ข้อดีของการออกนอกระบบราชการ ก็คือเราไม่จำเป็นจะต้องไปใช้ระบบเดียวกับส่วนราชการทั้งหลาย งานมหาวิทยาลัยไม่ใช่งานตำรวจที่ต้องการความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ใครอย่ามาทำร้ายเวลาปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทำจะถูกลงโทษหนัก ใครอย่ามาขัดคำสั่ง ผมจะสอนแล้ว คุณไม่เข้าห้องเรียนก็เรื่องของคุณ แต่คุณก็สอบตก ผมไม่ต้องการอำนาจบังคับว่าใครมาช้าผมจะขัง 15 วัน ผมจะดำเนินคดีอาญากับคุณถ้าคุณไม่มาเรียน มันมีบทลงโทษอยู่ในตัว ถ้ามันเป็นราชการแบบมหาวิทยาลัย ซึ่งมีภารกิจต่างจากตำรวจหรือทหาร ราชการของมหาวิทยาลัยต้องการความคล่องตัวสูงกว่าราชการของกระทรวง ทบวง กรม ราชการที่ไหนก็ตามถ้าจบปริญญาตรี 4 ปีมา ต้องได้ 7,600 บาท นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยบอกว่า มหาวิทยาลัยขอไปอยู่นอกระบบราชการได้มั้ย เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับได้มั้ย แต่นอกระบบราชการเป็นคนละอย่างกับนอกระบบองค์กรของรัฐ เพราะฉะนั้น ยังเป็นองค์กรของรัฐอยู่แต่ขอไม่บริหารแบบราชการ

ข้อดีของมหาวิทยาลัยนอกระบบคืออะไร??

 

          ข้อดีก็คือ  มหาวิทยาลัยไม่ได้ตกอยู่ใต้ระบบเดียวกับราชการ  โดยธรรมชาติงานมหาวิทยาลัยไม่ใช่งานราชการอยู่แล้ว  ถ้าถามว่างานราชการมันมีลักษณะเด่นชัดอย่างไร  ก็จะเห็นลักษณะเด่นของราชการสองสามเรื่อง คือ

  1. ราชการโดยธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้น  ราชการเป็นเรื่องที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ  เพราะฉะนั้นมันอาจจะขัดกับประโยชน์ส่วนตัวของเอกชนบางราย  งานราชการจึงเป็นงานที่มักจะให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจบังคับคนอื่น
  2. ราชการจะมีลักษณะร่วมกันข้อหนึ่งเนื่องจากคนเยอะ  ก็คือ  ราชการจะมีระเบียบข้อบังคับเยอะมาก  เพื่อจะให้ตำรวจที่ไหนก็ต้องทำเหมือนกัน  ผู้ว่าฯหรือนายอำเภออยู่ตรงไหนก็ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน  เพราะฉะนั้นระบบราชการก็คือระบบซึ่งเต็มไปด้วยระเบียบข้อบังคับ  ซึ่งมันเป็นอย่างนี้มาเป็นร้อยปีแล้วตั้งแต่มีระบบราชการ  มีระเบียบ  มีข้อบังคับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จะทำอะไรทีหนึ่งก็ต้องไปดูระเบียบ  จะทำอะไรทีช้ามากเพราะมันมีขั้นตอน  ผมจะสร้างอาคารผมก็ต้องไปดูว่าแบบมันมีอยู่บ้างหรือเปล่า  จะทำสัญญากับใครต้องส่งอัยการตรวจ  การประกวดราคาเรียกคนมาสร้างอาคารก็ต้องทำตามระเบียบของราชการ จะจ้างใครทีก็ต้องขออนุมัติสำนักนายกก่อน  ทุกกรมทำเหมือนกันหมด  และระบบราชการมันก็ใหญ่มาก  ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย  ทุกประเทศก็เหมือนกัน  ระบบราชการใหญ่เพราะต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือความเป็นเอกภาพของระบบ ซึ่งเป็นลักษณะประการที่สอง ราชการเป็นเรื่องส่วนใหญ่ที่ต้องมีการใช้อำนาจบังคับ  เจ้าหน้าที่มีอำนาจ  ชาวบ้านไม่ค่อยชอบ  เราไม่ค่อยชอบตำรวจเป็นเรื่องปกติ ระบบราชการมีระเบียบเยอะมากเพราะมันต้องการสร้างเอกภาพ
  3. ประการที่สาม ซึ่งโยงใยกับเรื่องมหาวิทยาลัยเป็นประการสุดท้ายก็คือ  ระบบราชการมีระบบการบริหารงานบุคคลที่ไม่ยืดหยุ่น  คือมีระบบบริหารระบบเดียว  ถ้าพวกเราเรียนจบปริญญาตรีแล้วไปสอบเป็นข้าราชการอยู่ใน อบต.  อยู่ในกระทรวง  สำนักนายก  หรืออยู่ในมหาวิทยาลัย  เงินเดือนที่ได้รับก็คือ 7,600 บาท  ถ้าจบปริญญาตรีอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน   เค้าไม่ถามหรอกว่าคุณจบปริญญาอะไร  จบวารสาร  จบศิลปศาสตร์  จบรัฐศาสตร์  หรือคุณจบวิศวะ  หรือคุณเป็นนักคอมพิวเตอร์  เค้าไม่ถามราคาตลาด  คุณจบวิศวะฯไฟฟ้า  คุณจบวิศวะฯคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะหายาก  ในตลาดจ่ายกันสองหมื่นสามหมื่น  แต่คุณเป็นราชการคุณก็เงินเดือนเท่ากับคนที่จบครุศาสตร์หรือจบการศึกษาบัณฑิต  คุณทำงานในสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ของประเทศ  หรือคุณฯเป็นเสมียนอยู่ที่อำเภอใดใด  ซึ่งมีขอบเขตความรับผิดชอบไม่เหมือนกัน  แต่คุณก็จะได้ 7,600 บาท เหมือนกัน ถ้าคุณจบปริญญาโทเป็นข้าราชการก็จะได้ 8,000 กว่าบาท  ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม  ระบบนี้ใช้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย  เรารู้ว่าคนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคือคนที่เรียนเก่งที่สุด  หรืออยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในรุ่น  แต่ราชการจะถามถึงคุณจบปริญญาตรีใช่หรือไม่  คุณจบปริญญาตรีคุณเอาไป  7,600 บาท  คุณจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หรือคุณจะเป็นครูประถมที่อยู่หลังเขา  คุณรับผิดชอบสอนเด็กไม่กี่คน  สอนยังไงก็ได้  กับมาเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เงินเดือนคุณเท่ากัน  คุณเป็นข้าราชการเหมือนกัน  นี่คือลักษณะประการที่สามของระบบราชการ  ก็คือ ระบบบริหารงานบุคคลมันมีระบบเดียว  แล้วก็ไม่ยืดหยุ่น  ใครก็ตามที่เป็นราชการก็ต้องทำแบบนี้

          ในทางกลับกัน  นี่คือข้อดีของการออกนอกระบบราชการ  ก็คือเราไม่จำเป็นจะต้องไปใช้ระบบเดียวกับส่วนราชการทั้งหลาย  งานมหาวิทยาลัยไม่ใช่งานตำรวจที่ต้องการความคุ้มครองเจ้าหน้าที่  ใครอย่ามาทำร้ายเวลาปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทำจะถูกลงโทษหนัก  ใครอย่ามาขัดคำสั่ง  ผมจะสอนแล้ว คุณไม่เข้าห้องเรียนก็เรื่องของคุณ  แต่คุณก็สอบตก  ผมไม่ต้องการอำนาจบังคับว่าใครมาช้าผมจะขัง 15 วัน  ผมจะดำเนินคดีอาญากับคุณถ้าคุณไม่มาเรียน  มันมีบทลงโทษอยู่ในตัว  ถ้ามันเป็นราชการแบบมหาวิทยาลัย ซึ่งมีภารกิจต่างจากตำรวจหรือทหาร  ราชการของมหาวิทยาลัยต้องการความคล่องตัวสูงกว่าราชการของกระทรวง  ทบวง  กรม  ราชการที่ไหนก็ตามถ้าจบปริญญาตรี 4 ปีมา  ต้องได้ 7,600  บาท  นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยบอกว่า  มหาวิทยาลัยขอไปอยู่นอกระบบราชการได้มั้ย  เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับได้มั้ย  แต่นอกระบบราชการเป็นคนละอย่างกับนอกระบบองค์กรของรัฐ  เพราะฉะนั้น  ยังเป็นองค์กรของรัฐอยู่แต่ขอไม่บริหารแบบราชการ

          ในอดีต  มันมีอีกแบบหนึ่งก็คือ  รัฐวิสาหกิจ  มหาวิทยาลัยไม่ได้ขอเป็นรัฐวิสาหกิจนะ  รัฐวิสาหกิจก็คือต้องเลี้ยงตัวเองได้  ต้องเก็บเงินนักศึกษามากกว่า  มหาวิทยาลัยขอไม่เป็นระบบราชการแต่ก็ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ  มหาวิทยาลัยกำลังจะไปเป็นองค์กรมหาชน  ซึ่งเป็นชนิดหนึ่งของระบบองค์กรของรัฐ  สำหรับมหาวิทยาลัยเอง  มหาวิทยาลัยพอใจจะเรียกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  ขอไปเป็นแบบ สวทช. ขอไปเป็นแบบ สกว. ขอไปเป็นแบบหน่วยงานต่างๆ  แบบแบงค์ชาติ  แต่เรียกชื่อกลุ่มว่า มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ  และนี่คือข้อดีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งคือ  อะไรที่มันเป็นข้อเสียของระบบราชการ  เราก็ออกไปจากระบบราชการ  แต่ผมย้ำว่า  เรายังเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่  ยังได้รับงบประมาณ  รัฐก็ยืนยันมาตลอดว่า  รัฐให้งบประมาณไม่น้อยกว่าเดิม    เพราะฉะนั้น  ที่บอกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเป็นเมื่อไหร่แล้วต้องขึ้นค่าเล่าเรียน  ต้องขึ้นค่าหน่วยกิต  คนจนไม่มีทางเข้าเรียนได้เป็นความคิดเห็นซึ่งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง  ไม่เคยปรากฎอย่างนี้มาก่อนเลย

          ระบบมหาวิทยาลัยไทยไม่ใช่ไม่เคยมี  มหาวิทยาลัยในกำกับ  มีมาแล้ว  มีทั้งที่ตั้งขึ้นมาเองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอย่าง ม.สุรนารี  ม.วลัยลักษณ์  ม.แม่ฟ้าหลวง  มีทั้งที่เปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยที่เป็นราชการเดิมไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  ก็คือ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี  ปรากฎการณ์ที่พวกเราเขียนป้ายติดกัน  บอกว่าเรียนมหาวิทยาลัยก็กินมาม่าอยู่แล้ว  ถ้าออกนอกระบบจะกินอะไร  ไม่เป็นความจริงนะ  เราไม่ใช่ไม่เคยทำแบบนี้  เคยทำมาแล้ว ม.พระจอมเกล้าธนบุรี เปลี่ยนมาแล้ว 7 ปี  เค้าก็ไม่มีปัญหาอย่างที่เป็นห่วง  มหาวิทยาลัยที่รัฐตั้งขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมี 5 แห่งในขณะนี้  ถามว่ามีใครเก็บแพง...ไม่มี...ถูกกว่าธรรมศาสตร์ที่เป็นราชการทั้งนั้น

          เพราะฉะนั้น  ผมกำลังจะบอกว่า ข้อดีของมหาวิทยาลัยในกำกับก็คือ มันไม่ต้องทนอยู่กับข้อจำกัดของระบบราชการเดิม  ที่เห็นได้ชัดก็คือ  มันมีความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล  เราจ้างอาจารย์เองได้  ธรรมศาสตร์ทำอยู่แล้วนะครับ  ธรรมศาสตร์ทดลองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้วในหลายหน่วยงานของธรรมศาสตร์  แต่ตัวของมหาวิทยาลัยยังอยู่ในระบบราชการ  สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรของธรรมศาสตร์  ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของธรรมศาสตร์ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว  วิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษาของธรรมศาสตร์ ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว  พวกเราจะบอกว่า โหย!  แพงทั้งนั้น พวกที่เอ่ยชื่อมานี่  ผมจะบอกต่อว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ทดลองบริหารแบบในกำกับอยู่แล้ว ถูกก็มี  วิทยาลัยสหวิทยาการสังคมศาสตร์ก็ทดลองบริหารแบบหน่วยงานในกำกับอยู่แล้ว  มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามันจะต้องแพง  ธรรมศาสตร์ทดลองทั้งแบบในกำกับที่มหาวิทยาลัยช่วยครึ่งหนึ่ง หรือ 80% อย่างศิลปกรรมศาสตร์  อย่างสหวิทยาการ  ก็ทดลองทั้ง 2 รูปแบบ  ไม่ได้หมายความว่าถ้าออกจากในกำกับ  จะต้องจ่ายแพงอย่างสิรินธร  ปรัชญาอย่างหนึ่งก็คือ  เริ่มต้นจากจะทำให้ดีที่สุด  แล้วก็คนที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนทั้งหมด  จะไม่ใช้เงินมหาวิทยาลัย  มันก็เดินไปแบบนั้น  สถาปัตถ์ก็เดินแบบเดียวกัน  แต่สหวิทยาการกับศิลปกรรมเดินอีกแบบหนึ่ง  เดินแบบมหาวิทยาลัยต้องช่วยนะ  เก็บค่าหน่วยกิตเท่ากับคณะอื่นๆ ก็ไม่ได้แพง