อีกก้าวหนึ่งของการออกนอกระบบราชการของ ม. มหิดล
วันที่ ๒๙ พ.ย. ๕๐ สภามหาวิทยาลัยมหิดลนัดประชุมวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ใหม่ มีความก้าวหน้าดังนี้
- มีมติเรื่องแนวทางการจัดสวัสดิการแก่บุคลากรทุกประเภทแล้ว โดยยึดหลักการว่าสมาชิกแต่ละคนได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่ได้รับอยู่เดิม โดยฝ่ายบริหารและสภาฯ ระมัดระวังมาก ว่าจะจัดให้ได้จริงตามสัญญา คือมีการทำวิจัยทำนายอนาคตในหลากหลาย scenario เอาตัวเลขมาดู โดยระบบที่กำหนดมีการคำนึงถึงทั้งประโยชน์ส่วนบุคคล และขีดความสามารถในการจ่ายของมหาวิทยาลัยด้วย จะมีคู่มือวิธีใช้สวัสดิการของบุคลากรแต่ละประเภทออกมาช่วยให้แต่ละคนรู้วิธีใช้สิทธิประโยชน์อย่าง “พอเพียง” บุคลากร ๔ กลุ่ม จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างกัน แต่ยึดหลัก ใช้ระบบประกันสังคมให้มากที่สุด บุคลากร ๔ กลุ่ม ได้แก่ (๑) พนักงานเงินอุดหนุนประจำ (มี ๒,๑๓๘ คน และจะไม่มีเพิ่มขึ้นอีก) (๒) พนักงานเงินอุดหนุนชั่วคราว (๓) พนักงานที่รับเข้าใหม่ (๔) พนักงานที่เปลี่ยนสภาพมาจากข้าราชการและลูกจ้าง
- ออกข้อบังคับว่าด้วยการสรรหา คณบดี หัวหน้า ภาควิชา และหัวหน้าหน่วยงานอย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ส่วนหัวหน้าหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจะมีข้อกำหนดโดยสภาฯ เป็นกรณีๆ ไป เพราะของเดิมมีความแตกต่างกันมาก
- มีแผนปฏิบัติการสรรหานายกสภาฯ และกรรมการสภาประเภทต่างๆ ซึ่งจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
ในฐานะนายกสภาฯ ผมมีความสุขใจมาก ที่เห็นการดำเนินการของ Change Management เพื่อภพภูมิใหม่ (new order) ของมหาวิทยาลัยมหิดล แม้จะมีภาระมาก แต่ก็เดินไปในแนวทางสร้างสรรค์ ผู้คนจำนวนมากแม้จะงงๆ และบางคนตระหนก แต่บรรยากาศในภาพรวมเป็นบรรยากาศเชิงบวก บรรยากาศแห่งความหวัง และความไว้วางใจกัน รวมพลังกัน มากขึ้นเรื่อยๆ
ผมคิดว่าปัจจัยบวกที่สำคัญคือ
- ข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นของพนักงานและลูกจ้าง เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. มาตรา ๒๓ (๓) ซึ่งระบุอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยว่า “(๓) ออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย การออกข้อบังคับตาม (๓) ต้องเป็นไปเพื่อความเป็นธรรม สร้างขวัญและกำลังใจ โดยได้รับฟังความคิดเห็นของพนักงานและลูกจ้างมหาวิทยาลัยประกอบด้วย”
- ความระแวงต่อผู้บริหารระดับสูงลดลง เพราะเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินไป ส่วนที่เคยระแวงว่าจะมีการหมกเม็ดก็ไม่เกิดขึ้น มีการสืบต่อผู้บริหารระดับสูงสุดอย่างเหมาะสม เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป สะท้อนความจริงใจในการสร้างความเจริญให้แก่มหาวิทยาลัย และแก่ประเทศ
- มีการศึกษาข้อมูลประกอบการวางระบบต่างๆ และมีการปรึกษาหารือ และชี้แจงอย่างกว้างขวาง ในกรณีนี้ IPTV ช่วยได้มาก
หน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ก็คือการทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิด gain ให้มากที่สุด เกิด pain น้อยที่สุด โดยเราเชื่อใน positive sum game หรือเชื่อว่าเราช่วยกันสร้างสภาพ win – win – win ได้
วิจารณ์ พานิช
๓๐ พ.ย. ๕๐
เรียนอาจารย์หมอวิจารณ์
ดิฉันขอนำ link เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการในการเป็น ม.ในกำกับ ของ ม.มหิดลที่อาจารย์เขียนไว้ไปรวบรวมเป็นตัวอย่างในสมุด งานในตำแหน่งกรรมการสภาสถาบัน นะคะ
กำลังจะเขียนบันทึกรวบรวม link ที่น่าสนใจ เพื่อให้ประชาคม สจพ. (ที่กำลังจะเป็น มจพ.) ได้รับทราบแนวทางบ้างน่ะ่ค่ะ
ตอนนี้ดิฉันก็กำลังรอฟังข่าวการเป็น ม.ในกำกับของ สจพ.อยู่เหมือนกัน เพราะผ่าน สนช.ตั้งแต่ ๒๙ ส.ค. (หลัง ม.มหิดล ๒ สัปดาห์) แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นข่าวว่าประกาศใช้ พรบ. แล้วหรือยังเลยค่ะ (เลย ๙๐ วันแล้ว)
ขอบพระคุณอาจารย์ที่เขียนเรื่องราวให้ประชาคมทั่วไปรับทราบถึงความตั้งใจในการดำเนินการของ ม.มหิดลค่ะ