หลังบันทึกเทปทีวี ผมได้คุยกับ ดร.สุวัฒน์ เงินฉ่ำ ขณะขับรถไปส่งท่าน ท่านก็คุยถึง VTR ที่ฉายประกอบรายการ ที่บันทึกการทำ KM ของ สพท.ลพบุรี เขต 1 และ สพท.สุพรรณบุรี เขต 2 ว่าบุคลากรที่นั่นมีคุณภาพ ทำงานกันเก่ง และทำงานอย่างมีความสุข
ผมก็รู้สึกเห็นด้วยกับท่านเช่นกัน ด้วยเหตุที่ผมรู้จักคุ้นเคยกับบุคลากรทั้งสองหน่วยงานดี จึงแสดงความเห็นอย่างสั้นๆว่า
“ความสำเร็จทั้งหลายเกิดจากพื้นฐานความศรัทธาที่บุคลากรมีต่อคนที่นำการขับเคลื่อน” ดร.สุวัฒน์ท่านก็เห็นด้วย
เย็นวันนั้นพอผมกลับถึงบ้าน ก็นึกทบทวนถึงคำว่า “ศรัทธา” ว่ามันมีพลังมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ ยิ่งนึกไปก็ยิ่งเห็นภาพตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในหน่วยงานต่างๆเด่นชัดขึ้น
คำว่า “ศรัทธา”ที่ว่านี้ มันสร้างขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อนึกทวนย้อนไปยังเหตุการณ์ต่างๆ ใน 30 กว่าปีที่ผ่านมา ก็เข้าใจได้ชัดแจ้งว่า การสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับคนนั้น ไม่ใช่จะสร้างให้เสร็จเพียงเวลาชั่วครู่ชั่วยาม หรือเพียงแค่การพูดโอ้โลมปฏิโลมหว่านล้อมเท่านั้น เพราะมนุษย์เราดื้อยิ่งกว่าโคนันทวิศาล ถ้าใจไม่ศรัทธา ไม่เห็นด้วย ถ้าถูกสั่งถูกบังคับให้ทำอะไร ก็จะดื้ออย่างสุดๆ ทั้งดื้อเงียบและดื้อโวยวาย ถ้าไม่ศรัทธาสุดๆก็จะหาวิธีตอบโต้ให้สะใจ ทั้งในที่แจ้ง และที่ลับ
ที่ เห็นชัดๆคือ การบังคับหรือมีคำสั่งให้ครูเขียนแผนการสอนตามแบบที่กำหนด ครูก็จะเขียนให้ได้แผนเหมือนกัน แต่เขียนเป็น “แผนการส่ง” และก็ “เขียนอย่างส่งๆ” แล้วก็ไม่สอนตามนั้น ถ้าถูกตามจิกบ่อยๆ มีโอกาสก็จะขอเออรี่รีไทม์ เป็นต้น
แต่ถ้าผู้บริหารหรือบุคลากรหลักคนใด ก่อนจะเริ่มทำสิ่งใดก็ปักธงให้ชัด มองภาพตลอดแนว คิดอย่างรอบคอบ ดูบริบทวัฒนธรรมองค์กรก่อน โดยไม่คิดอะไรเป็นท่อนๆ ไม่ใจร้อนสั่ง ไม่สั่งเป็นนโยบายรายวัน รายชั่วโมง แต่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมคิด จนเกิดความตระหนัก(Awareness) ด้วยตนเอง เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และอยากจะทำ ในที่สุดก็จะเกิดความพยายาม(Attempt) เกิดพลังที่จะร่วมหาวิธีการที่ดีที่สุดในการดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมาย(Achieve) และเมื่อทำบ่อยๆทำต่อเนื่องก็จะเกิดเป็นความยั่งยืน(Accredited) โดยใช้การเป็นผู้นำที่ “ทำให้ดูกู่ให้ตาม” กำกับติดตาม สร้างขวัญกำลังใจ สอนงาน เป็นทางออกที่สร้างสรรค์ให้ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยจะถือและยอมรับศรัทธาคนที่ ปฏิบัติตนโปร่งใส ใจสะอาด ไม่คิดเล็กคิดน้อย โดยมุ่งแต่จะให้มากกว่ารับ จึงจะได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากบุคลากรด้วยใจจริง ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ก็ต้องสั่งสมมาเป็นเวลานาน
หากดำรงตนเช่นนี้จนเป็นแบบอย่าง เป็นบุคลิกที่ถาวร และทำให้ทุกคนยอมรับศรัทธาด้วยใจจริงแล้ว ต่อไปจะทำสิ่งใด จะขอร้องให้ทำสิ่งใดก็จะได้รับความร่วมมือช่วยเหลือเป็นอย่างดี ทำผิด สั่งผิดไปบ้างคนก็ให้อภัย เพราะ
“ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน”
“ปูว่าหอย แม้กล้วยว่ากล้าย เรียมตาม”
แต่ถ้าไม่ศรัทธาแล้วจะมอบ จะสั่ง จะขอร้องอะไร ก็จะถูกเพิกเฉย หรือทำให้โดยไม่เต็มใจ(ทำส่งๆ) และจะถูกบุคลากรคอยจ้องจับผิดเสมอ แม้จะทำดีหรือทำในเรื่องเล็กน้อยก็ตาม...
ต้องเกิดศรัทธามาก่อนจึงจะเกิดพลังผสานร่วม
การสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับคนนั้น ไม่ใช่จะสร้างให้เสร็จเพียงเวลาชั่วครู่ชั่วยาม หรือเพียงแค่การพูดโอ้โลมปฏิโลมหว่านล้อมเท่านั้น เพราะมนุษย์เราดื้อยิ่งกว่าโคนันทวิศาล ถ้าใจไม่ศรัทธา ไม่เห็นด้วย ถ้าถูกสั่งถูกบังคับให้ทำอะไร ก็จะดื้ออย่างสุดๆ ทั้งดื้อเงียบและดื้อโวยวาย
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
พิสูจน์ · 6 ต.ค. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 6 ต.ค. 2550
Dr. Phichet Banyati · 6 ต.ค. 2550
chai · 6 ต.ค. 2550
Mr. Adisak Intana · 6 ต.ค. 2550
เบาหวานโรงพยาบาลอุดรธานี · 6 ต.ค. 2550
CKO ในบทบาทของเขตพื้นที่
นอกจากจะเป็นผู้ปักธง(สั่งการ) แล้วผมคิดว่าควรอย่างยิ่งที่จะต้องสวมบทบาทของคุณอำนวยคนแรกในเขตพื้นที่(เพราะไม่มีใครจะเหมาะสมแล้ว)
ปัญหาของเขตพื้นที่คือ วัฒนธรรมการทำงาน ในขณะที่เราต้องการให้ทุกคนนำขุมความรู้ของตัวเองออกมาแสดง/นำเสนอ ในศูนย์จัดการความรู้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ตั้งชื่อได้สุดยอดจริงๆ)
ผู้คนในสำนักงานเขตพื้นที่กลับเหมือนถูกบดบังการแสวงหาความรู้จากองค์กรของเขาเอง มีคำพูดที่ถูกต้องอยู่อย่างคือ “ความรู้ในการปฏิบัติงานเราจะได้มา ก็ด้วยทรัพยากรในกระเป๋าของเราเอง”
เรามีห้องสมุดมีชีวิตเพื่อเด็กนักเรียนได้แสวงหาความรู้ สำนักงานเขตพื้นที่น้อยที่นักจะห้องสมุดมีชีวิตสำหรับเจ้าหน้าที่
เป้าหมายของ KM สำนักงานเขตพื้นที่ถูกกำหนดด้วยนโยบาย ปัจจัยพื้นฐาน(การส่งเสริมสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างอิสระ)เราไม่มีในสำนักงานเขต
เรามีปัจจัยหลัก เป็นศูนย์จัดการความรู้ที่ทุกเขตพื้นที่สามารถเนรมิตได้ภายในข้ามคืน(แต่ไม่มีใครเข้าใช้นอกจาก webmaster)
เราตั้งสมมติฐานว่า ทุกคนมีความรู้ดังนั้นทุกคนควร(จะต้อง)นำความรู้ของตนเองมารวบรวมเป็นองค์ความรู้ขององค์กร
ในขณะที่ ถ้าคุณต้องการความรู้สักเรื่องคุณต้องขวักเงินในกระเป๋าไปซื้อหนังสือมาอ่าน
ถ้าคุณต้องการฝึกอบรมสักเรื่อง(ไม่มีงบประมาณในแผนขององค์กร)คุณก็ต้องขวักเงินในกระเป๋าเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง พาหานะและการเดินทางเอง
ความเห็นของคุณมณฑลน่าคิดมากนะ
สวัสดีค่ะครูธเนศ
สบายดีไหมค่ะ ราณีชอบชื่อบันทึกนี้จริง ๆ เพราะไม่ต้องเติมก็เต็มไปด้วยความหมายจริง ๆค่ะ สุดยอดค่ะ ขอบคุณนะค่ะ
เห็นด้วยค่ะ กับข้อความในบันทึกนี้ เป็นสัจธรรมจริง ๆเพราะถ้าเรามีความศรัทธาแล้วจะมีแรงกาย แรงใจทุ่มเทให้อย่างเต็มที่เลยค่ะ โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
หนิงก็เชื่อและศรัทธาในความดีค่ะ
ในหลักพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นก็สอนและให้ความสำคัญเรื่อง “ศรัทธา” อย่างมากครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความเห็น เพื่อกระตุ้นให้คนสร้างศรัทธา และเกิดศรัทธาต่อกัน สังคมคงน่าอยู่ การงานคงเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากทีเดียว