วันนี้คิดถึงน้องต้นไม้...แต่ยังไม่ค่อยอยากจะไปรบกวนเยี่ยมเยียนครอบครัวปิยะวัฒน์ถึงที่พัก เพราะยังไงๆก็คงจะยังไม่ต้องการความช่วยเหลืออันใด ก็มีคุณยายคนเก่งมาอยู่ด้วยทั้งคน คุณยายเลี้ยงมาแล้วตั้ง 3 สาวน่ะค่ะ ก็เลยใช้วิธีกลับมาดูรูปและอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียน นั่งยิ้มได้คนเดียวค่ะ แปลกใจตัวเองว่าเขียนได้ตรงใจจัง (ตอนเขียนไม่ได้ร่างอะไรเลย ลงนั่งก็เขียน เขียน เขียน เหมือนที่ใจอยากจะเล่า)
งานที่กำลังทำอยู่อีกงาน ก่อนที่จะเขียนบล็อกนี้ก็คือ เขียนเรื่อง "ย้อนรอย PhD ของโอ๋-อโณ" และแปลคอลัมน์ ISO cafe ลงในวารสารสายใยพยา-ธิเล่มต่อไป คราวนี้ส่งต้นฉบับช้ามากไปหน่อยค่ะ รู้สึกขอบคุณคุณเอื้อคนเก่งของเราเป็นอย่างมากและดีใจที่ท่านมาเสนอให้เริ่มเขียนเล่าเรื่องราวที่ไปเรียนต่อลงในวารสารของเราตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ได้มีโอกาสกลับไปรื้อฟื้นไดอารี่ที่บันทึกเรื่องราวตอนนั้นเอาไว้ ทำให้ได้รับรู้ถึงพลังของการเขียน
ปกติเวลาเขียนไดอารี่จะเขียนสั้นๆแค่เป็นประโยคสั้นๆถึงสิ่งที่เกิดในแต่ละวัน ยิ่งตอนที่ไปเรียนต่อก็ยิ่งเขียนสั้นมากๆ เพียงประมาณไม่เกิน 5 บรรทัดต่อวัน สมุดที่ใช้ก็จะเป็นเล่มเล็กๆขนาด A5 ที่แผ่นนึงแบ่งเป็น 2 -3 วันอีกด้วย เพราะไม่อยากเก็บไดอารี่เล่มอ้วนๆแบบที่เคยเก็บตอนเด็กๆ
น่าแปลกที่ เมื่ออ่านจากที่เขียนเพียงไม่กี่บรรทัดนั้นก็ทำให้เราค่อยๆหวนคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้นๆ บางเรื่องราวที่เอามาเขียนได้ทั้งตอน นั้นมาจากข้อความในไดอารี่เพียง 4-5 บรรทัดเท่านั้นเอง
ต้องบอกว่า ยิ่งเขียนก็ยิ่งค้นพบว่า การเขียนให้อะไรกับเรามากมาย เขียนน้อยก็ได้ เขียนมากก็ยิ่งได้ ยิ่งเขียนยิ่งได้คิด บางครั้งตอนนี้ไม่ได้เขียน ก็ยังคิดที่จะเขียนสิ่งที่คิด อ่านอะไรก็เกิดอยากจะเขียน เพราะการเขียนทำให้สิ่งที่เราอ่าน แตกแขนงออกไป บางครั้งเมื่อลงมือเขียน ความคิดใหม่ๆก็เกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังเขียน ถ้าเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ก็ทำให้ได้เห็น ได้คิดทบทวน มีความรู้สึกคิดถึงก็เขียนได้ รู้สึกตื้นตันประทับใจก็เขียนได้ เวลาโกรธยิ่งเขียนดีเพราะทำให้ความโกรธลดลง อารมณ์เย็นขึ้น รู้สึกดีใจทุกครั้งที่ลงมือเขียนเรื่องอะไรๆ เพราะสิ่งที่ได้กลับมานั้นมากกว่าที่คิดเสมอ
รู้ด้วยตัวเองอย่างนี้แล้ว ถึงอยากจะเผื่อแผ่ให้คนอื่นๆได้รับรู้พลังดีๆที่น่าอัศจรรย์นี้ไปด้วยค่ะ ต้องทำด้วยตนเองจึงจะสัมผัสได้จริงๆ