ความเห็น 1035

เหมือนลิ้นงูอยู่ในปากงู

วิจารณ์
IP: xxx.57.160.158
เขียนเมื่อ 

คุณวิไล ตระกูลสิน แห่ง Ashoka ได้ส่ง อี-เมล์ แนบข้อความจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ ๒๓ กค. ๔๘ มาให้  ดังต่อไปนี้

อิสรภาพกับความสุขของมนุษย์ เป็นเป้าหมายของการพัฒนาที่แท้จริง

ผ.ศ.วรรณา ประยุกต์วงศ์ / คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ผู้เขียนได้เคยนำเรื่องราวเกี่ยวกับ "ความสุข" ซึ่งลงในนิตยสารไทม์ (ฉบับวันที่ 28
ก.พ.2548) ไปบอกเล่าให้ผู้ร่วมเป็นวิทยากรในระหว่างการเดินทางไปอบรมในที่แห่งหนึ่งว่า
มีนักวิจัยด้านจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์ทำการวิจัยเกี่ยวกับความสุข
และพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับระดับของรายได้หรือการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ





ผู้ร่วมสนทนาได้กล่าวสวนขึ้นในทันทีว่า
"ถ้าเช่นนั้นผู้เขียนคงไม่สนใจค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการอบรม"
ซึ่งผู้เขียนก็มิได้แสดงความเห็นใด นอกจากกล่าวว่าแล้วแต่ผู้จัดการอบรม
เชื่อเหลือเกินว่า หากบทสนทนานี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
ผู้ร่วมสนทนาคงจบการสนทนาในรูปแบบเดิมและตอกย้ำว่า เงินมีความสำคัญ

เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง
อิสรภาพและความสุข (Capabilities and Happiness) ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อเดือน
มิ.ย.ที่ผ่านมา ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในบทความดังกล่าว และแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
ตลอดจนความสำคัญของเงินมากขึ้น

การประชุมของกลุ่มนักวิชาการที่สนใจเรื่องความสุขโดยจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 นับจาก
2 ปีที่แล้วได้จัดในหัวข้อ ข้อขัดแย้งของความสุข (Paradox of Happiness)
มาปีนี้ผู้จัดได้นำประเด็นแนวคิดเรื่องอิสรภาพของมนุษย์ (Capability Approach)
เพิ่มเติมขึ้นมา อันเป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย "อมาตยา เซ็น"
ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์สวัสดิการในปี
2541

จากผลงานอันโดดเด่นเรื่องนี้ ซึ่งเขาศึกษามาตั้งแต่ปี 2513 โดยได้ให้ความหมายของ
"อิสรภาพมนุษย์" คือ "ความสามารถที่มีอิสรภาพของมนุษย์ที่จะเข้าถึงทางเลือกต่างๆ
ที่เขามีอยู่ได้อย่างแท้จริงเพื่อทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณค่า"
โดยเขามองว่าอิสรภาพดังกล่าว ประกอบด้วย

1.อิสรภาพทางการเมือง
อันเป็นโอกาสของมนุษย์ในการพิจารณาเลือกผู้ปกครองหลักการในการปกครอง
รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ การเข้าถึงข่าวสารข้อมูล
และการตรวจสอบการคัดเลือกและการทำงานของผู้ปกครอง

2.สิ่งอำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจ
อันเป็นโอกาสของมนุษย์ในการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจเพื่อการบริโภค การผลิต
และการแลกเปลี่ยน

3.โอกาสทางสังคม ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ

4.หลักประกันด้านความโปร่งใส อันเป็นหลักประกันสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาการคอร์รัปชัน
ความไม่รับผิดชอบทางการเงิน ตลอดจนการละเมิดกฎเกณฑ์สังคมของภาครัฐและธุรกิจ

5.การป้องกันด้านความปลอดภัย
อันเป็นตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมช่วยป้องกันมนุษย์จากความเสี่ยงภัย
ตลอดจนความอดยากและทุพภิกขภัย

ในปัจจุบันทางสหประชาชาติด้านมนุษย์ก็ยอมรับแนวคิดนี้
และนำไปใช้ในการสร้างดัชนีตัวชี้วัดสุขภาวะ (Well-Being) และคุณภาพชีวิต

เรื่องของความสุขนั้น นักวิชาการส่วนใหญ่พยายามสร้างตัวชี้วัดที่มาประเมิน
โดยในส่วนของนักจิตวิทยาซึ่งต้องช่วยดูแลคนไข้ที่ไม่มีความสุข
(หรือคนไข้โรคจิตจำนวนมากและมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี) เห็นว่า
ควรประเมินค่าความสุขจากความพอใจในชีวิตของมนุษย์แต่ละคน (Life Satisfaction)
ในมิติเศรษฐกิจและสังคม

แม้ว่าความพอใจในชีวิตเป็นเรื่องแต่ละบุคคล
แต่ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพอใจกับเป็นมิติทางสังคม ได้แก่ คนรัก ครอบครัว เพื่อน
ตลอดจนองค์การที่ทำงานหรือชุมชนที่รักใคร่ปรองดองกัน
และยังเห็นว่าสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมที่เน้นวัตถุเป็นตัวบั่นทอนต่อความพอใจในชีวิต

การศึกษาวิจัยจำนวนมากพบว่า ระดับของรายได้ที่สูงไม่มีผลต่อความพอใจในชีวิตที่เพิ่มขึ้น
เพราะแท้จริง การที่คนเรามีรายได้สูงก็คือการทำงานมากขึ้น
ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมหรือมิติทางสังคมลดลง

ด้านนักเศรษฐศาสตร์ก็พยายามประเมินความสุขผ่านสุขภาวะ
แต่ก็ยังอยู่ในรูปของสุขภาวะเชิงรูปธรรม (Objective Well-Being) เช่น รายได้ประชาชาติ
สาธารณูปโภคต่างๆ

ขณะที่นักจิตวิทยาเห็นว่า ควรพิจารณาสุขภาวะเชิงนามธรรม หรือสุขภาวะทางจิต (Subjective
or Psychology Well-being) ด้วย และเห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์มิได้เกิดจากแรงจูงใจภายนอก
(Extrinsic Motivation) เช่น แรงจูงใจทางการเงิน เท่านั้น แต่ยังมีแรงจูงใจภายใน
(Intrinsic Motivation) เช่น ความสนุกสนาน ความรู้ ความรัก หรือความเคารพตนเอง
โดยเห็นว่ามนุษย์มีแรงจูงใจภายในมาตั้งแต่ครั้งเป็นเด็ก และลดน้อยลงเมื่อเติบใหญ่
แรงจูงใจทางการเงินกลับทำให้แรงจูงใจภายในลดลงไปด้วย เช่น
ความพยายามส่งเสริมให้คนบริจาคโลหิตมากๆ ด้วยการเสนอแรงจูงใจทางการเงิน
ด้วยการให้รางวัลหรือการให้เงินทอง
กลับบั่นทอนให้แรงจูงใจอันเนื่องจากต้องการทำความดีหรืออยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ลดลง
และเขายังเห็นว่า การส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจภายในให้มาก
จะมีส่วนช่วยทำให้มนุษย์บรรลุสุขภาวะทางจิตเพิ่มมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ได้ยอมรับว่า อิสรภาพของมนุษย์และความสุขเป็นสิ่งเกื้อกูลต่อกัน
แม้ว่าในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไม่มีการพูดถึงหรือการวัดความสุขโดยตรง
(ทั้งที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง)
กลับไปประเมินเพียงรายได้ซึ่งเป็นเพียงหนทางสู่เป้าหมายเท่านั้น

สิ่งที่ใกล้เคียงกับความสุขในทางเศรษฐศาสตร์คือ อรรถประโยชน์ (Utility)
หรือความพึงพอใจของแต่ละบุคคล แม้ว่ามีอรรถประโยชน์ระหว่างบุคคล
ภายใต้แนวคิดของระดับเหมาะสมแบบพาเรโต้ ก็อยู่ภายใต้ข้อสมมติว่า
คนบางคนอาจมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้ความพึงพอใจของคนที่เหลือลดลง
ซึ่งเป็นไปได้ยากยิ่ง
หากมนุษย์แต่ละคนตัดสินใจโดยคำนึงถึงเฉพาะผลประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้ง
ในขณะที่ความสุขของมนุษย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติทางสังคมนั้น
กลับเป็นสิ่งที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่ให้ความสำคัญ

ไม่ว่าความพยายามในการวัดความสุขจะมาในรูปแบบใดก็ตาม นักวิชาการกลับมองเห็นว่า
ความสัมพันธ์ทางสังคมหรือมิติทางสังคม (Social Dimension) เป็นแหล่งที่มาของความสุข
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมนุษย์ยอมรับมิติทางสังคมเข้าเป็นเป้าหมายสำคัญของการดำเนินชีวิตจะยิ่งช่วยทำให้เขาเกิดแรงจูงใจภายในมากยิ่งขึ้น


บทสรุปในเรื่องการวัดความสุขและนโยบายอาจยังไม่ชัดเจน แต่การศึกษายังดำเนินต่อไป
โดยเฉพาะความพยายามในการหาดัชนีชี้วัดความสุขระดับชาติเพื่อช่วยสะท้อนผลการพัฒนาของประเทศต่างๆ
ว่าได้เข้าสู่เป้าหมายที่แท้จริงแล้วหรือยัง

ที่ประชุมเห็นว่า
การสร้างบรรยากาศแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้ช่วยก่อกระแสการสร้างความรู้อย่างไม่หยุดนิ่งและนัดมาพบปะแลกเปลี่ยนความก้าวหน้ากันในอีก
2 ปีข้างหน้า
แม้ว่าระดับการพัฒนาของประเทศไทยยังมีช่องว่างระหว่างภาคเมืองและภาคชนบทอยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาทั้งหลาย
จึงทำให้บทบาททางเศรษฐกิจเข้าไปมีผลต่อการสร้างความสุขจากปัจจัยพื้นฐาน (Basic Needs)

แต่มิได้หมายความว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่สอดคล้องกับสังคมไทย
โดยเฉพาะการได้เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของรายได้หรือเงิน
ว่าเป็นเพียงหนทางช่วยให้เกิดความสุขทางหนึ่ง แต่อย่าได้มุ่งเน้นจนละเลยมิติทางสังคม
เหมือนเช่นประเทศทางตะวันตกที่เน้นการพัฒนาทางวัตถุของแต่ละบุคคล
จนต้องกลับมาถามหามิติทางสังคมที่เกือบสูญหายไปแล้ว
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะพัฒนาคนไทยสู่อิสรภาพและความสุขอันเป็นเป้าหมายของการพัฒนาที่แท้จริง

เป็นมุมมองเกี่ยวกับความสุขที่ลึกซึ้ง   ขอขอบคุณคุณวิไล มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

วิจารณ์ พานิช