ฉันอยากให้ทุกคนมีความรู้เท่าทันคนและโลก ไม่มีใครเอาเปรียบใคร และไม่มีใครเอาเปรียบโลก

ได้แต่แอบอ่านของคนอื่นมานาน แต่ละคำถามเหมือนจะง่ายเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง แต่สำหรับฉันมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย... 

เจ้าเป็นไผ...

       แม่บอกว่าต้องนอนเจ็บท้องในห้องเตรียมคลอดตั้งแต่เช้ากว่าจะคลอดก็พระอาทิตย์เลยหัวไปแล้ว นี่ขนาดจะออกมาดูโลกยังดื้อไม่หยอกเลยฉัน  ถึงว่าโตมาเลยเป็นแบบนี้...เกิดมาตัวไม่โต ผมน้อย แถวบ้านเรียก ผมอ่อย ก็เลยเป็นคนขี้ใจน้อยจนถึงทุกวันนี้

        ย่าเป็นคนเลี้ยงฉันและตั้งชื่อให้ว่า สร้อยฟ้า เพราะสมัยนั้นมีหนังที่มีนางเอกชื่อนี่สวยมาก ท่านก็กะว่าหลานจะสวยแบบนั้นบ้าง ส่วนชื่อเล่น พิมพ์ มาจากพิมพ์ดีด เพราะพ่อกับแม่ทำงานพิเศษนอกเวลาราชการด้วยการรับจ้างพิมพ์ดีด สมัยนั้นการทำวิทยานิพนธ์หรืองานเอกสารวิชาการต่างๆ ต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีด และต้องใช้ฝีมืออย่างมาก พ่อกับแม่เลยมีงานมากแม้แต่ตอนท้องเก้าเดือนก็ยังนั่งพิมพ์งานอยู่ เห็นพ่อบอกว่าตอนพาแม่มาคลอดต้องพยุงแม่ออกมาจากโต๊ะพิมพ์ดีดกันเลยทีเดียว           

       ฉันชอบการปฏิสัมพันธ์ตั้งแต่เด็ก ชอบเจอผู้คน ชอบคุย ชอบพูด ชอบถาม น้องคนเ็ล็กของแม่มีหน้าที่เลี้ยงฉันมักโดนฉันเล่นงานด้วยคำถามรัวเป็นชุดเสมอ จนต้องบอกว่า หยุดถามก่อนได้ไหมน้าจะกินข้าว... จนถึงวันนี้น้าฉันมีลูกแล้วสองคน กรรมตามฉันทัน ฉันต้องบอกน้องฉันว่า หยุดถามก่อนได้ไหมพี่พิมพ์จะขับรถ...

       ตอนเรียน ม.ต้น แววเด็กกิจกรรมก็ฉายออกมา ฉันสนุกทุกอย่างที่ไม่ใช่เรื่องเรียน แล้วก็ทำได้ดีกว่าเรื่องเรียนด้วย...ฉันจบชีวิต ม.ต้น ด้วยการเป็นรองประธานนักเรียน ฉันจำไม่ได้หรอกว่าได้ทำอะไรไปบ้าง จำได้อย่างเดียว ว่าได้ถือไมค์นำสวดนักเรียนทั้งโรงเรียน ช่างเท่ห์เสียนี่กระไร

        ม.ปลาย ฉันต้องสอบแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนฝรั่งมีชื่อในเชียงใหม่ตามรอยคนเก่งที่ควรเป็น แต่ฉันสอบไม่ได้ ฉันร้องไห้ เพราะไม่ได้เีรียนเหมือนเพื่อน แล้วครูใหญ่ก็เรียกฉันไปพบพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน แล้วบอกฉันว่า คะแนนสอบเข้าของฉันถึงเกณฑ์แต่ต้องบริจาคให้โรงเรียนด้วย...

ฉันจำไม่ได้ว่าเท่าไร ไม่รู้ความคิดอวดดีแบบนี้เกิดขึ้นกับฉันได้ยังไง ระหว่างที่แม่พยายามหาเงินให้ฉัน ฉันบอกกับแม่ว่า ฉันไม่อยากเรียนที่นี่แล้ว ฉันจะสอบเข้าโรงเรียนชายประจำจังหวัดให้ได้...ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เรียนโรงเรียนอันดับหนึ่งแต่ฉันจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้... ความคิดแบบนี้ถูกถ่ายทอดทางสายเลือดด้วยเมื่อน้องชายฉันเจอเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน คำพูดที่เ้ค้าพูดกับแม่เหมือนฉันไม่มีผิด.. 

      ชีวิต ม.ปลายของฉันไม่ยาวนัก สมัยนั้น กศน. ยังเปิดโอกาสให้มีการสอบเทียบอยู่ ทั้งๆ ที่ฉันสนุกกับการใช้ชีวิตที่นั่นกับเพื่อนใหม่ ด้วยความต่างของเพศ ฉันมีเพื่อนผู้ชายมากกว่าเพื่อนผู้หญิง ในยุคที่พฤติกรรมคิขุกำลังเฟื่องฟู การกระทำหลายอย่างของกลุ่มเพื่อนผู้หญิงช่างไม่มีเหตุผลและไม่น่าพิศมัยในสายตาฉัน...ฉันอยากโตแล้ว... <p>         ในที่สุดความพยายามในการสอบพิมพ์ดีดเพื่อให้ได้ใบวุฒิ ม.ปลาย ก็สำเร็จ (ไม่เข้าใจทำไมต้องสอบพิมพ์ดีด)           </p>

         คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นคณะที่ฉันเลือกเรียน วันประกาศผลสอบต้องไปดูกันที่ป้ายประกาศ ฉันหาชื่อตัวเองไม่เจอ...กลับบ้านแม่ปลอบฉันว่าไม่เป็นไร เรามีเวลาอีกตั้ง 1 ปี จะรีบไปไหน...แต่อีกไม่กี่นาทีแม่ได้กอดแสดงความยินดีกับลูกช้างเชือกใหม่ เพราะฉันสอบได้ ฉันสอบติด แต่ดันหาชื่อตัวเองผิดแถวเท่านั้นเอง ยังดีนะที่ทีวีมีการประกาศรายชื่อคนสอบติดเป็นอักษรวิ่งๆ ไหลๆ แล้วเพื่อนฉันเห็นชื่อฉันเลยโทรมาแสดงความยินดี ไม่งั้นละก็... 

         ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยสนุกมาก ฉันทำกิจกรรมทุกอย่างที่ฉันทำได้ ตั้งแต่เล็กๆ ระดับชมรม ระดับคณะ และระดับมหาวิทยาลัย รถกระบะของพ่อฉันกลายเป็นรถขนของและขนคนประจำคณะเศรษฐศาสตร์...และอีกสามปีต่อมาก็เป็นรถประจำคณะเกษตรศาสตร์ของน้องชายฉัน (มันถ่ายทอดกันได้ทางสายเลือด) ฉันได้เจอคนมากมายจากการทำกิจกรรม แน่นอนมันสั่งสอนและปลูกฝั่งอะไรให้ฉันอย่างไม่รู้ตัว... 

         ฉันชอบทำให้คนพอใจ ฉันชอบเห็นรอยยิ้ม ฉันเลยได้เป็นทีมปฏิคมในสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นสวัสดิการในสโมฯ คณะ  เป็นแม่ครัวใหญ่ในค่ายอาสา เป็นฝ่ายจัดติวในชมรมวิชาการ เป็น ผจก.ทีมในกีฬามหาลัยเฟ้นหาคนมีความสามารถมาเจียรนัย เป็นทุกอย่างที่ทำได้ จนใครๆ เรียกฉันว่า GB แต่ฉันก็สนุกและสุขใจ 

          ฉันเรียนจบ ป.ตรีด้วยคะแนนธรรมดา ที่ขอทุนที่ไหนก็ไม่ได้ 555 ฉันเลือกที่จะเรียนต่อเศรษฐศาสตร์เกษตร ฉันชอบเกษตร ฉันอยากเรียนเกษตร ฉันชอบชีวิตเกษตร ฉันมั่นใจตั้งแต่เรียน ม.ปลาย เพราะฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในห้องที่เลือกเรียนพื้นฐานเกษตร แต่เสียดายที่ฉันสอบไม่ติดสายวิทย์...แต่ไ่ม่เป็นไรยังไม่สายฉันเลือกที่จะเรียนการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในมิติการเกษตรที่ฉันสนใจได้ ที่นี่...มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์... 

จุดยืนอยู่ตรงไหน... 

        ครั้งแรกที่ฉันออกค่ายไปทำกิจกรรมกับเด็กชาวเขา ทั้งนันทนาการ(เต้นแ้ร้งเต้นกา) สอนหนังสือ ทำอาหารแจก ตัดเล็บ และหาเหา...

สิ่งหนึ่งที่ฉันจำได้และเป็นแรงบันดาลใจจนกลายเป็นจุดยืนจุดหนึ่งในความคิดของฉันคือ รอยยิ้ม รอยยิ้มแทนคำขอบคุณ ยิ้มที่บอกว่ามีความสุข ฉันชอบให้คนยิ้มให้ฉัน ฉันชอบเป็นคนให้ให้เพื่อแลกกับรอยยิ้ม...แล้วจะให้อะไรละ...

ความรู้...ฉันคงทำได้แค่นี้ นี่คือสิ่งที่ฉันพอจะมีและพอจะแบ่งปันเพื่อแลกรอยยิ้มที่ฉันภูมิใจได้ 

 เจ้าจะทำอะไร... 

        ฉันมีความฝัน ฉันอยากเป็นผู้รู้ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวที่มีประโยชน์สู่ผู้คนอย่างมีน้ำหนัก และมีมรรคผล...แต่เส้นทางช่างยาวไกล...

ความจริงสิ่งที่ต้องทำกับความฝันสิ่งที่อยากทำ บ่อยครั้งที่เดินคนละทางแยก

แต่ฉันเชื่อว่าสักวันหนึ่งทางแยกจะต้องมาบรรจบกันแน่นอน...สักวัน 

เจ้าต้องการอะไร...

ฉันต้องการอะไร...มีมากมายที่ฉันต้องการ

ในรูปธรรม ที่ใกล้ตัวและเป็นไปได้ด้วยสองมือ...ฉันอยากให้ครอบครัวฉันมีความสุข

ในนามธรรม ที่ำไกลตัวและอาจเป็นไปไม่ได้ด้วยเพียงสองมือ...ฉันอยากให้ทุกคนมีความรู้เท่าทันคนและโลก ไม่มีใครเอาเปรียบใคร และไม่มีใครเอาเปรียบโลก 

บอกหน่อยได้ไหมทำไมต้องเฮฮา...

      การจะเป็นผู้รู้ได้ ต้องชอบที่จะเรียนรู้...

ระหว่างที่ฉันรอคอยโอกาสทางการศึกษาในระบบ ฉันก็ต้องใช้ชีวิตเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง วิธีการเรียนรู้ที่เร็วและสนุกฉันต้องค้นหา...

แล้วฉันก็เจอ...

ได้รู้ ได้เฮ ได้ฮา ได้เพื่อน ได้ครู ได้ยิ้ม และได้ฝึกตัวเอง... 

 การอ่านทำให้คนเก่งแต่การเขียนทำให้คนเก่งมากกว่า...

มีทั้งสองอย่างในที่เดียว  ก็ฮานะสิคร้าบบบ

</span>