ความเห็น 933

เหมือนลิ้นงูอยู่ในปากงู

morning_glory
IP: xxx.144.143.6
เขียนเมื่อ 
ท่านพุทธทาส เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้นำเอาพุทธธรรม
กลับมาเป็นที่สนใจของคนสมัยใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง  ผมเองสมัยเด็กๆ
ก็ได้อ่านหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาส เป็นเล่มแรกๆ ที่ยังติดใจ
และชอบแนะนำคนอื่น ก็มีเล่ม คู่มือมนุษย์ กับ อานาปานสติ เป็นต้น

หลักการสำคัญข้อหนึ่ง ที่ทำให้คนรุ่นใหม่กลับมาสนใจ  คือท่านนำเสนอ
ว่าการปฏิบัติตามหลักพุทธธรรม ต้องไม่แปลกแยกออกไปจากชีวิต
ต้องให้ "การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม" ไปในตัวหรือที่มักพูดกันง่ายๆ ว่า
"ทำงานด้วยจิตว่าง" เป็นต้น   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก
ว่าหลักการทำงาน และดำเนินชีวิต ที่สอดคล้องไปกับความก้าวหน้าใน
การปฏิบัติธรรมนั้น ต้องทำอย่างไร  จะมีหลักอะไร

ผมเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง การจัดการความรู้ ของ สคส. เป็นคำตอบหนึ่งของ
คำถามนี้   วิธีคิดแบบตะวันตกแบบดั้งเดิม เน้นเรื่องวัตถุ เน้นการแข่งขัน
ในขณะที่วิธีคิดเรื่องการจัดการความรู้ เน้นความรู้ เน้นปัญญา เน้นการแบ่งปัน
เช่น การ benchmark เอง  สคส. ก็เน้นการ benchmark เพื่อช่วยเหลือกัน
ไม่ได้ benchmark เพื่อแข่งขันเอาชนะกัน  หลักคิดเรื่อง KM แบบนี้เป็นหัวใจ
ที่สำคัญที่สุด ที่เป็นคำตอบเชิงพุทธ ต่อยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

อาจารย์ขอให้ผมลองแยกแยะดูว่า กรณีตัวอย่างที่ยกมา จะจัดเข้าเป็น
หลักธรรมะข้อใดบ้าง  ผมจะขอลองเทียบดูตามที่ผมเข้าใจนะครับ

- การยกเรื่อง ความสุข เป็นตัวตั้ง
คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าท่านสอนพระ ท่านมักจะเอาทุกข์เป็นตัวตั้ง
แล้วค่อยอธิบายเหตุของทุกข์ ความพ้นทุกข์ และการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์
ไปตามลำดับอริยสัจ 4  แต่ถ้าท่านสอนฆราวาส ท่านมักจะสอนอีกแบบ
คือสอนตามอนุปุพพิกถา คือ ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และข้อดี
ของการออกจากกาม  เป็นการสอนแบบเอาความสุขเป็นตัวนำก่อน  
พอคนทำดี คือให้ทาน ช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน  รักษาศีล คือไม่เบียดเบียน
กันแล้ว ก็ย่อมทำให้แต่ละคนเป็นสุข (ในความดีของตน) และสังคมก็
เป็นสุข (ความดีงามในสังคมส่วนรวม)  สิ่งนี้ก็นำไปสู่สวรรค์ ในปัจจุบัน
และในอนาคต  พอคนเห็นสุขในขั้นต้นแล้ว  ท่านจึงสอนต่อถึงความ
พ้นทุกข์ในขั้นปลาย ซึ่งเป็นปลายทางของพุทธศาสนาต่อไป

- การรวมกลุ่มของชาวนา เพื่อเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกัน
  และใช้ปัญญา เพื่อให้พึ่งตนเองได้
ข้อนี้ทำให้นึกถึงธรรมหมวดหนึ่ง คือ นาถกรณธรรม 10
นาถกรณธรรม ธรรมทำที่พึ่ง, ธรรมสร้างที่พึ่ง, คุณธรรมที่ทำให้
พึ่งตนได้ มี ๑๐ อย่างคือ
๑. ศีล มีความประพฤติดี ๒. พาหุสัจจะ ได้เล่าเรียนสดับฟังมาก
๓. กัลยาณมิตตตา มีมิตรดีงาม ๔.โสวจัสสตา เป็นคนว่าง่าย ฟังเหตุผล
๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา เอาใจใส่กิจธุระของเพื่อนร่วมหมู่คณะ
๖. ธัมมกามตา เป็นผู้ใคร่ธรรม ๗. วิริยะ ขยันหมั่นเพียร
๘. สันตุฏฐี มีความสันโดษ ๙. สติ มีสติ
๑๐. ปัญญา มีปัญญาเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
(ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์)
จะเห็นว่า ความรู้ในหลายๆ ระดับ เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างที่พึ่ง
ให้กับตนเองได้  เช่น การเล่าเรียน, การมีเพื่อนแนะนำ, การรับฟัง
การใฝ่เรียนรู้, และการเข้าใจตามความเป็นจริง

- ความสุข ในวิถีชีวิตของชาวนา ที่พึ่งตนเองได้ และลดการเบียดเบียน
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงธรรมะ เรื่องความสุขของชาวบ้าน 4 ประการคือ
๑. อัตถิสุข (สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ
ว่าตนโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน
และโดยชอบธรรม)
๒. โภคสุข (สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ
ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง
และบำเพ็ญประโยชน์)
๓. อนณสุข (สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ
ว่าตนเป็นไท ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร)
๔. อนวัชชสุข (สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือ ความภูมิใจ
เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ
ติเตียนไม่ได้ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ)
........... บรรดาสุข ๔ อย่างนี้ อนวัชชสุข มีค่ามากที่สุด
(ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม)
น่าสังเกตว่า ค่านิยมยุคใหม่ เน้นการสะสม และใช้จ่าย มากกว่าเน้น
เรื่องการไม่มีหนี้ และการไม่มีโทษ   จึงเกิดการเบียดเบียน ฉ้อโกงกันมาก
กว่าคนจะเข้าใจความจริง ว่าสุขของการไม่มีโทษนั้น มีค่ามากกว่าข้ออื่น
ก็มักจะเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว

- การโลภ หวังรวยเร็ว กลับทำให้จน ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์
ทำให้นึกถึงธรรมะเรื่องการตั้งต้นชอบ มาในชุด จักร 4 คือ
จักร ล้อ, ล้อรถ, ธรรมนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุจล้อนำรถ
ไปสู่ที่หมาย มี ๔ อย่าง คือ
๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในถิ่นที่เหมาะ
๒. สัปปุริสูปัสสยะ สมาคมกับคนดี
๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ
๔. ปุพเพกตปุญญตา ได้ทำความดีไว้ก่อน (ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสน์)
ธรรมะหมวดนี้ เป็นธรรมะสั้นๆ ง่ายๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง
สองข้อแรกเป็นปัจจัยภายนอก  คืออยู่ในที่ดีๆ และได้คบคนดี
สองข้อหลังเป็นปัจจัยภายใน  คือตั้งเป้าหมายไว้ถูก และมีทุนเดิมดี
นำไปวิเคราะห์กรณีความสำเร็จได้ทุกเรื่อง  รับรองว่าลงในจักร 4 ได้หมด

- ความสุขในเชิงกลุ่ม ความสุขทางสังคม
ข้อนี้จะตรงกับหลักเรื่อง "สังฆะ" คือการรวมกลุ่มเป็นชุมชน
ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มีหลักปฏิบัติร่วมกัน  ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
พระพุทธเจ้าบัญญัติธรรมวินัย เป็นแก่น เป็นอุดมการณ์ร่วมกัน
พระธรรม คือหลักคำสอน หลักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ เปรียบได้
กับ practice ใน CoP  ส่วนพระวินัยก็คือกฎเกณฑ์เพื่อความเป็น
ระเบียบเรียบร้อย  เป็นหลักปฏิบัติร่วมกันเพื่อความสงบสุขของสังฆะ

เรื่องสุดท้าย อาจารย์ได้อธิบายไว้ชัดอยู่แล้ว คือการฝึกละตัวกู ของกู
ูผ่านการทำงานในลักษณะต่างๆ  ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขณะทำงาน
จะเป็นเครื่องชี้วัดอย่างดี ให้เห็นว่า ใจยังยึดผลประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่
(กามุปาทาน) ความคิดความเห็นของตนเท่านั้นถูก (ทิฏฐุปาทาน)
รูปแบบวิธีปฏิบัติ ระเบียบต่างๆ (สัลัพพตุปาทาน)  และการแบ่งก๊กหมู่
พวกเขาพวกเรา (อัตวาทุปาทาน) มากน้อยเพียงไร
การปฏิบัติตามหลักการทำงาน หลักบริหารที่ดี  ก็มีส่วนละตัวกูของกู
เหล่านี้อยู่โดยปริยาย  ซึ่งเมื่อประกอบกับการฝึกเจริญสติเพื่อเห็นสิ่งต่างๆ
ตามความเป็นจริง จนปล่อยวางได้ด้วยปัญญา  ก็เชื่อว่าจะทำให้สามารถ
ทำงานทางโลกได้เกื้อกูลกับทางธรรม อย่างเป็นเนื้อเดียวกันได้ครับ

โดยสรุปแล้ว  ผมเชื่อว่า แนวคิดแนวปฏิบัติที่ สคส. ใช้ในกระบวนการ
จัดการความรู้ทั้งหมด  มีความสอดคล้องกับหลักพุทธธรรม  สามารถใช้
เป็นเครื่องมือพัฒนาคน พัฒนาองค์กร และพัฒนาสังคมได้อย่างเกื้อกูลกัน
โดยอิงหลักธรรมสำคัญคือ
- ใช้ความรู้ และปัญญา  ละอวิชชา
- ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (ทาน และ จาคะ)
- ความพอดี พอเพียง (สันโดษ) และพึ่งตนเอง (นาถะ)
- ความสุขจากการไม่มีหนี้ และไม่มีโทษ(อนวัชชะ)
- การมีสัมมาทิฏฐิ ตั้งตนไว้ชอบ มุ่งละทุกข์ สร้างสุขมากกว่าเงิน
- หลักของ ชุมชนแนวปฏิบัติ (สังฆะ)