ปูดนี้ เจ้าได้แต่ใดมา..

 Trainning+picture+042

ไหน ๆ ก็มาแนวนี้แล้ว ...ก็ขอดั้นด้นไปต่อ ก็แล้วกันนะคะ ...เพื่อน ๆ ที่แวะมามุมกาแฟ ..จะได้ไม่เครียด ...คิคิคิ ... 

เมื่อก่อนโรงพยาบาลปางมะผ้า เป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง ยังไม่มีแพทย์มาประจำเลยค่ะ  ผู้เขียนก็ยังเอ๊าะ ๆ จบใหม่ ๆ ยังอยู่ฝ่ายการพยาบาลอยู่เลย การทำงานสมัยนั้น  ก็ต่างจากเดี๋ยวนี้โดยสิ้นเชิง ..

โรงพยาบาลจะเหมือน สถานีอนามัยขนาดใหญ่ ที่เปิดทั้งวัน ทั้งคืน พยาบาลจะได้อยู่เวรละ 2 คน เวรเช้าจะเป็น 8 ชั่วโมง (8-16.30) ส่วน ช่วงบ่ายดึกจะเป็น 16 ชั่วโมง (16.00-8.00) พยาบาลก็จะรับหน้าที่ตั้งแต่ ทำบัตร ค้นบัตร  ตรวจคัดกรอง  ตรวจlab รักษา สั่งยา  จัดยา  คิดตังค์ ออกใบเสร็จ  เบ็ดเสร็จ ดูแลทั้งคนไข้นอก คนไข้ใน ผู้ป่วยก็มีเกือบครบ สูติ med เด็ก ขาดก็แต่ศัลย์ (เพราะเรายังไม่มีแพทย์ )ในคนเดียวค่ะ ...นรกไหมคะ ... ไม่ค่ะ ...ไม่นรกเท่าไหร่  ถ้าไม่มีคนไข้ฉุกเฉินค่ะ ..ส่วนใหญ่ก็ทำกันได้ ..แต่ถ้าวันใดมีฉุกเฉิน ก็ สนุกล่ะค่ะ ...

วันหนึ่งผู้เขียน  ได้อยู่เวรวันเสาร์ เรียกได้ว่าวันเสาร์ วินาศสันตะโร ... และเป็นวันที่ต้องอยู่เวร บ่ายดึก แล้วดันต้องต่อเช้า  เพราะ เพื่อนร่วมงานป่วย (พยาบาลขาดแคลนค่ะ ทั้ง รพ.มีวิชาชีพ 8 คน) ...กรรมสิคะ ..เมื่อคืนผู้เขียนเจอคนไข้คลอด 2 case แทบจะหลับคาขาหยั่ง ...ยังต้องได้มาต่อเวรเช้าอีก วันนั้น  มีคนไข้ที่ไม่ฉุกเฉิน  มาตรวจเยอะมาก ...เกือบบ่ายสอง แล้วยังไม่ได้ทานข้าว ..เพราะ case ติดพันกันแล้วมาติด ๆ ...ผู้เขียนเย็บแผลจนตาลาย ยืนเกือบไม่ติดค่ะ ..ต้องนั่งเย็บค่ะ ...ไม่งั้นล้มทั้งยืนแน่ ...

พอเสร็จจาก case ฉุกเฉิน ผู้เขียนกะ จะขอตัวคนไข้และญาติ พักทานข้าว ซัก 10 นาที ก็มีคนไข้ และญาติกลุ่มหนึ่ง พากันเข้ามาขอต่อรอง  ว่าขอตรวจก่อน เพราะรีบ ...ถามคร่าว ก็พบว่าไม่ได้ฉุกเฉิน ..อะไร ...แต่ญาติก็เร่งเร้า ...ผู้เขียนเองก็ขันติแตก ...เลยสั่งสอนผู้ป่วยและญาติกลุ่มนั้นให้รู้จักความหมายของคำว่า การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน  ซึ่งอานิสงค์ก็คงได้เผื่อแผ่ไปถึงผู้ป่วยคนอื่นที่นั่งรอเต็มเอี้ยดหน้าห้องฉุกเฉิน ...ผู้เขียนเองก็จะต้องเดินไปเอายาที่ห้องยาใหญ่เนื่องจากยาใน ER หมด ...เดินไปบ่นไป ไม่ได้ระวัง ...ฟ้าดินคงลงโทษ พยาบาลใจร้าย ...

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เสียง โครมดังสนั่นหวั่นไหว  ท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริ่ด ...ของคนไข้ ญาติ .. น้องคนงาน ..และคนไข้ในที่วิ่งออกมาดูต้นเสียง โครมที่ดังมาจากประตูเข้า zone OPD (เมื่อก่อน  ประตูกั้น zone จะเป็น ประตูเหล็กบานม้วนที่เลื่อน ขึ้นเลื่อนลง )  เป็นประตู บานม้วนเจ้ากรรมค่ะ  ใช่แล้ว เป็นการเดินชน  อย่างเร็ว และ แรงมาก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผู้เขียนเจ็บสุด ๆ อาย สุด ๆ ด้วย แต่ด้วยความที่เก๊ก เครียด มาแต่ต้น จึงรีบเดินต่อ ไปที่ห้องยา  ไปร้องโอ๊ย ๆ กุมหน้าผาก น้ำตาไหลพราก ที่ห้องยาค่ะ ...(โดยไม่มีพยาน รู้เห็น).. ไอ้ประตูบานนี้  ก่อนหน้านี้มันไม่เคยเลื่อนลงมาซักทีหรอกค่ะ ..เป็นผู้เขียนนี่แหล่ะ ไปบอกพี่คนงานเอาลง..คนจะได้ไม่เข้าไปยุ่มย่าม ใน Zone ห้องยา...</p><p>สายตาเจ้ากรรม ..ก่อนเดินจากที่ประตู เห็นคนไข้หลายคน เค้ากลั้นหัวเราะ ... เค้าคงไม่กล้าหัวเราะเพราะเห็นผู้เขียน .กำลังเครียด ๆ อยู่ .. พอเริ่มหายเจ็บ ถึงเดินถือยากลับไปห้องฉุกเฉิน ... กลับมาก็อายนี่ พยานเกือบ 20 คน  ผู้เขียนก็กลั้นหัวเราะ ไม่อยู่ ..คนไข้ด้วยแหล่ะ ...ก็พากันหัวเราะ ทั้งโรงพยาบาลล่ะค่ะ .โดยเฉพาะผู้เห็นเหตุการณ์นะคะ ..แล้วบรรยากาศก็ดีขึ้นมาได้ จากเหตุการณ์นี้แหล่ะค่ะ ...เมื่อ..ความเครียดกลายเป็นความขบขัน ...ชาวบ้าน..คงไปร่ำลือกันอีกนาน ..ถึงพยาบาลเฟอะฟะ  เดินชนประตูเหล็ก ไม่ดูตาม้า ตาเรือ  ...</p><p>ที่น่าขันกว่านั้น คือผู้เขียนกลายเป็นพยาบาลหัวปูด อยู่หลายวันค่ะ  ...และต้องอับอายขายหน้าไปอีกหลายวันตามไปด้วย เพราะมีแต่คนถามเรื่อย ว่าปูดนี้เจ้าได้แต่ใดมา ... เฮ้อหน้าแตกซ้ำซาก..นะพี่น้อง............</p><p>มานึกได้ตอนนี้ นึกขอบคุณเหตุการณ์นั้น ที่มีเหตุให้เปลี่ยน เรื่องเครียด เป็นเรื่องขบขัน..ไม่งั้น  ...ผู้เขียนคงกลายเป็น นางพญามาร...ในสายตาคนไข้ ไปอีกนานละค่ะ ...  </p><p>.....เดี๋ยวนี้ไม่ชนประตูแล้วค่ะ ...ชนเสาแทน ....เอิ้ก ๆๆๆ ......</p><p>...</p><p><div style="text-align: center">Trainning+picture+042</div></p>