ในส่วนประวัติศาสตร์แถบนี้ เราก็เรียนสมัยประถมนะค่ะ แต่ก็คร่าวๆมากเลย ... ทำไมสมัยเรียนเราถึงไม่ชอบเรียนประวัติศาสตร์ก็ไม่ทราบนะคะ...สมัยนั้นไม่ชอบเลยค่ะ
แปลกดีเหมือนกันนะค่ะ ในเรื่องการค้นพบโน่นนี้ ที่ฝรั่งเอาไปประกาศ ... ถ้าค้นพบแต่ไม่ประกาศให้คนอื่นทราบก็ไม่ถึงว่าเป็นการค้นพบใช่มั้ยค่ะ?
ขอบคุณสำหรับประวัติศาสตร์แถบลุ่มน้ำโขงค่ะ
สวัสดีครับพี่บางทราย
สบายดีไหมครับพี่ชาย ได้เข้ามาอ่านบันทึกพี่ อดไ่ม่ได้ที่จะเขียนความเห็นไว้ครับ จากท่อนนี้นะครับ
บันทึกของมูโอต์ถูกส่งกลับไปอังกฤษให้น้องชายเขา ภริยาเขาตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสหลายครั้งหลายหน
ความ สำเร็จในการสำรวจครั้งนั้นและบันทึกเขาตีพิมพ์นั่นเองทำให้นครวัดนครธมกลาย เป็นสิ่งเลื่องลือถึงความมหัศจรรย์ของโลกตะวันออก และเป็นผลทำให้ฝรั่งเศสสนใจในดินแดนอินโดจีนอย่างมหาศาลจนในที่สุดก็เข้ามา ยึดครองเป็นอาณานิคม
ไปค้นพบบ้านเพื่อน ตีพิมพ์ผลงานบ้านเพื่อน แล้วมาโจมตีบ้านเพื่อน จะเรียกว่าอะไรดีหนอ... อยากจะมองเป็นแง่ดีนะครับ แต่มองแล้วขัดความรู้สึกไม่น้อยครับ อิๆๆๆๆ
ผมดีใจนะครับ พี่ที่พี่ไปอยู่ที่ลาว ผมเป็นห่วงประเทศลาวเหลือเกินครับ โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ผมเกรงว่าอีกสิบปีข้างหน้าลาวจะเป็นอย่างไรหนอ โดยเฉพาะป่าไม้และอื่นๆ มีคนจ้องอยู่รอบทิศ
ส่วนบ้านเราเรื่องป่าไม้ก็เหลือน้อยเต็มทน ยังไม่คิดกันเท่าไหร่เลย จะทันแผ่นดินไหวในครั้งหน้าไหมหนอ พายุอีกกี่สิบลูกที่รอมาซัดให้หนำใจ ว่าไปแล้วไม่อยากจะคิดครับ ตื่นหรือไม่คงต้องคิดกันเองนะครับ
หากเพื่อนลาวที่รักตื่นตัวไม่ทันก็อาจจะเสียเกมส์ ลาวไม่มีป่า พม่าไม่มีป่าไม้ จีนไม่มีป่าไม้ เวียดนามไม่มีป่าไม้ กัมพูชาไม่มีป่าไม้ โอ้ยยครับพี่ ไม่อยากคิดเลยครับ ปาท๋องโก๋ที่พัดผ่านมาจากกระทะแปซิฟิกคงลอยวนได้สนุกแน่ๆ ครับ
แต่่ว่าไปก็เป็นกรรมครับ ฝรั่งเศสเองตอนนี้ ดูง่ายๆ สำหรับคนชอบบอลแฟนบอล นักบอลฝรั่งเศสแท้ๆ หาเริ่มยากขึ้นทุกทีแล้วครับ กรรมลึกๆ นะครับ ลองแปลๆ กันดูครับ ว่าเพราะอะไร ตอนนี้ผมว่าอยู่ที่ว่าไทยเราเองก็กลับลำได้ทันหรือเปล่า ยูเิทิร์นข้างหน้าจะเลี้ยวหัวกลับหรือว่าเหยียบคันเร่งเพิ่มครับ กับสังคมสมัยยุคนี้ กลับไม่ทันก็ต้องทำกันเองครับผม
อิๆๆๆ มาเขียนทักทายไว้แบบเผ็ดๆ หน่อยนะครับ ก่อนจะไม่เหลืออะไรครับ
ขอบคุณพี่ชายมากๆ นะครับ
เม้งครับ
อาจารย์แป๋วครับ
8. paew
<div class="content">
ได้กลิ่นประวัติศาสตร์แถวนี้เลยรีบเข้ามาค่ะ แต่เดิมก็เที่ยวแบบฉิ่งฉับทัวร์ค่ะ ลงรถยื่นหน้าดูหน่อยแล้วก็ไปเดินดูของช้อปปิ้ง...ต่อมาถึงสัจจะธรรมว่าถ้าไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสถานที่ๆเราไปเยี่ยมชม การเยี่ยมชมก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แม้ไม่รู้ละเอียด รู้คร่าวๆ ก็ยังดี ...บางแห่งไปอยากรู้เพิ่มเติมมาก เวลาดู เพราะดูแล้วจะงงๆ...ไม่สนุกเลยค่ะ เสียเงินเข้าไปตั้งแพง...
พูดไปก็ไม่ต่างกันหรอกครับ สมัยหนุ่มๆไปไหนก็เหมือนฉิ่งฉับทัวร์เหมือนกัน อิ อิ ยิ่งไปกับเพื่อร่วมรุ่น มีแต่แหกปากร้องเพลงกันรถจะแตก โตมาหน่อยก็เบื่อ.. และเห็นฝรั่งเขามาเที่ยวสุโขทัย กำแพงเพชร มืหนึ่งก็ถือหนังสือ อ่านไป ก็ชื่นชมไป เราก็ว่า เออ จริงนะ หากเราศึกษาไปก่อนน่าจะเข้าใจมากขึ้น..และรู้เรื่อง ซาบซึ้งมากขึ้น อยากดูอยากเห็น อยากสัมผัสประวัติศาสตร์นั้นจริงๆ มากกว่าเห็นเฉยๆ
ในส่วนประวัติศาสตร์แถบนี้ เราก็เรียนสมัยประถมนะค่ะ แต่ก็คร่าวๆมากเลย ... ทำไมสมัยเรียนเราถึงไม่ชอบเรียนประวัติศาสตร์ก็ไม่ทราบนะคะ...สมัยนั้นไม่ชอบเลยค่ะ
ใช่ครับอาจารย์ ประวัติศาสตร์คือวิชาที่น่าเบื่อที่สุด แต่โตมา หาอ่านใหญ่เลย....ปัจจุบันง่ายมาก แค่เข้า internet ก็ได้ความรู้พื้นฐานไปพอสมควรแล้ว
แปลกดีเหมือนกันนะค่ะ ในเรื่องการค้นพบโน่นนี้ ที่ฝรั่งเอาไปประกาศ ... ถ้าค้นพบแต่ไม่ประกาศให้คนอื่นทราบก็ไม่ถึงว่าเป็นการค้นพบใช่มั้ยค่ะ?
อือ..ผมชื่นชมฝรั่งที่เขามีนิสัยบันทึกครับ แม้คนจีนก็บันทึกมากเลยครับ แล้วมันมีคุณค่ามากในภายหลัง เมื่อฝรั่งบันทึกแล้วก็เอาไปพิมพ์ เป็นนิสัยของเขานะ พี่ไทยเราไม่ค่อยบันทึก มาสมัย g2k นี่ละมั้งที่มีคนกลุ่มหนึ่งบ้าบันทึกอยู่นี่ไงครับ อิอิ..
อาจารย์แป๋วครับ ผมทำ Dong Luang in Memory ไว้แล้วจะเอาให้ที่คณะคงต้องเป็นวันจันทร์นะครับ
</div>
ขอบคุณค่ะพี่บางทราย
เห็นด้วยเลยค่ะ...มาสมัย g2k นี่ละมั้งที่มีคนกลุ่มหนึ่งบ้าบันทึกอยู่นี่ไงครับ.... อิอิ
จะรออ่าน Dong Luang in Memory ค่ะ พี่โทรบอกแป๋วให้แป๋วไปรับได้ค่ะ ... ขอบคุณค่ะ
อ้อ....แล้วมีอะไรที่พอจะประกาศว่าค้นพบมั้ยค่ะ...อิอิ
สวัสดีน้องเม้งที่คิดถึง
9. เม้ง สมพร ช่วยอารีย์
สบายดีไหมครับพี่ชาย ได้เข้ามาอ่านบันทึกพี่ อดไ่ม่ได้ที่จะเขียนความเห็นไว้ครับ จากท่อนนี้นะครับ
บันทึกของมูโอต์ถูกส่งกลับไปอังกฤษให้น้องชายเขา ภริยาเขาตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสหลายครั้งหลายหน
ความ สำเร็จในการสำรวจครั้งนั้นและบันทึกเขาตีพิมพ์นั่นเองทำให้นครวัดนครธมกลาย เป็นสิ่งเลื่องลือถึงความมหัศจรรย์ของโลกตะวันออก และเป็นผลทำให้ฝรั่งเศสสนใจในดินแดนอินโดจีนอย่างมหาศาลจนในที่สุดก็เข้ามา ยึดครองเป็นอาณานิคม
ไปค้นพบบ้านเพื่อน ตีพิมพ์ผลงานบ้านเพื่อน แล้วมาโจมตีบ้านเพื่อน จะเรียกว่าอะไรดีหนอ... อยากจะมองเป็นแง่ดีนะครับ แต่มองแล้วขัดความรู้สึกไม่น้อยครับ อิๆๆๆๆ
อาจจะเรียกว่าสมัยโน้นเราเป็นคนซื่อ การคบกันนั้นก็เพื่อมิตรสัมพันธ์ แต่เขามาจับมือเรา ใจเขาคิดจะฮุบเรา ตามนิสัยการล่าเมืองขึ้น การที่เขาส่งคนมาสำรวจก็เพื่อดูว่าสมควรจะมาล่าเอาเป็นเมืองขึ้นไหม ต่างก็มาแย่งทรัพยากรไปบ้านเราจนหมด ไปอ่านประวัติศาสตร์ภาคเหนือสิ เจ้าบริษัท หลุยส์ ที. เลียวโนแวนส์ มาสัมปทานป่าไม้ เอง บางพื้นที่ก็ร่วมกับบริษัทไทย สัมปะทาน บางแห่งเขาเอาไม้ไป เราขอปืนและเครื่องกระสุนมา ? มันไม่ทันความคิดเขา เหมือนสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปเป็น FTA อะไรนี่หละ เราไม่ทันเขา นี่จะเอาผิดนักการเมืองคนหนึ่งยังต้องส่งเอกสารกฏหมายแปรโดยให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้แปร กกต.ไม่สามารถแปรได้ นี่เองคือความล้าหลังของเรา..แล้วก็ตกเป็นเหยื่อเขาจนได้
ผมดีใจนะครับ พี่ที่พี่ไปอยู่ที่ลาว ผมเป็นห่วงประเทศลาวเหลือเกินครับ โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ผมเกรงว่าอีกสิบปีข้างหน้าลาวจะเป็นอย่างไรหนอ โดยเฉพาะป่าไม้และอื่นๆ มีคนจ้องอยู่รอบทิศ
ใช่น้องเม้ง พี่ขึ้น Google ดู ก็พรุนหมดแล้วป่าบ้านเขา แล้วการปลุกป่าก็ไม่ได้ทำอย่างได้สัดส่วนกับป่าที่ถูกทำลาย ความจริงบทเรียนของบ้านเราเขาก็เห็น หรือว่าเงินมันปิดหูปิดตาหมด
ส่วนบ้านเราเรื่องป่าไม้ก็เหลือน้อยเต็มทน ยังไม่คิดกันเท่าไหร่เลย จะทันแผ่นดินไหวในครั้งหน้าไหมหนอ พายุอีกกี่สิบลูกที่รอมาซัดให้หนำใจ ว่าไปแล้วไม่อยากจะคิดครับ ตื่นหรือไม่คงต้องคิดกันเองนะครับ
หากเพื่อนลาวที่รักตื่นตัวไม่ทันก็อาจจะเสียเกมส์ ลาวไม่มีป่า พม่าไม่มีป่าไม้ จีนไม่มีป่าไม้ เวียดนามไม่มีป่าไม้ กัมพูชาไม่มีป่าไม้ โอ้ยยครับพี่ ไม่อยากคิดเลยครับ ปาท๋องโก๋ที่พัดผ่านมาจากกระทะแปซิฟิกคงลอยวนได้สนุกแน่ๆ ครับ
บทเรียนมีมากมาย ยังไม่จำ
พี่สบายดีครับ น้องเม้งก็คงสบายดีนะครับ ขอบคุณครับ
อาจารย์แป๋วครับ
11. paew
<div class="content">
จะรออ่าน Dong Luang in Memory ค่ะ พี่โทรบอกแป๋วให้แป๋วไปรับได้ค่ะ ... ขอบคุณค่ะ
อ้อ....แล้วมีอะไรที่พอจะประกาศว่าค้นพบมั้ยค่ะ...อิอิ
---------
มันเป็น การรวบรวมรูปดงหลวงแล้วทำเป็น window movie น่ะครับ คราวนั้นน้องเขาช่วยทำให้ แต่ด้วยเวลาและรูปที่จำกัดเลยขาดรูปไปเยอะ ผมเอามาทำใหม่ (ไม่เคยทำมาก่อน คลำเอาเอง..) ก็เลยทำสำเนาแจกทุกคนที่ไปร่วมที่อ่างห้วยไผ่น่ะครับ แล้วเลยเรียกเป็น Dong Luang in Memory เป็นที่ระลึกน่ะครับ พอดีออกตอนปีใหม่ด้วย
อ้อ..ค้นพบซิครับ ค้นพบว่า g2k ก๊วนเฮฮาศาสตร์นั้นเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เฮฮาศาสตร์ครั้งที่ 3 ถูกบันทึกไว้แล้วด้วย window movie แต่ไม่ถึงขั้น See Dong Luang in Memory and Die ครับ อิอิ..
</div>
สวัสดีครับพี่บางทราย
มาถึงตอนนี้คงต้องยืมมือพี่บางทรายใส่ภูมิคุ้มกันให้เค้าแล้วหล่ะครับ ก่อนที่จะเป็นโรคภูมิคุ้มกันชุมชนบกพร่องครับ เพราะเห็นสภาพน้ำใจคนยังสดใส ใส่ใจ รักษ์ธรรมชาติ คนมีคุณธรรมสูง ปฏิบัติธรรมสูงอยู่
แต่ทุนนิยมลงไปหนักๆ วันไหนเิกินพิกัด โดยเฉพาะคนในระดับแกนนำหรือว่าชุดการบริหารประเทศ ช่างน่ากลัวจริงๆครับ
ป่าไม้ที่จะแปลงเป็นสวนยางพารา บอกเค้าว่าอย่าได้หลงกลเลยครับ จัดปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมน่าจะได้ หรือบริเวณที่ควรปลูกแต่ไม่น่าจะตัดป่าโค่นป่าปลูกยางครับ
จีนก็ลงมา เวียดนามก็วิ่งเข้าไป อุ้ยเพื่อนลาวครับ ตื่นนะครับ
แต่ท้ายที่สุดแล้วไม่่ว่าจะเป็นอย่างไรครับ ก็คือการเรียนรู้ครับ เหลือหรือไม่เหลือเราก็เอาอะไรไปไม่ได้เช่นกันครับ เพียงแต่มีเงื่อนไขอยู่่ว่า ลูกหลานในอนาคตจะอยู่กันอย่างไร หากเราไม่คิดจะเหลือไว้ให้ลูกหลานก็สามารถผลาญกันได้ในช่วงชีวิตนี้ครับ
อุ้ยขอโทษครับผม เผ็ดอีกแล้วครับ เผ็ดในบันทึกพี่ชายคงโอเคนะครับผม รักษาสุขภาพนะครับผม ภาพใหม่ดีมากเลยครับ มีสีสันเพิ่มขึ้นครับ แต่รอยยิ้มจริงใจเหมือนเดิมครับ
เคารพและนับถือ ครับ
เม้งครับ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
มันเป็น การรวบรวมรูปดงหลวงแล้วทำเป็น window movie น่ะครับ
แหะๆๆๆ เข้าใจผิด นึกว่าเป็นหนังสือ ... นึกออกแล้วค่ะว่าพี่บอกว่าจะเอาภาพที่ถ่ายกันมาทำเป็นคล้ายๆ slide multivision อะไรประมาณนั้น ตอนที่อยู่ที่ดงหลวงใช่มั้ยค่ะ... อยากดูค่ะ อยากดู
ก๊วนเฮฮาศาสตร์นั้นเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เฮฮาศาสตร์ครั้งที่ 3 ถูกบันทึกไว้แล้วด้วย window movie แต่ไม่ถึงขั้น See Dong Luang in Memory and Die ครับ
แสดงว่า พี่จะไม่ได้กลับไปอยู่ดงหลวงอีกแล้วหรอค่ะ...???
เสียดายที่ไม่ได้อ่านบันทึกนี้ก่อนไป ตอนนั้นพี่ยังไม่เขียนเลยอ่ะ - - “ หนูน่าจะเดินผ่านด้วยซ้ำเพราะเดินรอบเมืองทีเดียว ไม่ว่าริมโขง ริมคาน อ้อมวนอยู่หลายรอบ เดินจนปรุทั้งทางและเท้าตัวเอง
เสียดายที่ไม่ได้ศึกษาประวัติการเปลี่ยนแปลงของลาวในช่วงที่ถูกล่าอาณานิคม ดูไปแต่พวกศิลปะสมัยก่อนมากกว่า
วลี see Ankor and die นี่ได้ยินมานาน แต่พึ่งจะรู้ว่าใครเป็นผู้กล่าวไว้ ขอบคุณค่ะ ประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านเราน่าสนใจใช่น้อย เสียที่ผู้ใหญ่ในวงการศึกษาออกจะชาตินิยมไปหน่อย การศึกษาของเราเลยเน้นแต่ความภูมิใจของประวัติศาสตร์ชาติเราเอง บิลท์จนเกินจริงในบางเรื่อง เอาตำนานมาปนกับประวัติศาสตร์ก็มี เขียนขึ้นเองก็มี เน้นภูมิใจไว้ก่อน จริงๆ ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์บ้านใกล้เรือนเคียงแล้วนำมาเปรียบเทียบในแต่ละช่วงสมัยกับของบ้านเราก็จะทำให้เห็นภาพรวมกว้างขึ้น เพราะมันมีการเชื่อมโยงระหว่างกันตลอดค่ะ คนไทยรู้จักประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านของเราน้อยมากค่ะ น่าเสียดาย
ก่อนอื่นขอกราบสวัสดีปีใหม่ พี่บางทรายที่เคารพค่ะ
เรื่องประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเย้ายวนใจสำหรับน้องเสมอๆ (ได้อิทธิพลจากหนังย้อนยุคเช่นสี่แผ่นดินมามากค่ะ..แฮ่ๆ) เคยดูสารคดี national geography เรื่องการสำรวจนครวัต เขาทำได้จนรู้สึกเหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์เลยค่ะ ฝรั่งทำดีมากจนมีอิทธิพลให้ไปหาหนังสือเรื่องนครวัตมาอ่านแล้วก็เลยไปทัวร์นครวัตด้วย
ชอบวิธีคิดและมองภาพของฝรั่งต่อสถานที่ต่างๆ ตรงที่เขาจะไม่ได้แค่มองว่า เออ มันเป็นอย่างนั้น แต่เขาจะบันทึกความคิดเห็นต่อสิ่งนั้นลงไปด้วย และชี้เหตุผลว่าทำไมถึงมองอย่างนั้นตั้งสมมติฐานต่อสภาพสิ่งที่เกิดอย่างนั้น อย่างเช่นอ่านหนังสือการสำรวจนครวัต ตอนเรื่องคูน้ำรอบนครวัต เขาก็เขียนว่า น่าจะเป็นการผันน้ำจากที่ไหน ทำอย่างไรให้มีสม่ำเสมอ และมีอุบายอย่างไรสำหรับยกความเป็นเทพของกษัตริย์ให้สูงขึ้นได้ฯลฯ มันทำให้การสืบค้นต่อน่าสนใจมากขึ้นนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะพี่บู๊ท
หนิงเป็นคนที่อินกับประวัติศาสตร์มากค่ะ ชอบไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไม่รู้สิคะเวลาดูอะไรเก่าๆแล้วชอบอ่ะค่ะ ตอนอยู่ที่เชียงใหม่ หนิงจะทำงานพิเศษที่โรงพยาบาลเอกชนแถวๆซุปเปอร์ไฮเวย์ เวลาขับรถเครื่องจะกลับมอ ถ้าไม่เหนื่อยมาก และไม่รีบเข้าเรียน จะเห็นหนิงอยู่ในวัดเจ็ดยอดเสมอค่ะ บางทีก็ขนเอาหนังสือไปอ่านที่นั่น
หนิงชอบเรื่องราวในสมัยรัชกาลที่ 5 มากค่ะ จนบางทีแอบคิดไปเหมือนกันว่า ติดมาจากสี่แผ่นดินเหมือนพี่สร้อยว่าหรือป่าว อิอิ ที่ที่ชอบมากๆคือ พระราชวังบางปะอินค่ะ
ลืมบอกไปค่ะ หนิงชอบเรื่องราวความรักของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีให้กับทุกๆเจ้านายฝ่ายหญิงของพระองค์ท่านเลยค่ะ และเรื่องราวที่มาของแต่ละพระองค์ เป็นธรรมดาของผู้หญิงแหละที่ต้องมีอิจฉากันบ้าง แต่ก็ถือว่า ยังอยู่กันได้ด้วยดีบ้าง อิอิ โดยเฉพาะเจ้านางจากทางเหนือ