วันแรกที่คนป่าคนดอยอย่างผมเข้าเมืองกรุง มันรู้สึกแปลกแยกเป็นที่สุด ไม่ใช่ว่าไม่เคยมาอยู่กรุงเทพ แต่ความที่อยู่ป่าอยู่ดอยเสียนาน ที่ผ่านมาเข้ากรุงเทพฯก็แค่มาประชุม เช้ากลับเย็น อย่า่งมากก็นอนค้างหนึ่งคืนแล้วก็รีบเผ่นกลับขอนแก่น มุกดาหาร ผมเดินขึ้นแท็กซี่ตอนเช้าก็ก้มหน้าก้มตาแหวกผู้คนไปยืนสูดควันพิษริมถนน กว่าจะได้รถก็ต้องเอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูก ก็เคยแต่สูดอากาสบริสุทธิ์กลางป่าดงหลวง ไม่ใช่มากลางป่าคอนกรีตแบบวันนี้ คนมากมายเดินบ้าง ยืนบ้าง หน้าตาบึ้งตึง ไม่เห็นมีใครพูดกับใคร ต่างมุ่งหน้าในสิ่งที่ตัวเองจะทำ คิดไปในแง่หนึ่งว่า เอ่อ เดี๋ยวก็คงจะชิน ปรับตัวได้
ผมมารับงานในประเทศลาวแล้วครับ เป็นงานศึกษาข้อมูลชุมชนเพื่อดูผลกระทบการสร้างเขื่อน สองแห่งที่ แขวงไชยบุรี รวมทั้งทำแผนงานพัฒนาชุมชนที่นั่น การศึกษาจะต้องเดินทางเข้าไปเก็บข้อมูลเป็นครั้งคราว แล้วก็มานั่งเีขียนรายงานที่บริษัทที่กรุงเทพฯ รอจนกว่างาน ส.ป.ก.ที่ดงหลวงจะผ่านการอนุมัติซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นประมาณเดือน ก.พ. หรือ มี.ค. ปี 51 โน่น
เนื่องจากคุณ paleeyon เป็น “ผู้คักแน” ด้านดิน และพื้นฐานเป็นนักเกษตรจึงมีงานเฉพาะที่เมืองหงสา แต่ก็ร่วมงานกันบ้างครับ
ชีวิตในออฟฟิซก็เหมือนกับทุกท่าน การแต่งตัวก็ต้องเข้ากับสภาพสำนักงาน จะนุ่งยีนส์สบายๆใส่เสื้อยืดเดินเข้าออกออฟฟิส ก็ไม่มีใครว่า แต่ที่นี่เป็นตึกสูง 14 ชั้น มีพนักงานนับพันคน มีบริษัทในเครือมากกว่า 10 บริษัท การเดินเข้าออกต้องใช้ finger print มียามคอยดูแลตลอดเวลา จะขึ้นข้างบนก็ต้องแสดงบัตรพนักงานบริษัท หากไม่ีก็ต้องแลกบัตรผู้มาติดต่องาน เมื่อถึงเวลา เที่ยงจะปิดไฟลดแอร์ฯ เมื่อถึงเวลาก่อนปิดสำนักงาน 15 นาทีก็จะปิดแอร์ทั้งตึกตามหลักการลดการใช้พลังงาน
เลิกงานห้าโมงเย็นก็แย่งกันหารถกลับที่พัก ผู้คนมาจากไหนกัน ทำไมมันมากมายล้นบ้านเมืองขนาดนี้หนากรุงเทพฯ มองไปทางไหนก็คน คน คน ไม่เห็นพูดจากัน
ผมนึกถึงในหมู่บ้าน ที่ตะโกนโหวกเหวก ทักทายกันข้ามหลังคาเรือนผมนึกถึง G2K อยู่กันคนละภาค ไกลแสนไกล ยังทักทาย ถวิลหากัน
แล้วคนในเมืองนี่เป็นอะไรไป ทำไมไม่พูดจากัน ต่างคนต่างไป เดินจะชนกันก็เงียบกริบ ผมยืนมองคนที่ที่นั่งที่รอรถเมล์ ดูเขาเหงาเหลือเกิน......
ผมนึกถึงท่านอาจารย์ ดร.อำนวย ทะพิงค์แก แห่งมหาวิทยาลัยพายัพ ท่านเคยกล่าวสมัยที่สอนผมอยู่ที่ มช.เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้วว่าในอเมริกานั้นมีโรคหนึ่งกำลังระบาดอย่างหนัก คือโรคความเหงาหงอยท่ามกลางฝูงชน
ผมนึกขึ้นว่าโรคนี้ได้ระบาดเข้ามาเมืองไทยแล้ว และนานมาแล้วด้วย
คุณเป็นโรคนี้หรือเปล่าครับ...
สวัสดีคะ คุณบางทราย
เป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวง แต่ยังโชคดีที่ไม่ต้องใช้ชีวิตเช้าไปเย็นกลับบ้านพักที่ทำงาน
แต่ทุกครั้งที่ต้องออกไปทำกิจธุระนอกบ้าน โรคเหงาท่ามกลางผู้คนก็กำเริบทันที และรู้สึกได้ไม่ยากเลยว่า คนรอบข้างก็เป็นโรคเดียวกับเรา...
อากาศเย็นแล้วรักษาสุขภาพด้วยนะคะ
---^.^---
ท่านบางทรายอย่าลืมพกใจเฮฮาศาสตร์ไปด้วยจะได้หายเหงา เราคงมีโอกาสจัดที่ลาวสักครั้งนะ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
เราทำงานชุมชน ก็รักและชินกับชนบท เคยย้ายไปรับราชการในเขตเมือง พอต้องออกเยี่ยมบ้าน ไปยืนรอหน้าบ้าน แทนที่จะเปิดรับ กลับมองเราเหมือนไม่มีตัวตน ประเภท ไม่ต้องทักก็ได้ ทำงานยากมาก ไม่เหมือนบ้านนอกเนาะมีความสุขดี
ขอให้ได้กลับดงหลวงของพี่ ก่อนกำหนดเวลานะคะ
สวัสดีค่ะ พี่บางทราย
เคยซิคะ...เคยแม้จะอยู่ในสังคมเดิมๆของตัวเอง เพียงแต่ต่างกลุ่มคน ต่างวาระ แม้อยู่ท่ามกลางคนวัยเดียวกัน...ตรงนี้ค่ะ...เรื่องรายวันของผู้หญิงวัยกลางคน
ยาวไปนิดหนึ่ง..แบบคนชอบเขียนไปเรื่อยๆค่ะ....
ขอให้พี่สุขภาพดีในท่ามกลางป่าคอนกรีตค่ะ
เป็นความรู้สึกเดียวเวลาผมไปที่เมืองหลวง ผมหายใจไม่อิ่ม มันอึดอัดไปหมด
ผู้คนเร่งรีบ ตื่นแต่เช้า ทำไม นร.ตัวเล็กๆตื่นเช้าขนาดนั้น
ทำไมทุกคนเร่งรีบ ไม่สนใจกัน
ทำไมไม่ค่อยยิ้มกันบ้าง
ทำไม ทำไม ทำไม
----------------------------------------------------------
เป็นคำถามที่หนุ่มดอยอย่างผม ตั้งคำถามครับ และที่แน่นอนที่สุดของความปวดร้าว คือการเหงาท่ามกลางผู้คนมากมาย...
---------------------------------------------------------
อ้ายเปลี่ยนผู้คักเเน
"ผู้คักแน" แปลว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" ใช่มั้ยครับ หรือ "ผู้เสียวซ่าน" อิอิ ผมมักเป็นประเด็นหลังครับ
มาลงชื่อว่าเป็นบ่อยๆค่ะ "เหงาท่ามกลางผู้คน"
จึงต้องทุบออมสิน เอ๊ย...รูดปี๊ดๆ ยอมเป็นหนี้ซื้อโน๊ตบุค เป็นเพื่อนมาหลายปีแล้ว ทำเป็นเหมือนขยัน เอางานมาทำ เอาโน๊คบุคมากาง อิอิ แก้เหงาซะงั้น...
อิอิ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
เรื่องโรคหงอยเหงาท่ามกลางฝูงชนนี้เคยเป็นบ่อยค่ะ แต่ตอนหลังๆ นี้จะว่าหงอยเหงาก็ไม่ใช่ค่ะ ค่อนข้างจะดีใจที่ได้อยู่เงียบๆ แม้จะอยู่ในเมืองก็ตาม เวลาเดินตาม office อาคารใหญ่ๆ ก็จะสังเกตชีวิตคนอื่นๆ ดูเพื่อสร้างปัญญาน่ะค่ะ ^ ^
ตอนนี้เวลาไปที่คนมากๆ ก็มักจะใช้เวลาตรงนั้นน้อย รีบทำธุระรีบกลับ.. จะมีที่ช่วยไม่ได้อยู่บ้างก็เช่น เวลาสอนแล้วเหมือนยืนสอนอยู่หน้าห้องคนเดียวกับเด็กอีก 5-6 คน ที่เหลืออีก 30-40 คนไปอยู่ในโลกส่วนตัวของเขา 55555 ก็ต้องพยายามเรียกๆ ให้สติคืนมาเรียนหนังสือค่ะ
ความรู้สึกเหงาท่ามกลางผู้คนมากมายนั้น ต้อมเองก็เป็นบ่อยๆ ยิ่งเวลาเข้าไปอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ อย่างเมืองกรุงแล้วล่ะก็ความรู้สึกนี้มันบีบคั้นหัวใจหนักหนา จนกระทั่งบางครั้งหยดน้ำใสๆ ก็รินไหลออกมาให้คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หรือเดินด้วยกันต้องถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?"
น้องกะเหรี่ยงอย่างต้อม ไม่ชอบความอึดอัด รีบเร่ง แบบนั้นเลยสักนิด
สวัสดีค่ะ...พี่บู๊ท...
.....................
อาการนี้เรียกว่า...โรคทางวิญญาณค่ะ
"ธรรมะโอสถ" ช่วยได้ค่ะ
เพิ่งเขียนบทความเรื่องนี้เสร็จพอดีเลยค่ะ...
(^_____^)
กะปุ๋ม
สวัสดีครับ น้อง 1. พิมพ์ดีด
แต่ทุกครั้งที่ต้องออกไปทำกิจธุระนอกบ้าน โรคเหงาท่ามกลางผู้คนก็กำเริบทันที และรู้สึกได้ไม่ยากเลยว่า คนรอบข้างก็เป็นโรคเดียวกับเรา...
ตอบครับ : ผมคิดว่านักจิตวิทยามวลชนน่าที่จะศึกษาและค้นหาทางแก้ไขตรงนี้กันนะครับ มิเช่นนั้น ความเหงามันจะขยายตัวไปเป็นอาการข้างเคียงด้วยน่ะซีครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับลุงเอก
สวัสดีน้องรุ่งครับ
ตันติราพันธ์
<div class="content">
เราทำงานชุมชน ก็รักและชินกับชนบท เคยย้ายไปรับราชการในเขตเมือง พอต้องออกเยี่ยมบ้าน ไปยืนรอหน้าบ้าน แทนที่จะเปิดรับ กลับมองเราเหมือนไม่มีตัวตน ประเภท ไม่ต้องทักก็ได้ ทำงานยากมาก ไม่เหมือนบ้านนอกเนาะมีความสุขดี
ตอบ: นี่แหละ พี่จึงเขียนไว้บางที่ว่า
หากจะดูทุนทางสังคมให้ไปดูที่ชนบท
หากจะดูการคงอยู่ของมิตรภาพให้ดูที่ชนบท
หากจะดูความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันให้ดูที่ชนบท
.....ฯลฯ......
แต่ในเมืองสิ่งเหล่านั้นพี่เชื่อว่ามันมีอยู่นะ แต่มันซ่อนอยู่ตรงส่วนใดส่วนหนึ่ง และสภาวะรีบเร่ง และระบบงาน ความแออัดของผู้คน น่าจะมีส่วนสำคัญในการที่คนเป็นเช่นนั้น
แล้วจะไปถึงไหนกันสภาวะเช่นนี้น่ะครับ..
</div>
สวัสดีครับ จันทรรัตน์
<div class="content">
เคยซิคะ...เคยแม้จะอยู่ในสังคมเดิมๆของตัวเอง เพียงแต่ต่างกลุ่มคน ต่างวาระ แม้อยู่ท่ามกลางคนวัยเดียวกัน...ตรงนี้ค่ะ...เรื่องรายวันของผู้หญิงวัยกลางคน
ยาวไปนิดหนึ่ง..แบบคนชอบเขียนไปเรื่อยๆค่ะ....
ตอบ: พี่เข้าไปเเย่ยมบันทึกที่แนะนำแล้ว ต้องบอกว่าชอบมาเลย เอาเรื่องจริงมาเขียนเป็นเรื่องสั้นที่น่าสนใจ ชอบมากครับ
ความเหงาแบบนี้ น่าจะเป็นกันทั่วไปเน๊าะ หากไม่เกิดปัญหาก็แล้วไป หากมันมีปัญหาส่งผลข้างเคียงมาบ้างล่ะ น่าคิดนะครับ
</div>
สวัสดีน้องเอก
เป็นความรู้สึกเดียวเวลาผมไปที่เมืองหลวง ผมหายใจไม่อิ่ม มันอึดอัดไปหมด
ผู้คนเร่งรีบ ตื่นแต่เช้า ทำไม นร.ตัวเล็กๆตื่นเช้าขนาดนั้น
ทำไมทุกคนเร่งรีบ ไม่สนใจกัน
ทำไมไม่ค่อยยิ้มกันบ้าง
ตอบ: อากาศหายใจแย่มากๆ มากๆ
ต้องรีบเร่งไปหมด ฯลฯ มันเหมือนกันทั่วโลก
จึงต่างพยายามเอาตัวรอดไว้ก่อน สัญชาติญาณมนุษย์ออกมาในสถานการณ์แบบนี้ แหละ
ผู้คักแน ก็คือ "ผู้เชี่ยวชาญ" แต่ "ผู้เสียวซ่าน" นี่ อิ อิ เอิ๊กก..ต้องถามเจ้าตัวแหะ แหะ
สวัสดีครับ น้องหนิง
เออ...ดีแล้วที่เอาคอมมาเป็นเพื่อนน่ะ ดีแล้ว พี่เองก็เหมือนกันแหละ อยากไปไหนก็ไปเที่ยว ไปหาเพื่อนแดนไกลที่ไหนๆก็ได้ อิ อิ.
สวัสดีครับอาจารย์ กมลวัลย์
<div class="content">
อาจารย์ใช้ธรรมมาช่วย ผมก็ว่านี่เป็นทางออกที่สำคัญนะครับ
ส่วนเจ้าห้องเรียนน่ะ คงเป็นภาพทั่วไป ที่ไหนๆก็เห็นเช่นนั้น ผมเดาเอานะครับ น่าหยิกซะคนละทีจะได้ตื่นขึ้นมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง อิ อิ
</div>
สวัสดีครับน้อง เนปาลี <div class="content">
ความรู้สึกเหงาท่ามกลางผู้คนมากมายนั้น ต้อมเองก็เป็นบ่อยๆ ยิ่งเวลาเข้าไปอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ อย่างเมืองกรุงแล้วล่ะก็ความรู้สึกนี้มันบีบคั้นหัวใจหนักหนา จนกระทั่งบางครั้งหยดน้ำใสๆ ก็รินไหลออกมาให้คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หรือเดินด้วยกันต้องถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?"
น้องกะเหรี่ยงอย่างต้อม ไม่ชอบความอึดอัด รีบเร่ง แบบนั้นเลยสักนิด
ตอบ: เป็นมากขนาดน้ำไหลออกตาเลยหรือครับ โอ๋..โอ๋...อย่าร้องนะ..มันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ต้องช่วยกันทำให้มันไม่เป็นเช่นนั้น
พี่เองก็ไม่ชอบความอึดอัดครับ มันจะเป็นสภาพที่แย่มากๆเลยนะครับ อือ งั้นหาทางอย่าได้ไปทำงานในเมืองเลยนะ หลีกได้ก็หลีกซะ ยกเว้นจำเป็นต้องเกี่ยวข้องก็เป็นครั้งคราวเท่านั้น นะ
</div>
สวัสดีครับน้องสิงห์
อยู่บ้านนอกน่ะดีที่สุดแล้ว
ดูซิคนมีเงินเขาก็วิ่งไปหาบ้านหลังที่สองนอกเมืองกันทั้งน้านครับ
น้องสิงห์อยู่ตรงนั้นดีแล้ว อากาศดี ธรรมชาติดี คนรอบข้างดี ก็ถือว่ารวยแล้วครับ