ช่วงกลางเดือนกันยายน 2550 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษาร่วมกับคณะผู้บริหารของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1 (สพท.ชพ. 1) และผู้บริหารสถานศึกษา ที่ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ในโครงการสัมมนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการกระจายอำนาจตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ การเดินทางใช้รถยนต์โดยสารเป็นยานพาหนะตลอดเส้นทาง เพราะคณะของเราต้องแวะดูงานในสถานศึกษา โรงเรียนนานาชาติ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ สถานที่ราชการ วัด สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ฯลฯ

ก่อนเดินทางออกจากประเทศไทยเรามีการประชุมกลุ่มเพื่อตั้งโจทย์ กำหนดบทบาทหน้าที่และแนวปฏิบัติเพื่อให้การศึกษาดูงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ท่านผู้อำนวยการ สพท.ชพ. 1 นายกำจัด คงหนู ได้ขอให้ผมแสดงความคิดเห็น ผมได้นำเสนอไปว่า การดูงานในต่างประเทศเป็นการเปลี่ยน กาละ-เทศะ และกลุ่มบุคคล (Time-Place & Person) ที่อยู่รอบตัวเรา เปิดโอกาสให้ความคิดเห็น ทัศนคติใหม่ ๆ ก่อตัวขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เราต้องถือเป็นโอกาสทองที่จะแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร โดยการซักถาม-พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวิทยากรและคณะที่ไปด้วยกัน และนำมาใคร่ครวญว่าการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมชุมพรบ้านของเรานั้นเป็นอย่างไร มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้หรือไม่ คำตอบที่เราได้รับรู้ร่วมกันในกลุ่มจะเป็นเสมือนเครื่องยืนยันว่า เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับหน่วยงาน โรงเรียน และสังคมของเราได้ ขอเพียงต้องเปิดกว้างทางความคิด เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และมุ่งมั่นสร้างสรรค์ไปตามแนวทางและนโยบายที่ชัดเจนที่เกิดจากการตกลงร่วมกัน 





 

          สิ่งที่ผมชอบทำเมื่อไปต่างประเทศ และชอบที่จะให้ญาติสนิทมิตรสหายนำมาฝากก็คือ โบชัวร์ แผ่นพับ และแผนที่แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อนำกลับมาอ่าน มาพูดคุยกันจะทำให้ได้ความรู้เกิดขึ้นมาก ที่สำคัญคือไม่สิ้นเปลือง เพราะสิ่งที่มีขายอยู่ในต่างประเทศก็มักจะมีขายในเมืองไทยเช่นกัน ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เก็บไว้ไม่นานก็จะกลายสภาพเป็นขยะ

          ผมไม่ได้ไปประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์มากว่า 10 ปี การได้กลับไปเยี่ยมเยือนอีกครั้งหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับครั้งก่อนในอดีต ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่สร้างความประทับใจให้ผมเป็นอย่างยิ่งก็คือ ความเขียวสดงดงามของป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rain Forest) ที่ประเทศมาเลเซียรักษาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม และเมื่อเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์ ต้นไม้สูงใหญ่ในเขตเมือง ก็เป็นสิ่งมองเห็นได้ตลอดเวลา

         ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่พยายามสร้างจุดขายทางการท่องเที่ยว ด้วยการนำเสนอธรรมชาติที่สวยสดงดงาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่มองไปทางไหนยากที่จะได้เห็น ป่าไม้ที่เติบโตสวยงามตามธรรมชาติดั้งเดิม มีแต่สวนปาล์ม สวนยาง สวนผลไม้ ฯลฯ พร้อมร่องรอยการใช้เคมีเกษตรอย่างชัดเจน เมื่อเข้ามาในเขตเมืองเราก็ขาดการปลูก การรักษาไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ทำให้บ้านเมืองขาดเสน่ห์ มีแต่ความแห้งแล้ง

          ผมนึกถึงหนังสือชื่อ ต้นไม้ในพระนคร ซึ่งเป็นบันทึกการสนทนาเป็นหมู่คณะ นำโดยอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า ...เรื่องการปลูกต้นไม้และการบำรุงรักษาต้นไม้นี่ ผมว่าไม่ได้ใช้เงินเท่าไรหรอก เพียงแต่ใช้ความคิดล่วงหน้า ความตั้งใจจริง และความเอาใจใส่ดูแลอยู่เสมอเท่านั้น ของเรามีแต่วันปลูกไม่มีวันบำรุงรักษา แท้จริงนั้น วันปลูกน่ะปีหนึ่งมีวันเดียว วันบำรุงรักษานี่ ทุกวันต้องมีนะครับ ขอให้มีไปเรื่อย ๆ ใช้ความอุตสาหะพยายาม ใช้ความสอดส่องดูแล ใช้ความร่วมมือกัน และใช้เทคนิคให้ดี ผมเข้าใจว่าเราทำได้...