ปายเป็นอำเภอเล็กตั้งอยู่กลางหุบเขา เรานั่งเครื่องบินเล็กจากเชียงใหม่ใช้เวลา24นาที ไม่มีพิธีรีตองใดๆ ถึงเวลาเราก็เหินฟ้าท่ามกลางพายุฝนที่ตั้งเค้ามารอบๆ ทราบภายหลังว่าหลังจากเราขึ้นบินแล้วฝนตกลงมาชำระล้างเมืองเชียงใหม่ เครื่องบินลำนี่นั่งกัน10 คน บวกนักบิน2คน รวมเป็น12คนเต็มทุกที่นั่ง มีฝรั่งปนไทยอย่างละครึ่ง ตอนบินขึ้นผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นการทัวร์ทางอากาศแบบแว๊บๆ บินมาได้ครึ่งทางเจอพายุฝน นักบินพาเครื่องบินฝ่าเข้าไป เรานี้แทบจะจับเม็ดฝนเล่นได้ มันห่างกันแค่กระจกกั้น เครื่องบินตกหลุมอากาศเล็กๆน้อยๆ พอดึงเครื่องขึ้นพ้นกลุ่มเมฆได้สักพักก็ลดเพดานบินลงมา

     

(ห้องนักบิน  เรามองเห็นสนามบินปายแล้วครับ) 

โชคดีอีกนั่นแหละฟ้าเปิด ทำให้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก บนยอดเขามีกลุ่มเมฆลอยอ้อยอิ่ง ถัดลงมาเป็นที่ทำไร่ทำสวนผลไม้ ที่นี่ปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง ลิ้นจี่ได้ผลดีมาก พื้นที่ลุ่มล่างสุดชาวบ้านทำนากัน ความชื้นดีมาก ดินอุดมสมบูรณ์ปลูกอะไรก็งาม ปกติเครื่องบินเล็กจะไม่บินสูงมากนัก เราจะถ่ายภาพทางอากาศได้สะดวกระหว่างคนขับเครื่องบินกับเราเหมือนนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน นักบินนั่งคู่อยู่ข้างหน้า เก้าอี้ถัดมาเป็นของผู้โดยสาร จะรายงาน ตรวจดูเรดาร์ เราเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมด ดูอบอุ่นดีมากแบบ..ไปไหนไปกันเลือดสุพรรณเหวย พอเครื่องบินจอด ผมกระโดดตุ๊บลงมา ไหนละคนรับ..โน่น !! ยืนโบกมือไหวๆอยู่ข้างรั้วไม้ไผ่ แหมเขาประหยัดแบบเศรษฐกิจพอเพียงดีแท้ๆ

    

 เอก..วิ่งมากอดพ่อ ตามด้วยคุณหมอสุพัฒน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลปาย มากับคุณพยาบาลชื่อเพียรศรี เธอกับสามีเป็นชาวBlog ด้วยนะครับขอบอก เรานั่งโอภาปราศรัยกันเล็กน้อย จึงแยกกันเพื่อที่จะเจอกันอีกในเย็นนี้ เอกพาพ่อขึ้นรถแล้วลุยปายทันที รถเคลื่อนเอกเปิดเทปเพลงเกี่ยวกับปายให้ฟัง จุดแรกไปเยี่ยมสตรีเหล็กแห่งเมืองปาย เอกบอกท่านไว้แล้วจะมีคนมาหา ไปถึงท่านเดินยิ้มแป้นมาต้อนรับ แม่อาภรณ์ แสงโชติ ประธานเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนอำเภอปาย แม่อาภรณ์แต่งตัวเรียบร้อยคุยเก่ง เล่าเรื่องงานที่ทำให้ฟังแบบบรรยายสรุป เป็นผู้นำธรรมชาติที่เรียนแค่ป.4 แต่ถ้าเทียบความรู้จริงจากผ่านการบุกฝ่างานด้านสังคมแล้ว ระดับมหาบัณฑิตดูจะน้อยไป

   

แม่อาภรณ์จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กต้านกระแสภายนอกอย่างทรหด ถึงกับโดนป้ายหมายหัวทิ้งใบปลิวโจมตีว่าแม่คนนี้ขัดขวางความเจริญเมืองปาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงมาทำการวิจัยและจัดประชุมไป4-5ครั้ง มีหนังสือเขียนออกมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัจจุบันแม่เริ่มทดลองจัดทำที่พักแบบโฮมสเตย์ มีอาหารชาวไทยใหญ่เจ้าตำหรับขนานแท้ไว้บริการ ที่นี่น่าพักมาก ทำเป็นบ้านเล็กๆ2เตียง ซอกซอนอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ที่ปลูกไว้สวยงาม 

ชาติพันธุ์ที่มาอาศัยอยู่ผืนดินที่เป็นดั่งสวรรค์แห่งนี้ยังยากจนมาก ตัดไม้ทำลายป่า ทำให้น้ำป่าไหลบ่ามาท่วมทั้งอำเภอจนเสียหายยับเยิน เคยเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดที่โด่งดังระดับโลก  ปัจจุบันมีคนนอกมาประกอบการแบบเอาเงินหว่าน ทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทางวัฒนธรรม ถ้าไม่กำกับดูแลให้ดี ปายจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าเสียดายที่สุดในโลก เอกบอกว่าชุมชนเผ่าต่างๆ เช่น กลุ่มไทยใหญ่ อิสลาม คนเมือง คนจีนอพยพจากยูนาน และกลุ่มชาวเขาอยู่ทำมาหากินด้วยกันอย่างสันติสุข   

คืนนี้ผมกับเอกนอนที่นี่ อากาศสบายพอดีขนาด จะนอนจะห่มผ้าหรือแก้ผ้าก็ได้ อิอิ. ตอนนี้ผมออกมานั่งหน้าห้องที่ระเบียงตั้งแต่ตี4 ไม่มียุ่งสักกะตัว นั่งพิมพ์เรื่องราวมาให้อ่านกันนี่ไงละ สะอาด เงียบ สงบ เย็นสบาย เสียอย่างเดียวกลางดึกตุ๊กแกร้องเสียงดังมาก ตับแก ตับแก..เอ๊ะ! ทำไมต้องมาร้องบอกอวัยวะของแขกด้วย แปลกแท้ๆ..ได้ยินตอนแรกสะดุ้งแทบตกเตียง อยู่คนเดียวเงียบๆ มาเขย่าขวัญกันได้