หัวอ่อน หัวโม้ง คันหลาว และคางโคะ

สองวันก่อนไปทอดกฐินที่วัดบางโหนดกับบรรดาญาติโยม... เมื่อกลับมาขึ้นรถ บรรดาญาติโยมก็วิจารณ์กันว่า แกงส้มปลาหัวโม้งกินอร่อย และไข่ปลาหัวโม้งก็อร่อยมาก...  ผู้เขียนนั่งฟังอยู่ในรถก็นึกขำๆ เพราะผู้เขียนรู้จักปลาหัวโม้งดีพอสมควร เนื่องจากครอบครัวผู้เขียนเคยขายปลาหัวโม้งมาก่อน... และผู้เขียนก็ไม่ชอบอาหารที่ปรุงจากปลาหัวโม้งเกือบทุกชนิด เพราะรู้สึกว่า คาวจัด มาตั้งแต่จำความได้....

ปลาหัวโม้ง เป็นปลามีเงี่ยง ไม่มีเกล็ด คล้ายๆ กับปลาแขยง หรือปลากด เพียงแต่โตกว่าปลาแขยง และเล็กกว่าปลากด เท่านั้น... ถ้าคัดเฉพาะตัวโตๆ ๘-๑๐ ตัวก็จะหนักหนึ่งกิโล และถ้าขนาดย่อมลงมาหรือคละกันก็ประมาณ ๑๒-๑๕ ตัวก็จะได้หนึ่งกิโล...

ผู้เขียนเกิดบ้านคูขุด ริมทะเลสาบสงขลา... จำได้ว่าสมัยเด็กๆ นั้น ปลาหัวโม้งจัดเป็นปลาชั้นเลว ซึ่งปกติไม่ค่อยจะมีใครนำมาประกอบอาหารสดๆ... แต่เพราะปลาหัวโม้งมีมากมาย จึงมักจะทำเป็นปลาแห้ง หรือไม่ก็สับเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นอาหารเป็ด....

อย่างไรก็ตาม ปลาหัวโม้งก็สามารถนำมาแกงส้มได้ นำมาทอดก็ได้ แกงเผ็ดก็ได้ หรือทอดก่อนแล้วจึงนำมาแกงเผ็ดก็จะอร่อยยิ่งขึ้น... แต่ความคาวของปลาหัวโม้งก็ไม่อาจกำจัดให้หมดไปได้แม้ว่าจะมีวิธีปรุงดีอย่างไรก็ตาม ดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่กินปลาหัวโม้งเป็นปกติ....

คล้ายคลึงกับหัวโม้งที่สุดก็คือ คันหลาว โดยคันหลาวจะมีสีผิวเข้มกว่า ลำตัวค่อนข้างจะยาวกว่า และส่วนหัวค่อนข้างจะเล็กกว่านิดหน่อย... รสชาดของคันหลาวคงจะอร่อยกว่าหัวโม้งนิดหน่อย ดังนั้น สมัยก่อนจึงมักจะแยกคันหลาวออกจากหัวโม้ง ทำนองว่าหัวโม้งกองหนึ่งประมาณ ๑๐๐ กิโล ก็อาจแยกคันหลาวออกมาได้สัก ๑-๒ กิโล... ประมาณนั้น

ส่วน คางโคะ รู้สึกว่าตัวจะใหญ่กว่าหัวโม้งและคันหลาวนิดหน่อย และส่วนหัวของคางโคะจะค่อนข้างใหญ่กว่าหัวโม้งและคันหลาว.... ซึ่งถ้ากองปลาหัวโม้งประมาณ ๑๐๐ กิโล ก็อาจมีคางโคะสอดแทรกอยู่เพียง ๑-๒ ตัว หรือไม่มีเลย 

เมื่อมาอยู่สงขลาจึงได้ความรู้ใหม่ว่า คนทั่วไปนิยมเรียกปลาหัวโม้งว่า ปลาหัวอ่อน นั่นก็คือ หัวอ่อนและหัวโม้ง เป็นปลาชนิดเดียวกัน 

........ 

หลังจากย้ายครอบครัวมาอยู่สงขลาแล้ว ช่วงหนึ่ง (ประมาณ ๑๕ ปี) ครอบครัวก็ยึดอาชีพขายปลาในตลาด โดยรับปลามาจากสทิงพระและระโนด (สทิงพระและระโนดเป็นอำเภอ และมีบางส่วนที่ติดกับทะเลสาบสงขลา) ซึ่งโดยมากก็เป็นปลาหัวอ่อนหรือหัวโม้งนี้เอง... วันหนึ่งก็หลายร้อยกิโลหรือพันกว่ากิโลเป็นบางครั้ง โดยทางบ้านจะเป็นทั้งแม่ค้าคนกลางคือส่งต่อปลาเหล่านี้ไปยังพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ หรือส่งต่อไปยังตลาดหาดใหญ่หรือปัตตานีเป็นต้น... และส่วนหนึ่งก็ขายปลีกในตลาด

บางช่วงผู้เขียนก็ไปช่วยขายปลาหัวโม้งหรือหัวอ่อนนี้ที่ตลาด ลูกค้าที่มาซื้อนั้น โดยมากก็เรียกว่า หัวอ่อน หรือบางคนก็เรียกว่า หัวโม้ง คันหลาว หรือ คางโคะ ซึ่งผู้เขียนก็รู้ว่า ชื่อทั้งหมดก็คือปลาที่วางขายอยู่นั่นเอง

บางครั้งสินค้า (ปลา) มีมากเกินไป ไม่สามารถส่งต่อหรือขายให้หมดตามกำหนดได้ก็จะดองน้ำแข็งไว้ โดยใช้หีบไม้เป็นที่ดองปลา วิธีการก็คือโรยน้ำแข็งต่อย (น้ำแข็งก้อนเล็กๆ) สลับกับวางปลาไว้เป็นชั้นๆ ... น้ำแข็งต่อยที่ใช้ดองปลานี้ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจะดองไว้นานหรือไม่

เมื่อสินค้ายังมากเกินไป และไม่ค่อยจะสดเท่าที่ควร... ปลาหัวอ่อนเหล่านี้ก็จะถูกแปรสภาพเป็นปลาแห้ง... วิธีการก็คือนำปลาหัวโม้งเหล่านี้มาสับเงี่ยงออกแล้วผ่ากลางเอาขี้เอาใส้ปลาออกหมด แล้วก็นำมาดองหรือหมักกับน้ำเกลือไว้ในโอ่ง ๑ คืน รุ่งเช้าก็นำขึ้นตากแดด ... การทำปลานั้น โดยมากทางบ้านจะจ้างคนอื่น แล้วก็นำมาดองและตากเอง...

ช่วงไหนผู้เขียนอยู่บ้าน มักจะถูกบังคับให้นำปลาเหล่านี้มาตากในตอนเช้าตรู่เสมอ (ขี้เกียจสุดๆ)... วิธีการก็คือคุ้ยปลาออกจากโอ่งใส่เข่งโดยมีกะละมังรองเข่งอีกชั้นเพื่อให้สะเด็ดน้ำ แล้วก็นำมาตากบนแผงไม้ไผ่หรือแผงที่ขึงด้วยเนื้ออวนเก่าๆ...

ถ้าแดดจัดๆ ประมาณบ่ายโมง ก็จะไปพลิกปลาที่ตากไว้ เอาอีกด้านขึ้นมา และประมาณ ๔-๕ โมงเย็น ผู้เขียนก็จะเก็บบางส่วนใส่เข่งนำไปขายที่ตลาดเลย... ปลาหัวอ่อนตากแห้งแดดเดียว ดูสดใสสวยงาม บางครั้งไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผู้เขียนก็สามารถขายสินค้า ๑ เข่ง (๓๐-๔๐ กิโล) ได้หมด แต่บางครั้งก็อาจขายไม่ได้เลยแม้แต่กิโลเดียว....

ตามที่เล่าไปข้างต้น เป็นเหตุการณ์ที่พึงประสงค์ แต่บางครั้งไม่ค่อยมีแดด คลึ้มฟ้าคลึ้มฝน หรือฝนตกก็ไม่สามารถนำปลาที่ดองเกลือไว้มาตากแดดได้... ที่โชคร้ายไปกว่านั้นก็คือ พอตากปลาเสร็จ ฝนเริ่มลงดอก ต้องเก็บแผงปลามาเรียงไว้ภายในบ้าน กลิ่นก็ไม่ดี... รออีกพักหนึ่ง ฝนหาย แดดออก แต่พอนำแผงปลามาตากเสร็จ ฝนก็เริ่มตกอีก.... ถ้าเป็นไปทำนองนี้หลายวันก็ค่อนข้างเศร้า เพราะปลาก็ต้องตากหลายแดดกว่าจะแห้ง และต้องขายราคาถูกเพราะสินค้าไม่สดใสนั่นเอง...

............... 

ปลาหัวอ่อนตากแห้งนี้ นำมาทอดกินกับข้าวต้มหรือข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อย นำมาแกงส้ม (โดยเฉพาะแกงน้ำส้ม) ก็อร่อย... หรือบางคนก็นำไปแกงเทโพ โดยใช้ปลาแห้งแทนหมูสามชั้นก็อร่อยดีเหมือนกัน...

ปลาหัวอ่อนตากแห้งนี้ ผู้เขียนก็กินเหมือนกันตามโอกาส เพราะความคาวจะจางไปมากแล้ว... ส่วนปลาสดๆ นั้น ผู้เขียนเกือบจะไม่กินเลยตั้งแต่จำความได้จนกระทั้งปัจจุบัน...

ไข่ปลาหัวโม้งนี้ จะกลมๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย... ถ้าสุกดีจะแข็ง แต่ถ้าสุกไม่ดีก็เหนียวๆ และคาวจัด... แต่บางคนชอบกินไข่ปลาหัวโม้งสุกๆ ดิบๆ ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าเค้าชอบได้ยังไง!

.............

ตามที่เล่ามานี้ ก็เพียงจะบอกว่า หัวโม้ง และ หัวอ่อน คือปลาชนิดเดียวกัน เพียงแต่การเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นเท่านั้น...

ส่วน คันหลาว และ คางโคะ นั้น ก็คือหัวโม้งหรือหัวอ่อนอีกสายพันธุ์หนึ่งที่แยกตัวออกไป ซึ่งคนสมัยก่อนอาจแยกออกมาได้ เนื่องจากปลามาก... แต่เดียวนี้ปลามีน้อย คนโดยมากจึงมักเข้าใจว่ามิได้แตกต่างกัน...