ผมก็ได้ชวนชาวบ้าน ว่า ไอ้ที่เรายากจนอยู่ เราเป็นเจ้าของสวนยาง แต่ทำไมยากจนอยู่ ก็ได้มาศึกษาเรื่อง สาเหตุของความยากจน

 

คุณประยงค์ ได้เล่าเรื่องต่อค่ะ ว่า 

ผมก็ได้ทำกิจกรรมเรื่อง การแก้ปัญหาอาชีพหลัก เรื่องยางพารา ... ในที่สุดเราก็ค้นหาสาเหตุของปัญหาที่ชาวสวนยางพาราเดือดร้อน มีปัญหาเรื่องหนี้สินวุ่นวาย เกิดจากอะไร

การทำการศึกษาตรงนี้ ผมก็คิดถึงงานวิจัยของทางวิชาการ ว่า เขามีวิธีการที่จะทำงานวิจัย เพื่อที่จะให้ได้สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ... ผมก็ได้ชวนชาวบ้าน ว่า ไอ้ที่เรายากจนอยู่ เราเป็นเจ้าของสวนยาง แต่ทำไมยากจนอยู่ ก็ได้มาศึกษาเรื่อง สาเหตุของความยากจน

ในที่สุดก็ก้าวไปถึงการที่เราสามารถจะทำให้เราได้รู้ต้นทุนการผลิตของยางพารา และเราก็พบว่า ที่เรายากจนอยู่ คือ เราขายยางได้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน เพราะเราสามารถที่จะคิดต้นทุนของการผลิตยางพาราของชาวบ้านแต่ละกิโลออกมาได้

ช่วงนั้นต้นทุนการผลิตยางพาราแต่ละกิโลมัน 29 บาท 7 สตางค์ ... คิดละเอียดตั้งแต่เรื่องปลูก จนไปถึงโค่นต้นยางขายยางแล้ว หารเฉลี่ยต้นทุนการผลิตยางของแต่ละกิโล พบว่า 29 บาท 7 สตางค์ แต่ในช่วงนั้นเราขายยางได้กิโลละ 28 บาท ซึ่งขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และการขาดทุนในอาชีพที่เรากำลังทำอยู่ ทำให้พอกพูนเป็นหนี้เป็นสินวุ่นวายไปหมด ก็หาแนวทางในการแก้ปัญหาตรงนี้

ทำให้เราได้เรียนรู้จากเรื่องที่เราค้นพบ และเรายอมรับกันเอง ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ เราไม่มีที่เรียนในสถาบันการศึกษามาก่อน แต่เนื่องจากเราได้ศึกษาความเป็นจริงในการปฏิบัติที่เราเป็นอยู่ ... ในที่สุดเราได้ข้อสรุปร่วมกัน ว่า เราจะต้องหาวิธีการแก้ปัญหาให้ตัวเองในระดับหนึ่ง และอีกระดับหนึ่งที่มีปัญหาที่จะต้องไปเชื่อมโยงกับงานที่เกี่ยวข้อง

เราก็ได้เอาผลสรุปจากการที่เราค้นพบตรงนี้ มาทำเป็นแผน ทำเป็นแนวทาง ว่า อะไรที่ชาวสวนยางเองจะต้องแก้ไขด้วยตัวเราเอง อันไหนที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องไปนำเสนอ เช่น เรื่องนโยบายบ้าง เกี่ยวกับเรื่องในการส่งเสริมสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบ้าง

ในที่สุดเราก็ได้ทำเป็นแผนการพัฒนายางพาราขึ้นมา และส่วนที่เราทำเอง เราก็เริ่มต้นในการที่จะให้ชาวสวนยางเป็นผู้แก้ปัญหาให้ตัวเองระดันหนึ่ง และส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ก็ผลักดันเป็นนโยบายออกไป ในที่สุด เวลาค่อนข้างเยอะ เราก็สามารถได้ข้อสรุป และไปสร้างความสัมพันธ์ร่วมมือกันแก้ปัญหาตรงนี้ได้ จนถึงปัจจุบันนี้ ชาวสวนยางก็ค่อนข้างยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่เย็นเป็นสุขได้มากขึ้น

พอได้ความรู้ตรงนี้มา เราก็พบว่า ชาวบ้านยังต้องการมีความรู้ในหลายเรื่องหลายด้าน ไม่ใช่อาชีพหลักเรื่องยางอย่างเดียว เพื่อจะแก้ปัญหาได้ ... เรื่องสุขภาพ ... เรื่องสิ่งแวดล้อม ... เรื่องการจัดการทรัพยากรอะไรต่างๆ ตรงนี้ เราก็ต้องศึกษา ต้องหาแนวทางที่จะศึกษาต่อในทุกเรื่อง เพราะที่ผ่านมา ปัญหาอยู่ที่ว่า เรานั่งคอย นั่งรอว่า เราเลือก อบต. ไปแล้ว ทำไม อบต. ไม่ทำ เอาผู้แทนไปแล้ว ทำไมรัฐบาลไม่ทำ ... แต่เราไม่ได้คิดถึงว่า การเริ่มต้น ต้องเริ่มที่ตัวเรา ถ้าไม่เริ่มที่ตัวเรา คนอื่นที่เขาไปทำก็ทำไม่ตรงกับที่เราต้องการ การเริ่มที่ตัวเราเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถทำให้เราทำปัญหาต่างๆ ให้มันแคบเข้า ให้มันเล็กลง และไปสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นขึ้นมา

การที่จะทำให้การจัดการตรงนี้ได้ ผมค่อนข้างมั่นใจตรงนี้ว่า เราต้องเริ่มจากฐานของชุมชนที่ทำให้ส่วนหนึ่งในชุมชนได้รับการยอมรับ แล้วก็ได้ขยายผลในวงกว้าง พอมีการขยายผลไปในวงกว้าง แล้วก็สามารถผลักดันเป็นนโยบายของรัฐบาลได้ไม่ยาก พอทำเรื่องยางตรงนั้นได้ ในชุมชน ในชาวบ้านก็มีความมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้น ก็ไปทำเรื่องอื่นต่อ

เรื่องที่สอง ที่คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการให้มีการเรียนรู้มากขึ้น ก็คือ เรื่องการทำแผน คำว่าแผนแม่บทชุมชนนี่ เราได้ทำกันมาตั้งแต่ก่อนปี 2540 ... เพราะเราคิดว่า ถ้าเราไม่สามารถจะกำหนดทิศทางในการดำเนินชีวิตของเราได้ ในที่สุดเราก็สะเปะสะปะไปตามการกำหนดมาจากภายนอก ... เพราะฉะนั้น การทำที่เราเรียกว่า แผนแม่บทชุมชน คือ การทำข้อมูล ทำให้คนที่เข้าไปสู่กิจกรรมนี้ ทำการเรียนรู้เรื่องตัวเอง ทำให้ทุกคนรู้จักตัวเองได้มากขึ้น นอกจากรู้จักตัวเอง และรู้จักชุมชน นอกจากรู้จักชุมชนแล้ว รู้จักสังคมที่เรามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ... ในที่สุดแนวทางที่เราไปทำการเรียนรู้ร่วมกัน ได้รู้จักตัวเอง ได้รู้จักโลกภายนอก รู้จักถึงผลกระทบต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา

ก็ได้มีการวางแนวทางในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วางแนวทางในการป้องกันปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต วางแนวทางที่เป้าหมายที่เราจะเข้าไปสู่ในจุดที่เราต้องการ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเห็นอนาคตว่า เราจะไปถึงจุดไหน เมื่อไร และแนวทางที่จะไปให้ถึงจุดนั้นต้องทำอะไรบ้าง ... ไม่เหมือนกับแต่ก่อน ก่อนหน้านั้น พยายามคิดจะทำตามที่เขากำหนดมาจากภายนอก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่ละฉบับ ก็กำหนดว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ นโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอเราทำตามแนวทางตรงนั้นแล้ว บางเรื่องไปตามแนวนโยบาย บางเรื่องไปตามแผน แต่มันตรงกับสาเหตุของปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหาที่เราคิดไว้เลย

รวมเรื่อง Learn 4 Change ที่เมืองทองธานี