KM สั่งให้คนอื่นทำ...แต่คนสั่งไม่เข้าใจและไม่ทำด้วยนั้นยากที่จะสำเร็จ

          แม้ว่าในการเรียนรู้-การจัดการความรู้ หลานท่านอาจจะไม่ได้สนใจที่จะเรียกบุคคลที่ได้ทำหน้าที่ต่างๆ ว่าคุณ...ทั้งหลาย  เพราะโดยแท้จริงแล้ว    ในการจัดการความรู้นั้นจะต้องเป็นไปตามธรรมชาติ  คนๆ หนึ่งอาจทำได้หลายๆ บทบาทหน้าที่  หรือหน้าที่เดียวอาจจะร่วมมือกันปฏิบัติหลายๆ คน เพื่อความสำเร็จของงาน-กิจกรรมในการเรียนรู้   แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อความเข้าใจ ผมก็จะยังขอใช้คำว่า "คุณอำนวย"  ซึ่งในความหมายก็คือ "นักจัดการความรู้ที่ทำด้วยใจที่สั่งมา" ก็แล้วกัน  เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยกับชื่อก็คงไม่เป็นไร ต้องขออภัยด้วย

         ในการนำการจัดการความรู้มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง  พัฒนาองค์กรนั้น   หลายที่หลายแห่ง  หลายองค์กร หลายหน่วยงาน ก็คงมีรูปแบบที่แตกต่างกันไม่ไม่มีตายตัว   ผมเคยเขียนเป็ยบทความไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม  2548 ชื่อว่า กว่าจะมาเป็นการจัดการความรู้ ในตอนที่เขียนนั้นก็เริ่มจะเห็นหรือพบสัญญาณบางอย่างว่า

  • เรายังมองการจัดการความรู้แบบไม่เป็นธรรมชาติ
  • มองเห็นการจัดการความรู้เป็นโครงการ
  • มีเจ้าของ
  • ทำเฉพาะคณะทำงาน
  • ฯลฯ

         นอกจากที่ได้เขียนไว้แล้ว  สิ่งที่ได้พบเห็น และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงพบต่อมาอีกว่า    ที่ว่าจัดการความรู้นั้น  คนในองค์กรยังไม่หลุดจากประเด็นต่างๆ ที่ได้เขียนไว้ในบทความเหล่านั้น  ที่สำคัญที่อยากจะนำมาแลกเปลี่ยนประสบการกับนักจัดการความรู้ หรือคุณอำนวยทั้งหลายในบันทึกนี้ต่อก็คือ   ในการนำการจัดการความรู้มาใช้เป็นเครื่องมือที่จะพัฒนาองค์กรนั้น      เราต้องไม่คิดและทำแบบแยกส่วน เพราะจะส่งผลให้เป็น KM ที่ไม่เป็นธรรมชาติ  คือไม่เนียนไปกับงานนั่นเอง

          เพราะการจัดการความรู้ หากจะให้เนียนหรือเป็นธรรมชาติไม่แยกส่วนนั้น  น่าจะเป็นดังนี้

  • ต้องสามารถปรับใช้ในทุกเรื่อง  ทุกกิจกรรม
  • ทำได้ในทุกเวลา ทุกสถานที่ ตามแต่โอกาสและความเหมาะสม
  • ทุกคนสามารถเรียนรู้และร่วมมือกันได้ ทำได้แม้ว่าจะไม่ใช่คณะทำงาน km (ไม่ยึดติดว่าเป็นบทบาทของคนถือแฟ้มเท่านั้น)
  • ในองค์กรนั้น  ทุกส่วน  ทุกระดับต้องร่วมมือกัน  และลงมือปฏิบัติ จึงจะเกิดพลังและเป็นองค์กรอมตะ  
  • KM สั่งให้คนอื่นทำ...แต่คนสั่งไม่เข้าใจและไม่ทำด้วยนั้นยากที่จะสำเร็จ
  • ไม่แยกส่วนคือต้องทำด้วยใจ  ไม่ใช่ว่านำเครื่องมือของKMชิ้นหนึ่งมาใช้แล้วก็จะถือว่าได้จัดการความรู้แล้ว  แต่หากไม่ได้ทำด้วยความเข้าใจ  ทำเพราะเห็นไม่ได้เห็นว่ามีความจำเป็นว่าต้องทำ   หรือว่าทำเพราะจะให้ผ่านตัวชี้วัด(ของ กพร.)  เหล่านี้น่าจะเป็น KM เทียมๆ
  • ต้องไม่ทำตามกระแส   แต่ต้องทำด้วยการความเห็นความสำคัญ  ทำเพื่อที่จะพัฒนาตนเอง  พัฒนางาน  และพัฒนาองค์กร
  • ทุกคนต้องคิดใหม่...ว่าผลของความสำเร็จที่เกิดขึ้น  เป็นผลงานขององค์กร  เป็นของทุกๆ คน ไม่ใช่เป็นของคนที่ไปรายงานผล  หรือคนรับถือแฟ้ม  หรือเป็นของคณะทำงานเท่านั้น
  • งานกับการเรียนรู้นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน
  • เราต้องลงมือจัดการความรู้ด้วย   อย่างน้อยก็จัดการความรู้ให้ตนเองเป็น   จึงจะมองภาพที่อยู่ภายนอกตัวเราได้แจ่มชัด
  • ไม่ยึดติดรูปแบบหรือผลสำเร็จของอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น   แต่การปฏิบัติและเรียนรู้จากปัจจุบัน  เพื่อปรับตัวไปสู่อนาคตนั้นมีความสำคัญมากกว่า
  • ขอความกรุณาช่วยเพิ่มเติมด้วยครับ...............

วีรยุทธ  สมป่าสัก    25  ธันวาคม  2550