เหมือนลิ้นงูอยู่ในปากงู
           ผมเอาร่างบทความที่ผมจะไปเสนอที่สวนโมกข์ในวันเสาร์หน้า (๒๓ กค.) มาลงเพื่อขอคำแนะนำ   หวังว่าอย่างน้อยก็จะมี  อาจารย์ ดร. ประพนธ์  กับคุณ Morning Glory สองคน ที่จะช่วยให้ข้อคิดเห็น    แต่จริงๆ แล้ว ผมอยากได้ข้อคิดเห็นที่มาจากหลากหลายมุมมอง
          สาระสำคัญที่ผมต้องการเสนอในการเสวนา   คือ "ชีวิตปลอดพิษกิเลสครอบงำ"   ที่จริงจะว่าปลอดพิษเสียทีเดียวคงจะไม่ง่าย   เอาเป็นว่าลดพิษกิเลส ก็แล้วกัน    ผมต้องการให้วงเสวนา (ที่สวนโมกข์) ลองช่วยกันคิดวิธีการมีชีวิตอยู่แบบคนธรรมดา    ที่ไม่ถูกเพลิงกิเลสเผาผลาญมากนัก    ทั้งที่เป็นเพลิงภายใน (คือเรากำหนดเองหรือเป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์)  กับเพลิงภายนอก คือแรงกระตุ้นปลุกเร้าให้อยากได้ อยากมี อยากเด่น อยากดัง จากสื่อ จากแรงกดดัน หรือค่านิยม ในสังคม
           วิธีการที่ผมอยากให้เกิด เป็นวิธีการที่จะได้ผลต่อคนจำนวนมาก   ในลักษณะรวมกลุ่มกันดำเนินการ    เป็นการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง    เพื่อการ "อยู่ในปากงูโดยไม่ถูกพิษงู เหมือนกับลิ้นงู"   คืออยู่ในสังคมบริโภคนิยม วัตถุนิยม ในลักษณะอยู่อย่างพอเพียง   มีความสุขอยู่กับชีวิตที่ชีวิตที่ขยัน ประหยัด อดออม และเจือจาน   ที่สำคัญคือมี สิกขา หรือการเรียนรู้ เพื่อใช้และสร้างความรู้ ในการดำรงชีพทุกด้าน ในลักษณะของ การรวมกลุ่ม    ใช้เทคนิคของ KM
ในการ ดำรงชีพแบบ ใช้ความรู้เป็นฐาน

 

 


ความอยู่เย็นเป็นสุขของคนธรรมดา*
วิจารณ์ พานิช
http://thaikm.gotoknow.org
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
www.kmi.or.th
           

           ผมได้รับเชิญจากคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช ให้มาร่วมเป็นผู้บรรยายหรือเป็นผู้เริ่มการเสวนา ที่เรียกว่า สวนโมกข์เสวนา พุทธทาส ๑๐๐ ปี  ตอนรับปากก็รู้สึกสนุก และภูมิใจ ที่จะได้มาร่วมกิจกรรมดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคม   และคิดว่าเราก็มีความคุ้นเคยกับการพูดเสนอความคิดในที่ต่างๆ มามาก ปีละนับร้อยครั้ง   ไม่คิดว่าจะเป็นภาระมากนัก ก็รับปากโดยง่าย    พอใกล้วันเสวนาก็เริ่มร่างความคิด   เริ่มต้นก็คิดว่าจะพูดเรื่องอะไรดี   จึงเริ่มตระหนักว่าตัวเองไม่คุ้นเคยกับการพูดเรื่องธรรมะในวัด  และเริ่มกังวลว่าจะต้องมาพูดในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือสวนโมกข์ อารามอันเป็นกำลังแห่งการเข้าถึงสัจจะและความหลุดพ้น    เราจะไปทำให้เสียบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่    เมื่อต้นเดือน ลูกชาย คือวิจักขณ์ พานิช กลับจากมาปลีกวิเวกที่นี่เป็นเวลาเดือนเศษ เขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า มา retreat     เมื่อกลับไปบ้าน ก่อนจะกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ สหรัฐอเมริกา เขาถามเชิงแปลกใจ ว่าพ่อจะไปพูดที่สวนโมกข์หรือ    ผมตอบว่าใช่ รับปากหมอบัญชาไว้     แต่พ่อยังไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไรเลย    ตั้มคิดว่าพ่อควรพูดเรื่องอะไรดี     ลูกชายตอบว่า พ่อมีอะไรก็พูดไปเถอะ    ดังนั้นวันนี้ผมจะพูดตามที่ลูกแนะนำ     คือพูดตามที่ตัวเองมี หรือคุ้นเคย     คงจะเป็นการพูดหรือเสวนาแบบเล่าประสบการณ์ในชีวิต     และคงต้องสารภาพว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตของคนที่ห่างวัด   
             ภรรยาเขามักกลับมาเล่าว่าเขาแปลกใจ ที่คนจำนวนหนึ่งคิดว่าผมเป็น "คนวัด" หรือเคร่งศาสนา    แต่ตัวเขาเองเห็นตรงกันข้าม   คือแม้จะเห็นว่าสามีเป็นคนเอางานเอาการ   แต่ก็มีชีวิตที่ห่างวัด  ซึ่งเป็นความจริง
             ดังนั้นเรื่องของการเสวนาวันนี้อาจให้ชื่อว่า "ธรรมะของคนห่างวัด" ก็ได้
             เราจะเสวนากันเรื่อง ความสุข เน้นที่ความสุขของฆราวาส ที่เป็นคนธรรมดาทั่วๆ ไป    เน้นความสุขในชีวิตประจำวัน    เป็นความสุขที่หาง่าย ถ้าทำเป็น ประพฤติปฏิบัติเป็น คิดเป็น และรู้วิธีผ่อนแรง หรือวิธีที่ไม่ต้องลงแรงอะไรเลย   และเป็นความสุขที่แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันได้โดยง่าย  นี่อาจถือเป็นหลักสำคัญที่ผมกำลังเสนอก็ได้
ความสุขมีอยู่ทั่วไป  สามารถได้มา หรือบรรลุได้โดยไม่ต้องลงแรงมากนัก หากมีปฏิปทาที่ถูกต้อง  
           ไม่ทราบว่าวิธีคิดแบบนี้ถูกต้องหรือไม่    ขอเสนอเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนหรือเสวนาในวันนี้   โดยผมจะเสนอประสบการณ์ของตัวเองประกอบข้อสรุปนี้    โดยจะขอเสนอกรณีตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจความสุขของฆราวาส สัก ๓ ตัวอย่าง

_____________________
* กล่าวนำการเสวนา “สวนโมกข์เสวนา พุทธทาส ๑๐๐ ปี”  ณ สวนโมกขพลาราม   ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๘


  ๑. โรงเรียนชาวนา  
            ที่สุพรรณบุรี มีองค์กรพัฒนาเอกชนชื่อมูลนิธิข้าวขวัญ  จัดกิจกรรมชื่อ โรงเรียนชาวนา ชักชวนชาวนาจำนวนหนึ่งมาเข้าโรงเรียนแบบใหม่    ย้ำว่าเป็นโรงเรียนแบบใหม่นะครับ    คือตัวชาวนาที่มาเข้าโรงเรียนเป็นทั้งนักเรียนและเป็นครูในเวลาเดียวกัน   การเรียนก็เรียนกันตามศาลาวัด หรือที่บ้านชาวนานั่นเอง    ที่จริงพูดอย่างนี้อาจจะผิด เพราะจริงๆ แล้วโรงเรียนคือแปลงนาของนักเรียนชาวนานั่นเอง    นักเรียนโรงเรียนชาวนาเรียนจากแปลงนาของตนเอง  เรียนจากการปฏิบัติในแปลงนาของตนเองเป็นกิจกรรมหลัก   และเรียนจากการเอาสิ่งที่แต่ละคนเรียนรู้จากแปลงนามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันกับเพื่อนนักเรียนชาวนาด้วยกัน   เล่าอย่างนี้นึกภาพไม่ค่อยออก    ถ้ามีห้องประชุมและมีเครื่องฉายภาพผมมีรูปการเรียนของโรงเรียนชาวนาให้ดูจะเข้าใจง่ายขึ้น    และจะดีที่สุดถ้าไปเยี่ยมชมของจริงเลย    ผมเคยพาผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนไปดู   และให้ชาวนาบรรยายให้ฟังว่าเขาเรียนรู้จากการทำนาอย่างไร    สร้างความรู้หรือสิ่งของที่ใช้ในการทำนาแบบลดต้นทุน และลดการใช้สารพิษอย่างไร   จะตื่นตาตื่นใจมาก    และจะยิ่งประทับใจเมื่อได้ฟังว่ากิจกรรมการรวมตัวกันเป็นกลุ่มและเรียนรู้ร่วมกันผ่านการทำมาหากิน เกิดผลเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของเขาอย่างไร เกิดความสุขในการดำรงชีวิตอย่างไร  
           มูลนิธิข้าวขวัญมีผู้อำนวยการหรือประธานมูลนิธิชื่อคุณเดชา ศิริภัทร อายุประมาณ ๕๐ ปี เรียนจบเกษตรจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น  และที่สำคัญเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาส เคยมาบวชและศึกษาธรรมะที่สวนโมกข์เมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว   คุณเดชาเล่าว่าการมาบวชครั้งนั้นได้เปลี่ยนโลกทัศน์ของตนไปโดยสิ้นเชิง    มูลนิธิข้าวขวัญมุ่งส่งเสริมให้ชาวนาพึ่งตนเอง มีความมั่นใจในภูมิปัญญาของตนเอง รู้จักเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นออกมาใช้และผสมผสานกับความรู้สมัยใหม่ กลายเป็นความรู้ที่ชาวนาร่วมกันสร้างขึ้นเอง สำหรับทำนาแบบเกษตรยั่งยืน หรือเกษตรไร้สารพิษ  ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยเคมี    เขาเรียกการทำนาแบบที่ทำกันโดยทั่วไปในขณะนี้ว่าการเกษตรเคมี  และเรียกวิธีที่เขากำลังเรียนกันอยู่ว่าการเกษตรอินทรีย์  หรือเกษตรไร้สาร(พิษ)  หรือเกษตรยั่งยืน
           โรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญมี ๓ ระดับ คือ
  ๑. ระดับประถม  เรียนวิธีทำนาโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง    คือเรียนวิธีจัดการแมลงโดยวิธีธรรมชาติ ให้แมลงควบคุมกันเอง
  ๒. ระดับมัธยม   เรียนวิธีทำนาโดยไม่ใช่ปุ๋ยเคมี     คือเรียนวิธีบำรุงดินโดยวิธีธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยธรรมชาติ
  ๓. ระดับอุดม   เรียนวิธีปรับปรุงพันธุ์ พัฒนาพันธุ์ข้าว ให้เหมาะต่อการทำนาแบบไร้สารพิษ

 


           เป้าหมายของชาวนาที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรี คือต้องการลดต้นทุนในการทำนา  และต้องการปลดหนี้    เวลานี้ชาวนาเรียนมาถึงระดับมัธยม     เมื่อตอนเรียนจบชั้นประถม คือจบ ๖ เดือนแรกชาวนาพบว่าต้นทุนในการทำนาลดลงไปเหลือไม่ถึงครึ่งของวิธีเดิม  ทำให้หนี้ลดลง     และที่สำคัญ เกิดผลพลอยได้อีก ๓ ประการ คือ
1.        ความเจ็บป่วยลดลงอย่างมาก    ลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสี่ของความเจ็บป่วยที่มีตอนทำนาแบบเดิม
2.        มีเวลาว่างมากขึ้น    ทำให้มีเวลาทำกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมประเพณีร่วมกันในหมู่บ้านหรือในชุมชน  ทำให้คนรักกันมากขึ้น     เพื่อนบ้านที่เดิมแทบจะไม่มีเวลาคุยกัน เพราะต่างก็ยุ่งอยู่กับการทำนา (ปีละ ๓ ครั้ง) มีเวลาคุยกันและทำกิจกรรมร่วมกัน แม้จะยังทำนาปีละ ๓ ครั้งอย่างเดิม
3.        มีความสุขมากขึ้น    นี่คือหัวใจที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่า


           คงต้องลองวิเคราะห์ตีความว่าทำไมกิจกรรมโรงเรียนชาวนาจึงทำให้ชาวนามีความสุข    ผมมองว่าความสุขของชาวนาเหล่านี้เกิดจากปัจจัย ๔ ประการประกอบกับ
1.        ความสุขที่เกิดจากความภูมิใจ ที่ตนสามารถคิดเอง ทำเอง ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หาวิธีทำนาแบบลดต้นทุนลดการใช้สารพิษได้    ภูมิใจที่ตนคิดวิธีเรียนรู้จากการทำงานหรือการปฏิบัติในแปลงนาของตนเองได้    อาจเรียกความสุขแบบนี้ว่า ความสุขจากการเรียนรู้ ที่เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง    สร้างความรู้ด้วยตนเอง    มีอิสระที่จะทดลองสร้างความรู้ด้วยตนเอง    มีความมั่นใจตนเองที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ  อาจเรียกว่า ความสุขทางปัญญา ก็น่าจะได้    แต่เป็นปัญญาทางโลก
2.        ความสุขที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรม  ซึ่งกิจกรรมในที่นี้คือกิจกรรมการเรียนรู้ในการทำนาแบบยั่งยืน และกิจกรรมเสริมอื่นๆ ที่ชาวนาช่วยกันคิดขึ้น  นี่คือ ความสุขทางสังคม เกิดจากการรวมตัวกันทำสิ่งที่เห็นคุณค่าร่วมกัน
3.        ความสุขที่เกิดจากไม่เจ็บป่วย หรือเจ็บป่วยน้อยลงอย่างมาก   เกิดจากไม่ต้องสัมผัสสารพิษทางการเกษตรอย่างที่เคยทำมาตามแนวทางเกษตรเคมี   อาจเรียกว่าเป็น ความสุขอันเกิดจากการปลอดโรค หรือความสุขทางกาย
4.        ความสุขที่เกิดจากความภูมิใจในการทำประโยชน์ให้ผู้อื่น   คือผลิตข้าวปลอดสารพิษให้แก่ผู้บริโภค   ถือเป็นการประกอบอาชีพโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น    อาจเรียกว่า ความสุขจากการมีชีวิตอันไม่มีโทษแก่ผู้อื่น    คุณอรุณ จันทีมา ชาวนาตำบลวัดดาว  อำเภอบางปลาม้า  จ. สุพรรณบุรี กล่าวแก่คณะที่ไปเยือนเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ด้วยความภาคภูมิใจว่า “ชาวนาคือผู้เลี้ยงโลก”    การมีจิตใจอันละเอียดอ่อนในด้านการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น    หลีกเลี่ยงการดำรงชีพอยู่บนความยากลำบากของผู้อื่นหรือเบียดเบียนผู้อื่น    ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่สูงส่ง    และจะส่งผลให้เกิดความสุขทางจิตใจ หรือทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน


           การได้รับความสุขในลักษณะของนักเรียนโรงเรียนชาวนาเป็นความสุขที่มีอยู่ทั่วไป  ไม่ต้องซื้อหา  ไม่ยากที่จะได้รับ  หากมีวิธีคิด หรือ ทิฐิ ที่ถูกต้อง     ซึ่งในกรณีนี้คือเป้าหมายในชีวิต     คนโดยทั่วไปถูกสังคมชักจูงแกมบังคับให้ต้องการร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองและวัตถุ     หากไม่มีก็อายเขา    ชาวนาโดยทั่วไปถูกกระแสวัตถุนิยม เงินนิยม ชักจูงให้มุ่งทำนาเพื่อหวังรวย     เมื่อมีนักวิชาการ  เจ้าหน้าที่ของทางราชการ  และพ่อค้าสารเคมีมาแนะนำวิธีทำนาให้ร่ำรวยก็เชื่อเขา  และตกเป็นหนี้ในที่สุด    นี่คือความทุกข์ที่เกิดจากมิจฉาทิฐิหลายๆ มิจฉาทิฐิประกอบกัน    มูลนิธิข้าวขวัญเข้ามาชักชวนให้ชาวนาละมิจฉาทิฐิ     มุ่งสู่สัมมาทิฐิคือไม่หวังรวย  แต่หวังความพอดี พอเพียง    ไม่มุ่งทำนาปริมาณหวังผลผลิตสูงเป็นหลัก    แต่มุ่งคุณภาพมุ่งลดต้นทุนเป็นหลัก     หักลบกันแล้วกำไรสูงกว่าแม้ผลผลิตจะเท่าเดิมหรือลดลงเล็กน้อย     แต่จากการทำวิจัยโดยชาวนาเอง เริ่มพบว่าวิธีการที่ชาวนาปรับปรุงขึ้นเรื่อยๆ ให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการแบบเกษตรเคมี


           เพียงแค่ออกจากครอบแห่งอวิชชา คือโลภ หวังรวย หวังรวยเร็ว     และหลงใช้ชุดความรู้ที่ผิด ไม่เหมาะสมต่อบริบทหรือสภาพของตน     ปลดปล่อยตนสู่อิสรภาพ  โดยเฉพาะความมีอิสระที่จะใช้ความคิดของตนเอง    ร่วมกันคิด หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ตรง หรือการปฏิบัติ    คือใช้ ปัญญาปฏิบัติ ฟันฝ่าเอาชนะอุปสรรค ผ่านการเรียนรู่ร่วมกันในการปฏิบัติ  ก็จักบรรลุความอยู่เย็นเป็นสุขได้


           เรื่องโรงเรียนชาวนานำไปสู่ประเด็นความสุข หรือความทุกข์ จากสาเหตุเชิงระบบ หรือเชิงโครงสร้างสังคม เชิงอารยธรรมของมนุษย์    ซึ่งก็คือเรื่อง สัมมาทิฐิ นั่นเอง     เรื่องนี้โยงไปสู่กระแสโลกาภิวัตน์   กระแสทุนนิยมบริโภคนิยมวัตถุนิยมสุดโต่ง   กระแสจักรวรรดินิยมหรือจ้าวโลก    ซึ่งครอบงำมนุษยชาติอย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และกัดกร่อนทำลายศีลธรรม คุณธรรมในภาพใหญ่ลงไปเรื่อยๆ


           ที่จริงความครอบงำโดยกิเลสตัณหาคงจะไม่ใช่เพิ่งมามีเอาในสมัยนี้     คงจะมีคู่มากับการอุบัติขึ้นของมนุษยชาติ     การที่จะมีความสุขได้ก็จะต้องไม่เอาตัวเข้าไปอยู่ใต้การครอบงำนั้น    หรือต้องอยู่กับโลกอย่างมีสติ ไม่ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาอย่างหยาบเหล่านั้น 


           ผมเริ่มต้นโดยบอกว่าเราจะเดินเรื่องเสวนากันเรื่องความสุข     และจะเน้นเรื่องการเอาตัวอย่างความสุขมาขยายพืชพันธุ์     แต่วนไปพูดเรื่องความทุกข์เสียแล้ว     จึงขอวกกลับมาเล่าเรื่องความสุขต่อ 
               
    ๒. ครูบาสุทธินันท์กับลาบเป็ด
           ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสานแห่งอำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์เล่าให้ผมฟังเมื่อ ๒ – ๓ ปีที่แล้ว เรื่องการค้นหาความหมายของคำว่าความสุข ในหมู่ชาวบ้านภาคอีสาน    นี่คือโครงการที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)  ให้ทุนครูบาสุทธินันท์ ไปดำเนินการ     ครูบาสุทธินันท์เปิดฉากโครงการด้วยการนัดประชุมชาวบ้านในเครือข่ายกลุ่มใหญ่หลายสิบคน  และตั้งคำถามว่าความสุขคืออะไร    มีคนตอบไปต่างๆ นานา     มีคนหนึ่งให้คำตอบที่สะกิดใจครูบาฯ มากที่สุด ว่า “ความสุขคือลาบเป็ดแม่นแล้ว”     ครูบาฯ จึงจัดมหกรรมลาบเป็ดขึ้น โดยให้เงินชาวบ้านแต่ละกลุ่มไปกลุ่มละพันบาท    ให้ไปซื้อเป็ดมาทำลาบเป็ดกินประชันกัน (พร้อมเครื่องเคียง คือเหล้า) ที่สนามหน้าบ้านครูบาฯ    และบันทึกวิดีโอกิจกรรม  พฤติกรรม  และคำสัมภาษณ์ผู้มาร่วมงาน ส่งเป็นผลงานไปยัง สสส.     ได้รับคำตอบว่าดูไม่รู้เรื่อง     และสรุปว่าครูบาฯ ไม่เข้าใจโจทย์ของโครงการ      ครูบาจึงเอามาให้ผมดูเมื่อผมเดินทางไปเยี่ยมท่านและนอนค้างคืนที่บ้านท่าน    และผมก็ดูไม่รู้เรื่อง    แต่ก็ยังสงสัยว่าที่ไม่รู้เรื่องอาจเป็นเพราะผมเพลียจากการเดินทางหรือเพราะง่วงเนื่องจากดูตอนเลยเวลานอนของผมแล้ว     จึงขอแผ่นวิดีโอกลับไปดูที่กรุงเทพซ้ำอีก    ผลคือผมดูไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม
          เวลาผ่านมา ๒ – ๓ ปีแล้ว ผมเริ่มตั้งสติได้ ว่าเรื่องแบบนี้ต้องตีความ   และใครจะตีความว่าอย่างไรก็ไม่มีถูก-ผิด    เพราะเรากำลังหานามธรรมจากรูปธรรม     ผมตีความว่าชาวบ้านได้แสดงว่า ความสุข ของเขาคือความสนุกสนานครึกครื้น    เขาไม่คิดอะไรมาก    ไม่ได้สนใจเรื่องชีวิตในระยะยาว     ไม่ทราบว่าผมตีความถูกหรือไม่ 


           คำถามสำหรับการเสวนาก็คือการมองความสุขในชีวิตแบบนี้เป็นลักษณะของคนไทยโดยทั่วๆ ไปใช่หรือไม่  หรือว่าเป็นลักษณะเฉพาะคนอีสาน  หรือว่าจริงๆ แล้วคนไทยมีมุมมองต่อความสุขหลายแบบหลายมิติ ลุ่มลึกกว่าลาบเป็ดมากมาย 


  ๓. โรงพยาบาลบ้านตาก
            โรง พยาบาลบ้านตากเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ขนาด ๖๐ เตียงในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข     มีฐานะเป็นโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลอำเภอธรรมดาๆ     แต่โรงพยาบาลบ้านตากไม่ธรรมดา     มีผลงานเป็นที่เลื่องลือในคุณภาพของบริการ     ต้องไปเห็นด้วยตาตนเองจึงจะรู้ว่าโรงพยาบาลนี้คุณภาพดีอย่างไร     เมื่อเดินเข้าไปในโรงพยาลบ้านตาก ท่านจะรู้สึกคล้ายเข้าไปในโรงพยาบาลเอกชน     คือสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย  คนไม่แน่น  เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้ม    เข้าไปในห้องน้ำจะสะอาดเหมือนของโรงแรมชั้น ๑  แม้อุปกรณ์จะไม้ใช่ของราคาสูง   
           ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทุกคนมีดวงตาที่ฉายแววแห่งความสุขความภูมิใจในโรงพยาบาลของตน    เราเห็นความสุขอันเกิดจากสถานที่ทำงานที่มีคุณภาพ  มีการเรียนรู้ร่วมกันของเจ้าหน้าที่ผ่านการปฏิบัติงานและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง


           นี่คือตัวอย่างของความสุขอันเกิดจากสถานที่ทำงานเป็นสถานที่เรียนรู้    มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติงาน    เกิดการพัฒนางานต่อเนื่อง    เกิดความภูมิใจร่วมกันต่อผลงาน    เกิดความเคารพซึ่งกันและกันว่าแต่ละคนมีความรู้ในงานของตน และมีทักษะในการเรียนรู้ในงานของตนเรื่อยไปไม่สิ้นสุด 

 

 


            ทั้ง ๓ ตัวอย่างมีความเหมือนกันที่เป็นการมองความสุขเชิงกลุ่ม  ไม่ใช่มองที่ตัวบุคคลคนเดียว     และเหมือนกันตรงที่เรามองความสุขผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนที่มารวมกลุ่มกัน 
           แต่ความต่างก็คือตัวอย่างที่ ๑ และ ๓ เป็นกระบวนการต่อเนื่องระยะยาว     แต่ตัวอย่างที่ ๒ เป็นกิจกรรมสั้นๆ เพียงวันเดียว  เมื่อจบแล้วก็เลิกกันไป    ตัวอย่างที่ ๑ และ ๓ เป็นกิจกรรมของการทำงานหาเลี้ยงชีพ ไม่ทำไม่ได้  และถ้าทำแล้วเกิดความสุข ก็จะก่อผลต่อเนื่องยาวนาน    ในขณะที่ตัวอย่างที่ ๒ เป็นกิจกรรมชั่วครั้ง ความสุขที่เกิดก็มีผลชั่วคราว อาจก่อความประทับใจคนบางคนไปนาน แต่ก็แค่ประทับใจ ไม่ใช่ความสุขแท้


           คำถามสำหรับการเสวนาก็คือ เราจะช่วยกันทำให้เกิดชีวิตการทำงานหรือประกอบอาชีพ ที่ก่อความสุขแบบ “อยู่เย็นเป็นสุข” ตามที่เห็นในตัวอย่างที่ ๑ และ ๓ ให้เต็มพื้นที่ประเทศไทยได้อย่างไร    ควรหรือไม่ที่จะใช้ความพยายาม ลงทุนลงแรงสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขแก่คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยโดยวิธีนี้    วิธีที่ใช้สร้างความสุขผ่านการเรียนรู้ในที่ทำงาน   ผ่านการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายตามหน้าที่     เหมาะสมหรือไม่สำหรับสังคมไทย     เพียงพอหรือไม่    ถ้าไม่เพียงพอควรเสริมด้วยวิธีการใด


           ท่านพุทธทาสสอนให้พวกเราลดละกิเลส  ลดความรู้สึกเป็น ตัวกู ของกู    การลดละทำได้โดยการให้ หรือแบ่งปัน    ตัวอย่างที่ ๑ และ ๓  มีหัวใจอยู่ที่การแบ่งปัน    แต่ไม่ใช่แบ่งปันวัตถุสิ่งของ   หากเป็นการแบ่งปันความรู้     การแบ่งปันวัตถุสิ่งของมีลักษณะที่เมื่อให้แล้วจะมีเหลือน้อยลงหรือหมดไป     แต่การแบ่งปันความรู้หรือปัญญาเมื่อให้แล้วกลับมีมากขึ้น ทั้งฝ่ายผู้ให้และฝ่ายผู้รับ     แต่คนเรามักยึดติดกับความรู้สึกว่าเมื่อให้ไปแล้วจะทำให้ตนเองขาดทุนเพราะฝ่ายผู้รับจะเก่งขึ้นมาทาบตนเอง     การฝึกและปฏิบัติแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อบรรลุผลงานร่วมกันในกลุ่มผู้ร่วมงานจะพิสูจน์ให้ประจักษ์เอง ว่ายิ่งแบ่งปัน ยิ่งมีความรู้มากขึ้น ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ     น่าจะเป็นลู่ทางในการปฏิบัติธรรมข้อจาคะ และข้อเมตตา กรุณา และมุทิตา     และในทางกลับกัน การมีธรรมะข้อดังกล่าว จะช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ทรงพลัง   


           ธรรมะข้อ ลดละ ตัวกู ของกู นั้นเป็นพื้นฐานของการบริหารงานแนวราบ แบบที่เน้นการ เอื้ออำนาจ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า empowerment     คือส่งเสริมให้ลูกน้องใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม     คนระดับหัวหน้าที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ได้จะต้องมีความรู้สึกเชิง ตัวกู ของกู เบาบาง     และเมื่อประพฤติปฏิบัติเช่นนี้แล้วได้ผลดี ก็จะเป็นการเรียนรู้ที่ส่งผลให้ ตัวกู ของกู ยิ่งเบาบางลงไปอีก    ผมจึงมีความเห็นว่าการทำงานแบบเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ  เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง


            โดยสรุป ผมได้เสนอข้อแลกเปลี่ยนว่า ความสุขไม่ใช่ของหายาก  แต่มีอยู่ทั่วไป  สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก  ถ้าเราไม่เอาเส้นผมมาบังภูเขา     หรือไม่เดินเข้าไปอยู่ในม่านบังตาเสียเอง     ความสุขในที่นี้ผมหมายถึงความสุขในระดับปุถุชน    ไม่ใช่ระดับอริยชน   เป็นความสุขที่ได้มาเองผ่านการทำงานเพื่อการดำรงชีพตามปกติ    และเรามีลู่ทางบรรลุความสุขเป็นทีมหรือเป็นกลุ่มได้     หรืออาจกล่าวว่าการปฏิบัติเป็นกลุ่มช่วยเสริมพลังในการปฏิบัติธรรมผ่านการทำงาน ผ่านความพากเพียรยกระดับคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ของงาน    ซึ่งก็ไม่ทราบว่าความคิดเช่นนี้จะมีข้อบกพร่องตรงที่ใดบ้าง     ขอกราบเรียนอาราธนาและกราบเรียนเชิญท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะครับ

___________________

           เมื่อท่านอ่านบทความแล้ว สิ่งที่ผมอยากให้ช่วยเหลือคือ   ในกระบวนการตามกรณีตัวอย่างนั้น มีการประยุกต์ใช้ธรรมะข้อใดบ้าง   ใช้อย่างไร
           เท่ากับผมมองว่า ชีวิตที่เป็นสุขอย่างพอเพียง บางเบาจากกิเลส นั้น   จะต้องมีการใช้ธรรมะเล็กๆ นับร้อยข้อ   เป็นการใช้โดยไม่รู้ตัว   เหมือนเราใช้ ความรู้ฝังลึก    ผมมองว่าในชีวิตประจำวันของผู้มีความสุขอย่างพอเพียง   ที่
สามารถ "อยู่ในปากงูโดยไม่ถูกพิษงู" นั้น    จะต้องมีการใช้และสร้าง "ธรรมะฝังลึก"  ขึ้นใช้ จำนวนมากมาย
            ผมรู้สึกว่าชีวิตของผมเป็นอย่างนี้    ไม่ทราบว่าเป็นความรู้สึกแบบภาพหลอนหรือไม่
            ย้ำคำถามอีกทีครับ   ในกรณีศึกษาทั้ง ๓ มีการใช้ "ธรรมะฝังลึก" ข้อใดบ้าง   ใช้อย่างไร
วิจารณ์ พานิช
๑๗ กค. ๔๘