ข้อดีของมหาวิทยาลัยนอกระบบคืออะไร??
ข้อดีก็คือ มหาวิทยาลัยไม่ได้ตกอยู่ใต้ระบบเดียวกับราชการ โดยธรรมชาติงานมหาวิทยาลัยไม่ใช่งานราชการอยู่แล้ว ถ้าถามว่างานราชการมันมีลักษณะเด่นชัดอย่างไร ก็จะเห็นลักษณะเด่นของราชการสองสามเรื่อง คือ
- ราชการโดยธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้น ราชการเป็นเรื่องที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะฉะนั้นมันอาจจะขัดกับประโยชน์ส่วนตัวของเอกชนบางราย งานราชการจึงเป็นงานที่มักจะให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจบังคับคนอื่น
- ราชการจะมีลักษณะร่วมกันข้อหนึ่งเนื่องจากคนเยอะ ก็คือ ราชการจะมีระเบียบข้อบังคับเยอะมาก เพื่อจะให้ตำรวจที่ไหนก็ต้องทำเหมือนกัน ผู้ว่าฯหรือนายอำเภออยู่ตรงไหนก็ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นระบบราชการก็คือระบบซึ่งเต็มไปด้วยระเบียบข้อบังคับ ซึ่งมันเป็นอย่างนี้มาเป็นร้อยปีแล้วตั้งแต่มีระบบราชการ มีระเบียบ มีข้อบังคับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำอะไรทีหนึ่งก็ต้องไปดูระเบียบ จะทำอะไรทีช้ามากเพราะมันมีขั้นตอน ผมจะสร้างอาคารผมก็ต้องไปดูว่าแบบมันมีอยู่บ้างหรือเปล่า จะทำสัญญากับใครต้องส่งอัยการตรวจ การประกวดราคาเรียกคนมาสร้างอาคารก็ต้องทำตามระเบียบของราชการ จะจ้างใครทีก็ต้องขออนุมัติสำนักนายกก่อน ทุกกรมทำเหมือนกันหมด และระบบราชการมันก็ใหญ่มาก ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย ทุกประเทศก็เหมือนกัน ระบบราชการใหญ่เพราะต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือความเป็นเอกภาพของระบบ ซึ่งเป็นลักษณะประการที่สอง ราชการเป็นเรื่องส่วนใหญ่ที่ต้องมีการใช้อำนาจบังคับ เจ้าหน้าที่มีอำนาจ ชาวบ้านไม่ค่อยชอบ เราไม่ค่อยชอบตำรวจเป็นเรื่องปกติ ระบบราชการมีระเบียบเยอะมากเพราะมันต้องการสร้างเอกภาพ
- ประการที่สาม ซึ่งโยงใยกับเรื่องมหาวิทยาลัยเป็นประการสุดท้ายก็คือ ระบบราชการมีระบบการบริหารงานบุคคลที่ไม่ยืดหยุ่น คือมีระบบบริหารระบบเดียว ถ้าพวกเราเรียนจบปริญญาตรีแล้วไปสอบเป็นข้าราชการอยู่ใน อบต. อยู่ในกระทรวง สำนักนายก หรืออยู่ในมหาวิทยาลัย เงินเดือนที่ได้รับก็คือ 7,600 บาท ถ้าจบปริญญาตรีอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน เค้าไม่ถามหรอกว่าคุณจบปริญญาอะไร จบวารสาร จบศิลปศาสตร์ จบรัฐศาสตร์ หรือคุณจบวิศวะ หรือคุณเป็นนักคอมพิวเตอร์ เค้าไม่ถามราคาตลาด คุณจบวิศวะฯไฟฟ้า คุณจบวิศวะฯคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะหายาก ในตลาดจ่ายกันสองหมื่นสามหมื่น แต่คุณเป็นราชการคุณก็เงินเดือนเท่ากับคนที่จบครุศาสตร์หรือจบการศึกษาบัณฑิต คุณทำงานในสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ของประเทศ หรือคุณฯเป็นเสมียนอยู่ที่อำเภอใดใด ซึ่งมีขอบเขตความรับผิดชอบไม่เหมือนกัน แต่คุณก็จะได้ 7,600 บาท เหมือนกัน ถ้าคุณจบปริญญาโทเป็นข้าราชการก็จะได้ 8,000 กว่าบาท ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ระบบนี้ใช้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย เรารู้ว่าคนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคือคนที่เรียนเก่งที่สุด หรืออยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในรุ่น แต่ราชการจะถามถึงคุณจบปริญญาตรีใช่หรือไม่ คุณจบปริญญาตรีคุณเอาไป 7,600 บาท คุณจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือคุณจะเป็นครูประถมที่อยู่หลังเขา คุณรับผิดชอบสอนเด็กไม่กี่คน สอนยังไงก็ได้ กับมาเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เงินเดือนคุณเท่ากัน คุณเป็นข้าราชการเหมือนกัน นี่คือลักษณะประการที่สามของระบบราชการ ก็คือ ระบบบริหารงานบุคคลมันมีระบบเดียว แล้วก็ไม่ยืดหยุ่น ใครก็ตามที่เป็นราชการก็ต้องทำแบบนี้
ในทางกลับกัน นี่คือข้อดีของการออกนอกระบบราชการ ก็คือเราไม่จำเป็นจะต้องไปใช้ระบบเดียวกับส่วนราชการทั้งหลาย งานมหาวิทยาลัยไม่ใช่งานตำรวจที่ต้องการความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ใครอย่ามาทำร้ายเวลาปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทำจะถูกลงโทษหนัก ใครอย่ามาขัดคำสั่ง ผมจะสอนแล้ว คุณไม่เข้าห้องเรียนก็เรื่องของคุณ แต่คุณก็สอบตก ผมไม่ต้องการอำนาจบังคับว่าใครมาช้าผมจะขัง 15 วัน ผมจะดำเนินคดีอาญากับคุณถ้าคุณไม่มาเรียน มันมีบทลงโทษอยู่ในตัว ถ้ามันเป็นราชการแบบมหาวิทยาลัย ซึ่งมีภารกิจต่างจากตำรวจหรือทหาร ราชการของมหาวิทยาลัยต้องการความคล่องตัวสูงกว่าราชการของกระทรวง ทบวง กรม ราชการที่ไหนก็ตามถ้าจบปริญญาตรี 4 ปีมา ต้องได้ 7,600 บาท นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยบอกว่า มหาวิทยาลัยขอไปอยู่นอกระบบราชการได้มั้ย เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับได้มั้ย แต่นอกระบบราชการเป็นคนละอย่างกับนอกระบบองค์กรของรัฐ เพราะฉะนั้น ยังเป็นองค์กรของรัฐอยู่แต่ขอไม่บริหารแบบราชการ
ในอดีต มันมีอีกแบบหนึ่งก็คือ รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยไม่ได้ขอเป็นรัฐวิสาหกิจนะ รัฐวิสาหกิจก็คือต้องเลี้ยงตัวเองได้ ต้องเก็บเงินนักศึกษามากกว่า มหาวิทยาลัยขอไม่เป็นระบบราชการแต่ก็ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยกำลังจะไปเป็นองค์กรมหาชน ซึ่งเป็นชนิดหนึ่งของระบบองค์กรของรัฐ สำหรับมหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยพอใจจะเรียกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ขอไปเป็นแบบ สวทช. ขอไปเป็นแบบ สกว. ขอไปเป็นแบบหน่วยงานต่างๆ แบบแบงค์ชาติ แต่เรียกชื่อกลุ่มว่า มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ และนี่คือข้อดีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งคือ อะไรที่มันเป็นข้อเสียของระบบราชการ เราก็ออกไปจากระบบราชการ แต่ผมย้ำว่า เรายังเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ ยังได้รับงบประมาณ รัฐก็ยืนยันมาตลอดว่า รัฐให้งบประมาณไม่น้อยกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ที่บอกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเป็นเมื่อไหร่แล้วต้องขึ้นค่าเล่าเรียน ต้องขึ้นค่าหน่วยกิต คนจนไม่มีทางเข้าเรียนได้เป็นความคิดเห็นซึ่งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง ไม่เคยปรากฎอย่างนี้มาก่อนเลย
ระบบมหาวิทยาลัยไทยไม่ใช่ไม่เคยมี มหาวิทยาลัยในกำกับ มีมาแล้ว มีทั้งที่ตั้งขึ้นมาเองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอย่าง ม.สุรนารี ม.วลัยลักษณ์ ม.แม่ฟ้าหลวง มีทั้งที่เปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยที่เป็นราชการเดิมไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ก็คือ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี ปรากฎการณ์ที่พวกเราเขียนป้ายติดกัน บอกว่าเรียนมหาวิทยาลัยก็กินมาม่าอยู่แล้ว ถ้าออกนอกระบบจะกินอะไร ไม่เป็นความจริงนะ เราไม่ใช่ไม่เคยทำแบบนี้ เคยทำมาแล้ว ม.พระจอมเกล้าธนบุรี เปลี่ยนมาแล้ว 7 ปี เค้าก็ไม่มีปัญหาอย่างที่เป็นห่วง มหาวิทยาลัยที่รัฐตั้งขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมี 5 แห่งในขณะนี้ ถามว่ามีใครเก็บแพง...ไม่มี...ถูกกว่าธรรมศาสตร์ที่เป็นราชการทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ผมกำลังจะบอกว่า ข้อดีของมหาวิทยาลัยในกำกับก็คือ มันไม่ต้องทนอยู่กับข้อจำกัดของระบบราชการเดิม ที่เห็นได้ชัดก็คือ มันมีความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล เราจ้างอาจารย์เองได้ ธรรมศาสตร์ทำอยู่แล้วนะครับ ธรรมศาสตร์ทดลองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้วในหลายหน่วยงานของธรรมศาสตร์ แต่ตัวของมหาวิทยาลัยยังอยู่ในระบบราชการ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรของธรรมศาสตร์ ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของธรรมศาสตร์ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว วิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษาของธรรมศาสตร์ ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว พวกเราจะบอกว่า โหย! แพงทั้งนั้น พวกที่เอ่ยชื่อมานี่ ผมจะบอกต่อว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ทดลองบริหารแบบในกำกับอยู่แล้ว ถูกก็มี วิทยาลัยสหวิทยาการสังคมศาสตร์ก็ทดลองบริหารแบบหน่วยงานในกำกับอยู่แล้ว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามันจะต้องแพง ธรรมศาสตร์ทดลองทั้งแบบในกำกับที่มหาวิทยาลัยช่วยครึ่งหนึ่ง หรือ 80% อย่างศิลปกรรมศาสตร์ อย่างสหวิทยาการ ก็ทดลองทั้ง 2 รูปแบบ ไม่ได้หมายความว่าถ้าออกจากในกำกับ จะต้องจ่ายแพงอย่างสิรินธร ปรัชญาอย่างหนึ่งก็คือ เริ่มต้นจากจะทำให้ดีที่สุด แล้วก็คนที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนทั้งหมด จะไม่ใช้เงินมหาวิทยาลัย มันก็เดินไปแบบนั้น สถาปัตถ์ก็เดินแบบเดียวกัน แต่สหวิทยาการกับศิลปกรรมเดินอีกแบบหนึ่ง เดินแบบมหาวิทยาลัยต้องช่วยนะ เก็บค่าหน่วยกิตเท่ากับคณะอื่นๆ ก็ไม่ได้แพง