"เราไม่จำเป็นต้องทน ยังมีอะไรมากมายที่เราทำได้ อย่าให้ความอดทนมาทำลายความเป็นตัวเรา"

สืบเนื่องจาก อ.ขจิตถามฉันว่า รู้จักพี่เอกได้ยังไง...

เลยกลายเป็นที่มาของบันทึกนี้คะ

พี่ชาย...อ้ายเอก

อ้ายเอก พี่ชายใจดีของน้องพิมพ์ เรารู้จักกันในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไร...มีจุดร่วมที่โหดร้าย
 
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ว่าที่เจ้านายใหม่ของอ้ายเอก คือ เจ้านายของฉัน เราเกือบจะได้ทำงานร่วมกันในองค์การมหาชนแห่งหนึ่ง


แต่...ด้วยความต่างของแนวคิด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต และการมองคน

ซึ่งอ้ายเอกสามารถสัมผัสได้ไม่ยากจากว่าที่เจ้านายใหม่ ซึ่งก็คือเจ้านายของฉันในขณะนั้น อ้ายเอกรีบปฏิเสธงานทันทีทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มงาน มีหลายอย่างที่รับไม่ได้...

และอีกไม่นานฉันก็ตามอ้ายเอกออกมา  ยอมว่างงานดีกว่าอยู่กับเจ้านายที่ไม่เคยเชื่อใจเราเลย ทั้งๆ ที่บอกว่าเรา คือ "ทีม"
 
ทุกคนเรียกเจ้านายว่า "อาจารย์" รวมทั้งฉันด้วย แต่ในความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่อาจารย์

อาจารย์ คือ ผู้ให้ ถ่ายทอด รับฟัง ให้เกียรติ และสอน...แต่ทุกอย่างตรงกันข้ามทั้งหมด

ฉันไม่เคยรู้สึกว่าไม่สนุกกับการไปทำงาน ไม่เคยรู้สึกไม่อยากตื่นเพื่อไปทำงาน  ไม่เคยต้องมานั่งคิดหาข้ออ้างว่าจะทำไงไม่ต้องไปทำงาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิต ทุกอย่างที่เลือกทำจะทำด้วยความสนุกและมีความสุขเสมอ  แต่คราวนี้ไม่ใช่

สุดท้าย...ถึงกับต้องเสียน้ำตากับแนวคิดและความไม่เชื่อว่าใครจะทำอะไรได้ดีกว่าตัวเองของเจ้านาย 
 
จะร้องไห้เมื่อข้างในตัวเราสั่งให้ร้องเท่านั้น ตลอดชีวิตคิดแบบนี้มาเสมอ  

ถ้าใครบังอาจมาทำให้ฉันร้องไห้โดยที่ฉันไม่เต็มใจ มันจะไม่มีครั้งที่สองอีก...รวมทั้งเจ้านายคนนี้ด้วย

น้ำตาในครั้งนั้นเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่บอกว่า คุณอดทนมามากพอแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องทนอีกต่อไป
 
ฟังดูเหมือนเด็กงอแงไม่รู้จักปรับตัวเลยนะคะ หลายคนที่มองจากข้างนอกคิดแบบนั้น เพราะเพิ่งทำงานได้ไม่ถึงสามเดือน แถมเงินเดือนก็มากเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ 

แต่คนสำคัญของฉัน..คุณแม่ ไม่ว่าอะไร สุดท้ายก็ให้ฉันตัดสินใจเอง เพราะแม่ก็ไม่อยากเห็นลูกสาวทำงานด้วยความไม่สนุก ไม่มีความสุข ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเรื่องมาเล่า...ทั้งที่เมื่อก่อนฉันงานด้วยความสนุก มีความสุข มีเรื่องมาเล่าด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะเสมอ
 
แล้วอ้ายเอกก็เป็นคนแรกๆ ที่ฉันเลือกที่จะปรึกษา อ้ายเอกบอกว่า

"เราไม่จำเป็นต้องทน ยังมีอะไรมากมายที่เราทำได้ อย่าให้ความอดทนมาทำลายความเป็นตัวเรา"

อ้ายเอกเป็นคนที่เชื่อเสมอว่าฉันมีความสามารถ และเชื่อว่าฉันทำได้ 

"ก้าวที่กล้า...คนกล้าต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น จะได้พบกับความยิ่งใหญ่"

การก้าวออกมาจากกรงแห่งความอดทนจึงเกิดขึ้น ท่ามกลางความแปลกใจของคนรอบข้างที่ไม่ได้มองเห็นอะไรนอกจากเงินเดือนที่เยอะจัง และท่ามกลางความยินดีของเพื่อนร่วมงานที่เห็นด้วยอย่างยิ่งพร้อมกับคำถามว่าทนได้ไงตั้งสามเดือน...ทุกวันนี้กับเพื่อนร่วมงานเรายังคุยกันเหมือนเดิม


นับแต่นั้นมาอ้ายเอกกลายเป็นพี่ชายใจดี ที่คอยให้คำปรึกษา และให้กำลังใจฉันเสมอ ถึงแม้ว่าแกจะยุ่งมาก แต่ก็พอมีเวลาแบ่งปันความเข้มแข็งให้เสมอ และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีโอกาสได้เขียนงานเล็กๆ ด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันในอนาคตอันใกล้ 
 
แล้วก็อ้ายเอกนี่แหละที่เป็นคนแนะนำให้ฉันเขียนบันทึกใน G2K

อ้ายเอกบอกว่าทำอะไรมาเยอะ คิดอะไร รู้อะไร ก็น่าจะจัดการเก็บไว้ รวมทั้งแบ่งปันให้คนอื่นด้วย 

แล้วก็ทำให้เราได้เจอกันตอนนี้ไงละ

อยากเห็นหน้าพี่ชายฉันไหม...อย่าบอกนะว่าไม่รู้จัก

ขอบคุณภาพประกอบบันทึกจากเจ้าของภาพคะ ---^.^---