สุภาษิตสอนหญิง :

หญิงไทยเป็นผู้ดีที่สุดในโลก? 

           ขึ้นต้นบันทึกว่า ผู้หญิงไทยเป็นผู้ดีที่สุดในโลก  อย่าเพิ่งตกใจว่าเป็นไปได้หรือไม่?  ที่ผมเขียนอย่างนี้ก็เพราะว่า  มีคำสอนเป็นกลอนสุภาษิตของท่านบรมครูกลอน สุนทรภู่  ได้กล่าวสอนไว้เมื่อร้อยปีกว่ามาแล้ว 

  

ดังคำกลอนว่า 

 ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง   ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม        ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม      โดยอารมณ์ดำริรักชักภิปราย

  

          อ่านแล้วก็เห็นภาพสะท้อนรูปลักษณ์หญิงไทยในยุคนั้นว่า  ช่างแสนจะเรียบร้อย ทั้งกิริยาวาจา การแต่งเนื้อแต่งตัว  และความประพฤติอันดีงาม    ถ้าหญิงไทยทำได้เช่นคำสอนนั้น  แน่นอนว่า ตำแหน่งหญิงที่มีความเป็นผู้ดีที่สุดในโลก  ก็ย่อมหนีไม่พ้นผู้หญิงไทยเป็นแน่  ลองพิจารณาดู

 

         เริ่มต้นก็สอนให้รู้จักเจียมตัว

 

    เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด      ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า
แม้นแตกร้าวรานร่อยถอยราคา      จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง 

               
 อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง     ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง
ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง         ให้ต้องอย่างกริยาเป็นนารี

 

           สอนให้รู้จักนุ่งห่มให้เหมาะสมกับตัวเอง  จะแต่งหน้าทาปากก็ต้องดูว่าจัดจ้านเกินไปหรือไม่  ขัดแย้งกับบุคลิกหรือไม่ เราเคยพูดแซวผู้หญิงที่แต่งตัวประเภทขัดแย้งประเภท เสื้อเขียว กระโปรงแดง ทั้งๆ ที่ตนผิวดำว่า  อีกาคาบพริก  อย่างนี้ท่านสุนทรภู่บอกว่าไม่เหมาะควรครับ

 

จะนุ่งห่มดูพอสมศักดิ์สงวน         ให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี    
จะผัดหน้าทาแป้งแต่งอินทรีย์       ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน

 

           แต่ผู้หญิงที่ไม่รู้จักแต่งหน้าทาปากบ้าง ท่านก็ว่าไม่งาม

 

ถึงรูปงามทรามสงวนนวลอนงค์          ไม่รู้จักแต่งองค์ก็เสียงาม

 

           ดูต่อไปอีกครับ  เรื่องการเดินเหิน ท่านว่าต้อง เสงี่ยมงามสงวนไว้แต่ในที 

   

ประการหนึ่งซึ่งจะเดินดำเนินนาด ค่อยเยื้องยาตรยกย่องไปกลางสนาม 

                              

อย่าไกวแขนสุดแขนเขาห้ามปราม    เสงี่ยมงามสงวนไว้แต่ในที

 

นั่นคือ


อย่าเดินกรายย้ายอกยกผ้าห่ม    อย่าเสยผมกลางทางหว่างวิถี
อย่าพูดเพ้อเจ้อไปไม่สู้ดี          เหย้าเรือนมีกลับมาจึงหารือ


ให้กำหนดจดจำแต่คำชอบ       ผิดระบอบแบบกระบวนอย่าควรถือ
อย่านุ่งผ้าพกใหญ่ใต้สะดือ       เขาจะลือว่าเล่นไม่เห็นควร


อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต     ระวังปิดปกป้องของสงวน
เป็นนารีที่ละอายหลายกระบวน  จงสงวนศักดิ์สง่าอย่าให้อาย

 ดูแล้ว หญิงไทยปัจจุบันจำนวนมาก น่าจะต้องปรับบุคลิกภาพ พอสมควรทีเดียวครับ  อย่างนักศึกษาหญิงของผมหลายคนก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อยตามที่ท่านสอนไว้นี้เลย  โดยเฉพาะไม่ค่อยจะปิดปกป้องของสงวน เธอเล่นแต่งตัวรัดติ้ว เห็นเนินอก เห็นสัดส่วนชัดเจน นุ่งกระโปรงสั้นจนอวด อะไรๆ ไปถึงไหนๆ น่าหวาดเสียว บอกเตือนก็ไม่ค่อยจะฟังกัน  นี่ถ้าท่านสุนทรภู่มาเห็นวัยรุ่นหญิงสมัยนี้ ท่าจะต้องแต่งกลอนสุภาษิตสอนไว้ยืดยาวหลายตอนจบเป็นแน่

อ่านกันต่อสักนิดครับ

 
อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก     จงรู้จักอาการประมาณหมาย
แม้นประสบพบเหล่าเจ้าชู้ชาย      อย่าชม้ายทำชะม้อยตะบอยแล


อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง        เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส
จริงมิจริงเขาเอาไปเล่าแช           คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม



สมัยนี้ผู้หญิงจีบผู้ชายกันแล้ว  ไม่ต้องรอให้ผู้ชายมาจีบ เพราะผู้หญิงไทยกล้าขึ้น หรือเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาไป หรือถือสิทธิเท่าเทียมกัน  ชายเจ้าชู้ได้  หญิงก็เจ้าชู้ได้   ถ้าเป็นอย่างนี้ก็สามารถมองได้ว่าสังคมไทยยุคร้อยกว่าปีที่ผ่านมา  เรียบร้อยมากจนน่าจะยกตำแหน่ง ผู้หญิงที่เป็นผู้ดีที่สุดในโลกให้กับหญิงไทย  แต่ปัจจุบัน น่าจะต้องมาพิจารณากันใหม่  เพราะหญิงไทยพัฒนาไปไกล แต่พัฒนาไปบนพื้นฐานสังคมสากลตะวันตก  คือ กล้าแสดงออกมากขึ้น  เปิดเผยตัวตนมากขึ้น  มีนักวรรณกรรมหลายคนบอกว่า  คำสอนในสุภาษิตสอนหญิง คือ หญิงในอุดมคติ  ที่ไม่มีวันเป็นไปได้  ถ้าท่านอ่านเนื้อเรื่องต่อไปอีกจนจบก็จะพบคำสอนสตรีที่แทบจะขยับอะไรไม่ได้เลย  และต้องล้มความคิดที่ว่า

  

เป็นสตรีสุดดีแต่เพียงผัว          จะดีชั่วก็ยังกำลังสาว
ลงจนสองสามจืดไม่ยืดยาว      จะกลับหลังอย่างสาวสิเต็มตรอง


ถ้าคนดีมิได้ช้ำระยำยับ            ถึงขัดสนจนทรัพย์ไม่เศร้าหมอง
คงมีผู้ชูช่วยประคับประคอง      เปรียบเหมือนทองธรรมดาราคามี


ถ้าแม้นตัวชั่วช้ำระยำแล้ว             จะปัดแผ้วถางฝืนไม่คืนที่
เหมือนทองแดงแฝงเฝ้าเป็นราคี     ยากจะมีผู้ประสงค์จำนงใน


จงรักตัวอย่าให้มัวราคีหมอง          ถือทำนองแบบโบราณท่านขานไข
อย่าเอาผิดมาเป็นชอบประกอบใจ  จงอยู่ในโอวาทญาติวงศ์


แม้นรู้จักรักร่างเป็นอย่างยิ่ง          จะเพริศพริ้งสมสวาทเป็นราชหงส์
จงกำหนดอุตส่าห์รักษาทรง         อย่าลุ่มหลงด้วยอุบายของชายพ

  

เพราะสมัยนี้ ผู้หญิงมีอาชีพ  เลี้ยงตัวเองได้  ไม่ได้คอยแต่พึ่งสามีเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะสาวหรือไม่สาวอย่างไร หญิงไทยตัดสินอนาคตตัวเองได้ เป็นตัวของตัวเอง  ไม่ต้องมามีปัญหาเรื่อง ลูกสะใภ้กับแม่สามี  หรือลูกเขยกับแม่ยาย  อะไรทำนองนี้

 

         ผมนำเอาสุภาษิตสอนหญิงมาเล่าให้ฟังว่า คนโบราณเขามองผู้หญิงไทยที่แสนดีเรียบร้อยไว้อย่างไร  นี่เฉพาะครึ่งเรื่องเท่านั้นนะครับ  ยังไม่อีกครึ่งเรื่องที่ไม่ได้นำมาเล่าให้ฟัง  เช่น  จงรักนวลสงวนนามห้ามใจไว้  หรือ อย่าเกียจคร้านงานสตรีจงนิยม   หรือ จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น   อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู   เป็นต้น

         อ่านจบแล้ว  รับรองว่า  หญิงไทยปัจจุบันคงไม่ใช่ ผู้หญิงในทัศนะของท่านสุนทรภู่และสังคมไทยในยุคนั้น  ยุคที่สามารถบอกกับสังคมโลกได้เลยว่า  หญิงไทยเป็นผู้ดีที่สุดในโลก  ครับ        

บันทึกครั้งหน้าผมจะมาว่าต่อเรื่อง พฤติกรรมของภรรยา ว่า จะวางตัวอย่างไร   จะปฏิบัติตนต่อสามีอย่างไร   มาดูกันว่า  สามีในสมัยโบราณกับสามีในปัจจุบัน  ใครโชคดีกว่ากัน?  น่าติดตามครับ