“สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ควรแก่การหัวเราะหรือร้องไห้ ควรที่จะเสียใจหรือดีใจที่มีเยาวชนกลุ่มหนึ่ง ได้เข้ามาสืบสานในสิ่งนี้”

 

กลัวๆ กล้าๆ เจ

เจ-จิระพงษ์ มามีสุข

        

          (เจ-จิระพงษ์ มามีสุข คนที่ 3 จากซ้าย กำลังฝึกซ้อมการแสดงเพลงพื้นบ้าน)

          เมื่อผ่านการแสดงมาได้ 1 ปี เศษ ๆ  ผมมีเวลาให้เด็ก ๆ ชุดใหม่ (รุ่นล่าสุด) ได้มีการประเมินตนเอง และภาพรวม ๆ ทั้งหมดที่ได้สัมผัสมาด้วยตนเองโดยใช้ความรู้สึกที่มีต่อความเป็นจริง เอามาวัดความก้าวหน้า ความเปลี่ยนแปลงของตนเอง และสิ่งที่ได้รับไปจากคุณครูผู้ฝึกสอน  น้องเจ-จิระพงษ์  มามีสุข  เป็นนักเพลงพื้นบ้านที่เริ่มต้นหัดเพลงอีแซวกับผมก่อนที่จะมาหัดเพลงฉ่อยลำตัด เพลงพวงมาลัย และเพลงแหล่ ล่าสุดน้องเจ เริ่มฝึกหัดด้นกลอนสด แบบกลอนหัวเดียว และน้องเขาก็มีพัฒนาการดีขึ้น ๆ เป็นลำดับ เสียอย่างเดียวเด็กๆ เขาไม่มีเวลาที่จะนำเอามาใช้ในการพัฒนาในสิ่งที่เขาสนใจ เพราะผมไม่เคยบังคับนักเรียนให้เขาต้องมาเรียนในสิ่งที่ผมกำหนด  ใครอยากได้ความรู้เดินเข้ามารับเอา ไม่เข้ามาก็ไม่ได้ไป

          เหลืออีกเพียง 2-3 วัน เจเขาจะต้องไปบันทึกเทปโทรทัศน์ รายการซูเปอร์จิ๋ว จะออกอากาศทางช่อง 9 ราว ๆ กลางเดือนพฤศจิกายน เช้าตรู่วันอาทิตย์ ติดตามชมความสามารถของ เจ ได้  วันนี้ผมได้นำเอาความคิดเห็นของน้องเจมาเป็นเรื่องเล่าที่มีความน่าสนใจแบบเด็ก ๆ ที่หัวใจสะอาดและบริสุทธิ์ เรามารับทราบพร้อมกันเลยนะครับ 

สวัสดี ครับ  

          ผมชื่อ เด็กชายจิระพงษ์ มามีสุข  กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผมเข้ามาอยู่ในวงเพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 เมื่อตอนที่ผมมาเข้าเรียนชั้น ม.1ใหม่ ๆ โดยที่ผมได้เลือกเข้ามาเรียนในวิชาเพิ่มเติม ชื่อศิลปะกับภูมิปัญญาท้องถิ่น  และประกอบกับตัวผม อยากที่จะมีความรู้ ความสามารถทางด้านนี้อยู่ด้วย  ผมจึงกะเหรี่ยมเข้ามา ทำทีท่าเป็นว่ามาขอฝึกเพลง แต่ในตอนนั้นผมเกรงว่าคุณครูเขาจะไม่ฝึกเพลงให้ แต่ในอีกใจหนึ่งก็อยากที่จะได้ลองสักครั้งเถอะ  แล้วคุณครูชำเลือง มณีวงษ์ ครูผู้ฝึกสอนเพลงพื้นบ้าน ท่านก็เริ่มทดสอบความสามารถของผมด้วยการให้ผมร้องเพลงให้ฟัง  ผมคิดว่าอาจารย์คงทำการทดสอบเสียง  เมื่อการทดสอบเสียงเสร็จสิ้น  คุณครูท่านก็สอนเพลงพื้นบ้านให้ผม เพลงแรกที่เรียนคือ เพลงอีแซว

          เพลงแรกที่ผมได้ฝึกหัดร้องมีชื่อว่า ประวัติเพลงอีแซว ของป้าขวัญจิต ศรีประจันต์  เนื้อเพลงขึ้นต้นว่า บรรจงจีบ 10 นิ้ว  ขึ้นหว่างคิ้วทั้งคู่  ผมดีใจมากเมื่อมีเนื้อร้องเพลงอีแซวอยู่ในมือผม ผมได้รับเนื้อเพลงกลับไปฝึกร้องที่บ้าน (ไม่มีจังหวะจะโคนหรอกครับ) แต่ผมก็มิได้ย่อท้อ ผมฝึกร้องทั้งเช้าละเย็นจนกระทั่งผมเป็นนิดหน่อย เล็กน้อยถึงปานกลาง 

         

 (เจ-จิระพงษ์ มามีสุข คนที่ 1 แถวหน้า) กำลังร้องเพลงเปิดวงก่อนเข้าสู่เพลงออกตัว)

         ผมมีโอกาสได้เล่นเพลงจริง ๆ ครั้งแรกแบบว่า เป็นงานเป็นการก็ที่ห้องฝึกซ้อมเพลงนั่นแหละครับ  ท่านอย่าเพิ่งงงนะครับ ว่าเป็นการเป็นงานตรงไหน ผมขอบอกว่า ในวันนั้น เป็นการบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ ของช่อง 11  เขามาถ่ายทำคณะเพลงอีแซวซึ่งมีผมสังกัดอยู่ในวงนั้นด้วย  

          เด็กชายจิระพงษ์ มามีสุข ในวันนั้น มีความประหม่า ตื่นเต้นมาก บางขณะก็รำผิด บางขณะก็ร้องไม่ดัง อะ อะ อะ  ผมมีบทร้องด้วย แต่น่าเสียดายที่ ผมร้องไม่เข้าไมค์เสียงเลยไม่ได้ออกทีวี เป็นที่น่าเสียดายมาก ๆ  ในตอนนั้น  แต่ว่าต่อมาไม่นานผมก็ได้ออกทีวีอีกมากมายหลายครั้ง  ผมเลยไม่น้อยใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น 

           

          เมื่อผมขึ้นมาเรียนในชั้น ม.2 ผมได้ออกจากวงเพลงอีแซวไปช่วงหนึ่งเพราะมีเรื่องเข้าใจผิดกับพ่อ แต่ก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร  ต่อมาผมได้ตั้งคำถาม ถามตนเองว่า สิ่งที่ผมจากมาคือสิ่งที่ผมเคยตามหาใช่หรือเปล่า ถ้าใช่แล้วทิ้งมาทำไม ต่อมาผมก็ได้กลับเข้ามาสู่วงเพลงอีแซวอีกครั้ง  โดยมีพี่ ๆ พากลับเข้ามา  และผมก็ดีใจมาก ที่คุณครูให้อภัย ท่านมิได้ว่าอะไร  ผมจึงได้กลับมาเข้าอยู่ในคณะเหมือนเดิม  ผมดีใจที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ ทุคนไม่โกรธผม

          แต่ผมก็ต้องได้รับความเสียใจ เมื่อผู้แสดงนำหญิง (รุ่นพี่) ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต้องเดินออกจากวงเพลงไป เมื่อพี่เขาจบการศึกษาชั้น ม.6 ต้องไปศึกษาต่อในระดับชั้นอุดมศึกษา และในปีการศึกษานี้ก็จะมีรุ่นพี่อีก 2 คน จบการศึกษาชั้น ม.6 (พี่อิม กับพี่ยุ้ย) ผมและทุกคนในวงจึงต้องช่วยกันฝึกซ้อมการแสดง รับบทร้องทุกขั้นตอนมาจัดลำดับการแสดงเพื่อให้คุณภาพของวงดีเท่าเดิม แทนพี่ ๆ ที่จ้องออกไป ผมคิดแบบนั้นนะครับ แต่ว่าจะทำได้ดีสักแค่ไหนนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

          

          ในปีนื้ ผมมีอายุ  14 ปีแล้ว ภาระงานในหน้าที่ก็หนักมากขึ้น แต่ผมก็จะทำให้ดีที่สุด  ตอนนี้ปัญหาที่หนักใจมากคือ เรื่องของการปรับระดับเสียงของตัวเอง ให้เป็นระดับเสียงเดียวกันกับเพื่อนร่วมวงที่จะต้องเพลงต่อกัน  ผมมีระดับเสียงที่ค่อนข้างจะสูง จึงปรับให้ต่ำลงมาได้ยาก (ผมปรับไม่เป็นมากกว่า) ว่ากันไปตรง ๆ เลยนะครับ  

          มีอีกเรื่องหนึ่งคือ เมื่อใดที่คุณครูเห็นแววว่าจะมีผู้แสดงที่สามารถปรับระดับคุณภาพให้สูงขึ้นได้ คุณครูก็จะฝึกสอนในขั้นที่ยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ดูอย่างคุณครูชำเลือง มณีวงษ์ ของผมท่านร้องเพลงพื้นบ้านหลายอย่างได้โดยไม่ต้องท่องเนื้อเพลงเลย  เป็นการร้องด้นสด ๆ ทั้งนั้น  ตรงนี้เองที่ผมต้องทบทวนและคิด คิดแล้วก็หนักใจอีกเช่นกันเพราะผมจะต้องไปแสดงความสามารถร้องเพลงอีแซว แบบด้นกลอนสด คือ ไม่ต้องมีเนื้อร้อง นึกอะไรได้ก็ให้ร้องออกไปในทันทีทันใดเลย  จึงทำให้เป็นที่กังวลมาก  แต่ผมก็จะพยายามฝึกซ้อมทุกวัน  แต่บางครั้งก็ไม่ได้ฝึกกับคุณครู  ครูมีงานเข้ามาเยอะ จึงทำให้การฝึกซ้อมติดขัดบ้างเล็กน้อย  แต่ผมก็มิได้หวั่นเพราะว่าผมมีครูดี และมีความตั้งใจที่ไม่น้อย

           

           การที่ผมได้มาแสดงเพลงพื้นบ้าน ผมไม่เคยอายใครที่จะมาหัวเราะว่าผมนี่ ดักดาน หัวโบราณ แต่ผมก็ภูมิใจนะครับ ที่เขาว่าแบบนี้ผมถือว่า เขาชมผม  แต่ในทางกลับกันคือ นี่คือผู้อนุรักษ์ศิลปะ การแสดงแบบโบราณ  ถ้าทุกคนคิดว่า เป็นการอนุรักษ์ สังคมคงจะเจริญมากว่านี้ครับ  ผมอยากจะขอฝากเอาให้คิดกันเล่น ๆ  นะครับว่า  

         สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ ควรแก่การหัวเราะหรือร้องไห้  ควรที่จะเสียใจหรือดีใจ ที่มีเยาวชนกลุ่มหนึ่ง ได้เข้ามาสืบสานในสิ่งนี้  

                                                       สวัสดี ครับ                                                                       

                                              เด็กชายจิระพงษ์  มามีสุข    

                                              ศิษย์ ครูชำเลือง  มณีวงษ์    

                                  ชั้น ม. 2/3 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1   

                                          วันที่  24   ตุลาคม  พ.ศ. 2550