ที่สำคัญการไปเป็นอาสาสมัครตรั้งนี้ เป็นการทำงานระหว่างประเทศ เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี และเชื่อมมนุษยธรรมข้ามชาติ

    หากเรารู้สักนิด ถึงอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราทั้งหลาย ก็คงตั้งอกตั้งใจ จะทำทุกอย่าง ด้วยความละเอียดอ่อนปราณีต และถ้ารู้ว่าสิ่งเหล่านั้น จะเป็นประโยชน์ ต่อบุคคลอื่นต่อไป เราก็จะยิ่งปิติในบุญกุศล นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงมือทำกันทีเดียว

  ผู้เขียนกำลังมีอาการปลื้มปิติย้อนหลัง กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้กระทำผ่าน หลายเดือนมานี้ คือการมีส่วนร่วมในการจัดทำหนังสือ "หนึ่งคนวาด หนึ่งคนแต่ง " โดยการนำภาพจากบล็อกเกอร์พลเดช  วรฉัตร เป็นผู้วาด และ ผู้เขียนเป็นผู้แต่งกลอนบรรยายภาพของท่าน ที่สำคัญหนังสือฉบับนี้ จัดทำขึ้น เพื่อจำหน่ายหาทุน ส่งอาสาสมัคร ไปช่วยงานที่ กุสินาราคลินิก ประเทศอินเดีย เพื่อช่วยเหลือคนยากจน และสนันสนุน การทำงานในนามตัวแทนประเทศไทย ของพระธรรมทูตไทย คนไทย และอัครราชทูตไทยท่าน พลเดช แห่งประเทศอินเดีย

   ในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๐ ผู้เขียนได้เข้าไปอ่านบันทึกชื่อแปลก ภาพวาดวันอาทิตย์ ของบล็อก เรียน ดู รู้ เล่น ผจญภัยในโลกกว้างกับนักการทูต แล้วก็ได้แต่งกลอน"จากนักสู้" ให้กับภาพนั้น นับเป็นการแต่งกลอนประกอบภาพครั้งแรก และต่อๆมา เมื่อได้พบเห็นการนำภาพขึ้นมาคราวใด ผู้เขียนก็มีอันต้องแต่งกลอนบรรยายภาพไปเกือบจะทุกครั้ง มันเป็นเหตุเป็นผล ที่จะเกิดสิ่งดีๆ ที่เจ้าของภาพ และคนแต่งกลอน จะได้สร้างกุศลร่วมกัน โดยจัดทำหนังสือ "หนึ่งคนวาด หนึ่งคนแต่ง" หาทุนส่งอาสาสมัครไปช่วยกุสินาราคลินิก อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ เป็นกุศลต่อมวลมนุษยชาติ ที่มีหน้าที่ต้องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน และหน้าที่ของมนุษย์ ที่ต้องฝึกฝนตนเอง สู่การหลุดพ้น แห่งกิเลส ให้สมกับได้เกิดในชาตินี้ โดยเฉพาะ ณ สถานที่ ที่ศาสดา แห่งพุทธศาสนา ก็ได้ใช้เป็นที่บรรลุธรรม

   ท่านพลเดช ได้แจ้งเจตนาบุญของท่านมาหลายวันแล้ว ผู้เขียนเองก็ได้นั่งลำดับเจตนาบุญของตน เพื่อมาแจ้งต่อ G2K อยู่เช่นกัน

  เจตนาบุญครั้งนี้ ผู้เขียนมิได้หวังว่า การตั้งกองทุนนี้ เพื่อประโยชน์แห่งตนเอง ไม่ว่า จะเป็นความต้องการค่าเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเที่ยวอินเดีย ฯลฯ แต่ผู้เขียนขอแจ้งเจตนาบุญที่แท้จริงคือ ต้องการหาทุนไว้ให้ผู้มีใจเสียสละ เวลา ชีวิตส่วนตัว ความสุขที่มีอยู่ เพื่อไปทำงานบุญที่อินเดียต่างหาก 

     ถ้าจะว่า เป็นการไปท่องเที่ยว ในความคิดส่วนตัว ผู้เขียนคง เลือกไปประเทศ ที่มีความเจริญทางวัตถุ สะดวกสบาย สวยงามมากกว่า และจะไม่ไปท่องเที่ยวที่อินเดียแน่นอน เพราะอินเดียเป็นดินแดนที่ เปรียบเหมือนเมืองเทวทูต ที่ปรากฎภาพให้เห็นอย่างเกลื่อนกลาด หรือหากเฉพาะตัวเอง ถ้าอยากจะไปแค่เที่ยว ก็คงหาเงินไปไม่ยาก อาจเป็นเงินเก็บ เงินอนาคต ก็หาได้ทั้งสิ้น

  แต่การไปอินเดียคราวนี้ ผู้เขียนก็มีความในใจจะบอกเช่นกัน ผู้เขียนคิดแบบนี้ อินเดีย เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา เป็นที่เริ่มต้นของพระพุทธองค์ เป็นสถานที่ตรัสรู้ และปรินิพพาน ชาวพุทธตัวจริง ควรได้มีโอกาส ไปสู่เส้นทางของพ่อทางธรรมของตน เพื่อระลึกบูชาคุณ อินเดียมีความแตกต่าง แห่งชีวิตแทบไม่น่าเชื่อ มีการแบ่งชั้น วรรณะ มีการแบ่งแยกกันชนิด ไม่มีการเหลียวแลกัน ต่างคนต่างอยู่ ราวฟ้ากับดิน ใครได้พบเห็น ก็จะได้เรียนรู้ เรื่องชีวิตที่แสดงผลกรรมได้ชัดเจน และสุดท้ายที่ทำให้ผู้เขียน อยากไปอินเดีย ก็คือ การได้ช่วยเหลือสงเคราะห์คนทุกข์ยาก โดยเฉพาะการเจ็บป่วย ที่บั่นทอนกำลังกาย กำลังใจต่อมนุษย์ เป็นที่สุด ผู้เขียนเข้าใจลึกซึ้ง ดี เพราะอาชีพเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้มาตลอด ที่สำคัญการไปเป็นอาสาสมัครครั้งนี้ เป็นการทำงานระหว่างประเทศ เป็นการเชื่อมทั้งสัมพันธไมตรี และเชื่อมมนุษยธรรมข้ามชาติในเวลาเดียวกัน

 คงมีอีกหลายคน ที่มีใจเช่นเดียวกับผู้เขียน และท่านพลเดช การได้ก่อตั้งกองทุน ที่เริ่มจาก ทำบุญด้วยการซื้อหนังสือ"คนหนึ่งวาด คนหนึ่งแต่ง"

 ก็คงทำให้ผู้มีจิตอาสา สบายใจขึ้นมาบ้าง ที่จะได้ไปทำความดี โดยไม่ติดขัด หรือกังวลต่อภาระที่จะเกิดทั้งต่อตัวเอง และผู้เกี่ยวข้อง

ผู้เขียนคิดแบบเห็นภาพ ว่าทุกอย่างสำเร็จแล้ว หนังสือก็มีผู้ใจบุญร่วมบุญจน กองทุนโต ส่วนอาสาสมัครที่แอบตัดสินใจไว้ในใจ ก็จะได้แสดงตนในการเข้าร่วมโครงการ และเดินทางไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ไปกอบโกยบุญ ให้กับตนเองทั้งผู้สนับสนุนและผู้ปฎิบัติ และที่สุด ในวันที่ต่างก็ต้องหลับตาลาโลก เราก็คงสบายใจ ยิ้มรับการจากโลกนี้ เพราะมองเห็นทางสว่างที่จะไป ด้วยกุศลที่ ตั้งใจเก็บบุญมาตลอดชีวิต.....

    หนังสือทำบุญเล่มนี้ ชื่อ"คนหนึ่งวาด คนหนึ่งแต่ง" กำลังจะจัดพิมพ์ออกสู่สายตาท่านทั้งหลาย ก็แล้วแต่จิตศรัทธา ร่วมตั้งกองทุนด้วยกันนะค่ะ แล้วแต่ธรรมะจัดสรร เหมือนท่านพลเดชกล่าวไว้ก็แล้วกัน สาธุ สาธุ  สาธุ