"ทำความดีถวายในหลวง"เป็นคำศักดิสิทธิ์ มีอานุภาพ ใครได้ยิน จะรู้สึก อยากทำดีขึ้นมาจริงๆ

     นับจากนี้ไปอีกไม่กี่ชั่วโมง ผู้เขียนก็ต้องเดินทางแต่เช้ามืดอีกครั้ง กับการอบรมเรื่องการยกระดับมาตรฐานสถานบริการ โดยกลุ่มการจัดการการเรียนรู้ของ .จ.ชลบุรี คราวนี้ต้องไปจันทบุรี 2 คืน 3 วัน กลับมาถึงคงเย็นวันที่ 26 ต.ค. 50 ก็ขออนุญาต ลาพัก แต่คงจะคิดถึงG2K มากๆ

   บันทึกสุดท้ายนี้ ขอเล่าเรื่องที่ยังความรู้สึกดีๆ มาให้ชื่นใจกันนะคะ เมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ ของมูลนิธิพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ60 พรรษา นวมินทราชินี ที่กรุงเทพฯ และจะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมราชินีนาถด้วย ก่อนถึงวันไป ผู้เขียนได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ที่นำมาให้ผู้เขียนช่วยถวายฏีกา สมเด็จแม่ให้ด้วย ผู้ที่นำจดหมายนี้มา เป็นคุณครูนอกราชการ ที่ผู้เขียนคุ้นเคยดี และว่า ได้พบเด็กเจ้าของจดหมายนี้ เป็นเด็กสาวข้างบ้าน อยู่กับยาย ฐานะยากจน  เธอมีอาการเป็นมะเร็งที่ใบหูทรมานมาก บางครั้งทำงานไม่ได้ ซ้ำไม่มีเงินรักษา จึงอยากจะฝากถวายฏีกา ขอความช่วยเหลือจากสมเด็จแม่

  ผู้เขียนได้เปิดอ่านจดหมายนั้นก่อน และเธอได้เล่าเรื่องราวพอสรุปได้ดังนี้ เธออยู่กับปู่และย่า มีฐานะยากจน มีปัญหาสุขภาพกล่าวคือ เมื่อ2 ปีก่อนได้ไปเจาะหูมา ต่อมาเกิดอาการคัน บวม แดง ที่ใบหูและหลังหู เมื่อมีอาการปวดก็กินยาประทังเอา ต่อมาเป็นหนักขึ้น จนสุดท้ายกลายเป็นก้อนเนื้อ  โตขึ้นเรื่อยๆ ปวดทรมานมาก  มีอาการหู  อี้อฟังอะไรไม่ค่อยได้ยิน และยังมีอาการตาฟ่าฟางขึ้นมาด้วย เมื่อไปโรงพยาบาลแพทย์บอกว่าเธอเป็นมะเร็ง ต้องผ่าตัด และฉายแสง และเธอได้เล่าว่า กรณีเกิดป่วยจากการกระทำของตนเองนี้ บัตรทองที่มีรักษาไม่ได้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง "ตอนนี้ตัวหนูเริ่มแย่ลงทุกวัน ต้องหยุดงาน เมื่อวันที่มีอาการปวดมาก หนูไม่มีเงินค่ารักษาค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายแพงมาก กรุณาช่วยหนูด้วยนะคะ" นี่คือข้อความสุดท้ายในจดหมายฉบับนั้น ผู้เขียนได้คัดลอกขึ้นอีกฉบับ เพื่อแนบไป เพราะลายมืออ่านยาก พร้อมนำติดตัวไปวันประชุม ตั้งใจจะนำไป"กราบบังคมทูล พระบาทพระราชินี" ตามที่เด็กเขียนและฝากมา 

   แต่เมื่อปรึกษาทางมูลนิธิพัฒนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้เป็นคนไข้ พอ.สว.จะดีกว่า เพราะมีงบในการดูแลทุกอย่าง เมื่อผู้เขียนกลับมาจึงแจ้งให้เธอทราบผ่านอาจารย์ท่านนั้น ว่าให้รออีกหน่อย วันที่มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ออกที่ชลบุรีเมื่อไหร่ จะช่วยเหลือให้ได้เป็นคนไข้ของมูลนิธิฯและผู้เขียนก็ติดตามผู้รับผิดชอบที่จังหวัด จนทราบว่า เดือนตุลาคมนี้ จะมีหน่วย พอ.สว.ที่ อ.บ้านบึง

    วันที่บุญจะได้สำเร็จก็มาถึง ผู้เขียนนัดให้อาจารย์พาเด็กมาตรวจ ส่วนทางหน่วยนี้ผู้เขียนก็ได้ตืดต่อเจ้าหน้าที่ แพทย์ ไว้เรียบร้อย และขอเป็นคนไข้ พอ.สว. เพราะเด็กยากจน ไม่มีค่ารักษาและค่าใช้จ่าย วันนั้นผู้เขียนเลยถือโอกาส ออกหน่วยและประสานงานจนสำเร็จเรียบร้อย ผู้ป่วยได้รับใบส่งตัวเข้า รพ.จังหวัด ในฐานะคนไข้ พอ.สว. คุณครูท่านนั้น พาคนไข้มาขอบคุณผู้เขียน และผู้เขียนก็รู้สึกยินดี ที่เขาจะได้รับการรักษา พร้อมพูดให้กำลังใจอีก 2-3 ประโยค แล้วก็ร่ำลากันไป

  หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ คุณครูผู้อารีย์ ก็โทรศัพท์มาหาผู้เขียน ด้วยน้ำเสียงร่าเริง และว่า "ขอเวลาคุยหน่อยนะ มีเรื่องจะเล่าให้ดีใจ" แล้วท่านก็ว่า จำได้หรือเปล่าพูดกับเด็กวันนั้นว่าอะไร รู้ไหมมีคนเขาซาบซึ้ง สร้างกระแสทำความดีกัน" ผู้เขียนยอมรับว่านึกไม่ออก ท่านก็ว่า "คุณบอกว่า การเป็นคนไข้หลวงไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อได้โอกาสก็ถือว่าโชคดี ต่อไปนี้ ให้ตั้งใจทำความดีถวายในหลวงนะ" เมื่อทบทวนเสร็จ ผู้เขียน ก็นึกในใจว่า อ๋อ! ประโยคนี้เป็นประโยคที่เราตั้งใจพูดมาตลอด เพื่อชักชวนคนมาทำความดีถวายพ่อหลวงกัน แล้วยังไงต่อไปนะ ไปสร้างแรงจูงใจใครอีก" วันก่อนไปเลี้ยงพระเล่าเรื่องเด็กให้เพื่อนๆฟัง ว่าคุณบอกให้เด็กทำความดีถวายในหลวง เด็กบอกว่า แค่หนูอยากจะหาเสี้อเหลืองมาใส่สักตัวยังไม่มีเลย แต่หนูจะตั้งใจทำงาน" คุณครูเล่าต่อว่า เมื่อเพื่อนๆได้ยิน เกิดอาการซาบซึ้งกับเด็ก เลยพากันซีอเสื้อเหลือง สงเคราะห์ไปให้หลายตัว และพากันบอกว่า เราก็จะได้ทำความดีนี้ถวายในหลวงเหมือนหมอแกบอกเหมือนกัน

  ถึงตรงนี้ ผู้เขียนก็รู้สึกปลื้มใจ ว่าคำพูดนี้"ทำความดีถวายในหลวง"เป็นคำศักดิสิทธิ์ มีอานุภาพ ใครได้ยิน จะรู้สึก อยากทำดีขึ้นมาจริงๆ เพื่อพ่อหลวงโดยแท้ และผู้เขียนก็ตั้งใจ จะพูดคำนี้ตลอดไป

.............ขอให้ชาวไทยทุกคน........

.........จงตั้งใจทำความดี.....

....ถวายในหลวงกัน......