ปี 2546 มาอยู่เมืองมุกดาหารอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เคยเดินทางผ่านหลายครั้ง สมัยทำงานกับสำนักงานเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเคยมาประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดสมัยทำงานกับสภาพัฒน์  แต่คราวนี้ต้องมาใช้ชีวิตเป็นคนเมืองมุก  สิ่งแรกที่ต้องการคือหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองมุกดาหาร และช่างวิเศษเสียนี่กะไร เมื่อเข้าพักที่โรงแรมคืนแรกก็พบว่ามีหนังสือชื่อ เมืองมุกดาหาร วางขายที่เค้าท์เตอร์โรงแรม พลิกดูก็คิดว่า นี่ใช่เลยคือหนังสือที่เราต้องการและยังเรียบเรียงโดยท่าน สุรจิตต์ จันทรสาขา ลูกหลานของเจ้าเมืองมุกดาหารอีกด้วย

เมืองมุกดาหารเป็นญาติกับเมืองเชียงใหม่ เพราะเจ้าจันทกินรี ผู้สร้างเมืองมุกดาหารเป็นลูกหลานท่านเจ้านางยอดคำทิพย์จากราชวงษ์ล้านนา สมัยอาณาจักรล้านนาล้านช้างเป็นญาติสนิทกันก่อนปี 2073 นู้น...

เดือน 4 ปี พ.ศ. 2551 เมืองมุกดาหารก็จะมีอายุครบ 238 ปีแล้ว เมืองมุกดาหารโบราณตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2313 มีอาณาเขตกว้างขวางรวมแขวงสะหวันนะเขตและครอบคลุมสองฝั่งโขงไปจนจรดแดนญวน  แต่ตั้งเมืองได้เพียง 8 ปีต้องมาขึ้นกับกรุงธนบุรีในปี พ.ศ. 2321 สมัยพระเจ้าตากสินมหาราชหลังกอบกู้เอกราชไทยแล้วก็แผ่แสนยานุภาพขึ้นมาแถบลุ่มน้ำโขงผนวกดินแดนแถบนี้ขึ้นกับกรุงธนบุรี ตั้งเจ้าจันทกินรีเป็น พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช และเป็นเจ้าเมืองคนแรก ให้ชื่อเมืองว่ามุกดาหาร

******************************************************

นับแต่นั้นมามุกดาหารต้องส่งส่วยเข้าเมืองธนบุรีทุกปีจนมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีจดหมายเหตุที่ 2 จ.ศ.1171 ระบุว่า            พ.ศ. 2352 รัชการที่ 2 ขึ้นครองราชย์จึงสั่งเกณฑ์....ให้เมืองมุกดาหารจัดส่งสีผึ้งหนัก 2 หาบ ป่านหนัก 2 หาบ กระดาษสา 1000 แผ่น

พ.ศ. 2366 ทรงโปรดเกล้าให้พระยามหาอำมาตย์ (ป้อม อมาตยกุล) ออกมาสักเลก หรือสำรวจสำมะโนครัวโดยตั้งกองสักเลกที่เมืองสุวรรณภูมิ โดยถือเกณฑ์ว่า ชายฉกรรจ์ต้องเสียส่วยคนละ 2 บาทต่อปี หากไม่มีเงินให้ส่งผลเร่ว (หมากเหน่ง) โดยถือชายฉกรรจ์ 10 คนต้องส่งเร่ว 1 หาบคิดราคาหาบละ 5 ตำลึง(20 บาท) เป็นธรรมเนียมตั้งแต่นั้นมา

พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทร์เป็นกบฏต่อกรุงเทพฯยกกองทัพเลยเข้าไปถึงนครราชสีมาแล้วกวาดต้อนผู้คนไปไว้ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่เวียงจันทร์ และฆ่าเจ้าเมืองกาฬสินธุ์เพราะขัดขืน ครั้งนั้นชาวเมืองมุกดาหารก็แตกตื่นต่างหนีเข้าป่าเป็นส่วนมาก อีก 6 ปีต่อมากองทัพไทยก็จับเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทร์ได้แล้วส่งเข้ากรุงเทพฯ

พ.ศ. 2375 เจ้าเมืองมุกดาหารส่งกองลาดตระเวนไปกวาดต้อน ข่า กะโซ่ กะเลิงจำนวน 1,057 คนมาจากเมืองจำพอน เมืองพ้อง เมืองพลานให้มาอยู่ชานเมืองมุกดาหารมิให้เป็นกำลังเวียงจันทร์ต่อไป ในปี 2376 เจ้าเมืองมุกดาหารส่งส่วยมีผลเร่ว 48 หาบ สีผึ้ง 2 หาบ ป่านใบ 2 หาบลงไปกรุงเทพฯเพื่อถวายเป็นส่วยประจำปีเถาะ

พ.ศ. 2383 กรุงเทพฯสั่งให้เจ้าเมืองเขมราฐคุมทัพอุบลราชธานี เมืองเขมราฐและมุกดาหารข้ามแม่น้ำโขงไปกวาดต้อน ข่า กะโซ่ กะเลิง ย้อ ฯลฯ ให้ข้ามมาอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเพื่อตัดกำลังญวณ  พ.ศ. 2385 เจ้าเมืองมุกดาหารมีใบบอกลงไปกรุงเทพฯว่าได้จัดผลเร่ว 53 หาบ 99 ชั่งและเร่วจากเมืองขึ้นมุกดาหารฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอีก 10 หาบลงไปทูลเกล้าถวายที่กรุงเทพฯ

********************************

ทั้งหมดนี้คือบันทึกประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหารแบบย่อๆ ประชาชนมุกดาหารส่วนหนึ่งคือคนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่อพยพและถูกกวาดต้อนมา บางส่วนหนีสงครามเข้าป่า นี่เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของ กะโซ่ดงหลวง เจ้าเมืองมุกดาหารต้องส่งส่วยเป็นรายปีแก่กรุงเทพฯ ส่วยที่สำคัญสิ่งหนึ่งคือ เร่ว หรือหมากเหน่ง  ซึ่งมีมากที่ดงหลวง

 เร่ว หรือหมากเหน่งคือพืชป่าชนิดหนึ่ง คล้ายต้นข่า ชอบขึ้นในที่รำไร เป็นดงใหญ่ มีผล และมีฤทธิเป็นยาสมุนไพรรักษาเกี่ยวกับโรคลมในท้องต่างๆ  เร่วมีหลายชนิด ที่ดงหลวงมีอย่างน้อย 3 ชนิด โดยเฉพาะที่ชาวบ้านนิยมมากคือ เร่วหอม  หอมจริงๆตั้งแต่หัวจรดเท้า เอ่ย  ตั้งแต่ใบจรดรากใต้ดิน 

ท่านจะได้คุยกับหมอป่า สหายชาญชัย และสหายธีระ แล้วพบกับเร่วหอมที่เป็นสมุนไพร และส่วยโบราณได้ที่เฮฮาศาสตร์ 3 ดงหลวง 16-18 พ.ย.นี้    จะหอมกันทั้งก๊วน น่ะคุณเอ้ย..