เมื่อวาน   
วันที่เป็นสีเทาของสายลม   จิตใจของข้าพเจ้าช่างไม่ได้อยู่กับเนื้อตัวของตัวเองเลย 
พะว้าพะวง  เป็นห่วง เพราะ.......

แม่...ของข้าพเจ้า  จะเข้ามาตรวจรักษาโดยการสแกนสมองที่จังหวัดขอนแก่นตามที่คุณหมอประจำตัวท่านที่หนองคายทำใบส่งตัวให้โดยมีคุณพ่อของข้าพเจ้าตามมาด้วย

ช่วงเช้า  จนเกือนค่อนวัน ที่ข้าพเจ้าพยายามโทรศัพท์เข้ามือถือทั้งของคุณพ่อและแม่ของข้าพเจ้าเองก็ไม่สามารถติดต่อได้ ความคิดต่าง ๆ นา ๆ ได้ถาโถมเข้ามาในความรู้สึกดุจพายุร้าย  ความเป็นห่วงยิ่งก่อตัวใหญ่ขึ้น จนแน่นไปถึงหน้าอกของข้าพเจ้า   มือของข้าพเจ้าเย็นเฉียบ    .............

ภาพในอดีตได้ฉายขึ้นมาทันทีทันใด ภายในหัวใจที่อ่อนแอของข้าพเจ้า
แม่ของข้าพเจ้า  ..  สุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ซึ่งในวัยเด็กข้าพเจ้าก็ไม่ต่างกัน
แม่ของข้าพเจ้า  ..  ต้องทนทุกข์ และทรมานกับสารพัดโรคที่รุมเร้า  ซึ่งหากเป็นไปได้ข้าพเจ้านั้นอยากแบกรับความทุกข์ทรมานทั้งหมดไว้เอง
แม่ของข้าพเจ้า  ..  ไม่เคยบ่นสักคำที่จะต้องกินยาแต่ละครั้งรวมหลายสิบเม็ดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางร่างกายของท่านแต่ความเจ็บป่วยนี้ไม่สามารถทำให้ความแกร่งในหัวใจของท่านต้องอ่อนแอตามไปด้วย  ข้าพเจ้ารับรู้ได้ผ่านรอยยิ้มของอันอบอุ่นของท่าน

และครั้งนี้ .. เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งแม่ของข้าพเจ้าอีกแล้ว
อาการปวดหัวซึ่งแม่ของข้าพเจ้าได้ทนทุกข์ทรมานมานานซึ่งไม่ต่างกับอาการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ก็เริ่มปวดมากขึ้น มากขึ้น  จนหมอประจำตัวท่านเริ่มไม่แน่ใจในการรักษา กลัวว่าแม่อาจจะเป็น " เนื้องอกในสมอง "   พ่อของข้าพเจ้าบอกกับข้าพเจ้าอย่างนั้นและยังกำชับอย่างเคร่งครัดเลยว่า " ห้ามบอกแม่เด็ดขาด "  ว่าหมอคุยกับพ่อว่าอย่างนี้เพราะหมอและพ่อไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจซึ่งผมกับน้อง ๆ ก็เห็นด้วย

ในถ้อยคำของพ่อที่บอกกับข้าพเจ้านั้น .. ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมาอย่างมากดทับที่หน้าอก  สายตาเริ่มพร่ามัว ระบบหายใจของข้าพเจ้าเริ่มติดขัด  ม่านน้ำในดวงตาเริ่มก่อตัว พลันนึกถึงคำพูดคำหนึ่งของแม่ขึ้นมา " อย่าแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็นเด็ดขาดนะลูก "   ผมนึกในใจ  " ครับ ผมจะพยายาม "

....................................

บ่ายโมงของเมื่อวาน
เสียงโทรศัพท์มือถือของข้าพเจ้าดังขึ้น  เบอร์ที่หน้าจอแสดงชื่อเป็นเบอร์โทรของคุณพ่อของข้าพเจ้า   หัวใจของข้าพเจ้าเต้นเร็วและแรงขึ้น  มือสั่น ใจหนึ่งคิดว่าไม่กล้าที่จะรับ แต่อีกใจหนึ่งสั่งว่าต้องรับโทรศัพท์ทันที 

พอข้าพเจ้ากดรับสาย  ปลายทางซึ่งคือพ่อของข้าพเจ้าก็บอกว่าแม่เพิ่งสแกนสมองเสร็จและเพิ่งออกมาจากห้องตรวจ และส่งโทรศัพท์ให้ข้าพเจ้าคุยกับแม่

" แม่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็หาย ลูกไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ตั้งใจทำงานดีดีล่ะ " 
น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่า แม่พยายามทำให้ตัวเองสดชื่น ฝืนยิ้ม พยายามฝืนร่างกายที่เจ็บป่วย  เพื่อที่จะไม่ให้ลูก  ๆ ต้องไม่สบายใจและข้าพเจ้ารับรู้ได้ทันที ว่าแม่พยายามที่จะฝืน ทน ต่อความเจ็บปวดที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

หลังจากคุยกันได้สักพักแม่ก็ต้องเข้าห้องตรวจอีกครั้ง
หลังจากกดวางสายการติดต่อ  หัวใจของข้าพเจ้าเริ่มสั่น ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มมีม่านน้ำเข้ามาคลอเอ่อเตรียมที่จะไหลริน  ข้าพเจ้ายกมือที่เย็นเฉียบของตัวเองขึ้นมาปาดสิ่งที่เรียกว่าน้ำตาที่กำลังจะเริ่มเปื้อนอยู่บนใบหน้าของข้าพเจ้า ...

ครับแม่ .. ถึงแม่จะโกหก .. ผมก็จะยอมเชื่อครับ

รักและเป็นห่วงแม่สุดหัวใจ

............................