เรื่อยเปื่อย.....เกี่ยวกับKM

นานๆ ครั้งจะได้เข้ามาบันทึกข้อความในBlog วันนี้จึงถือโอกาสที่ได้มาร่วมงานสัมมนาKMที่เชียงใหม่(จริงๆก็จัดที่ใกล้ๆ บ้านผมเนี่ยแหละ) จึงอยากเข้ามาแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่อง KM ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในแวดวงต่างๆ ของสังคมไทย (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพียงกระแส หรือเป็นความต้องการของคนที่สนใจจริงๆ) กระแสของ KM นั้นเกิดขึ้นมานับตั้งแต่ Nonaka และ Takeuchi ได้นำเสนอผลงานเรื่อง The Knowledge Creating Company ในปี 1995 เรื่องของการจัดการความรู้ภายในองค์การก็เกิดได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มีนักวิชาการและนักปฏิบัติทั้งหลายได้พยายามนำเสนอผลงาน/แนวทางเกี่ยวกับการจัดการความรู้กันอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในช่วงต้นๆ นั้นเรื่องของ KM ก็ยังจำกัดอยู่ในวงแคบอยู่เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในช่วงแรกๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย, หนังสือ,หรือตำราต่างๆ ยังมีอยู่เป็นจำนวนที่น้อยมาก...ผมจำได้ว่าตอนที่ผมทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเรื่องKMของ ร.พ.บ้านตาก นั้น ข้อมูลส่วนใหญ่ต้องอ้างอิงเอาจากหนังสือภาษาต่างประเทศ และเว็บไซต์ เป็น่ส่วนใหญ่...แต่ว่าในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยของเราเองตั้งแต่ที่ สคส.โดยท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ซึ่งได้เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับ KM อย่างเป็นรูปธรรม และได้มีกิจกรรมด้าน KM อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคมไทย เรื่องของKMได้กลายเป็นเรื่องที่ได้รับให้ความสำคัญ และในองค์กรต่างๆได้มีการพยายามที่จะสร้าง KM ให้เกิดขึ้นภายในองค์กรของตน...กระแสของKMในสังคมไทยได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลา1-2ปีที่ผ่านมา มีผลงานที่เกี่ยวกับKMเกิดขึ้นมามากมายในช่วงเวลาดังกล่าว..........และเว็บGotoknow ก็เป็นผลพวงจากพัฒนาการของKMเช่นกัน....ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เฝ้าดูการเจริญเติบโตของGotoknowอย่างต่อเนื่องแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ค่อยมีบันทึกอะไรนำเสนอมากมายนัก แต่หลังจากนี้ไปผมเองก็ได้ตั้งใจว่าจะพยายามเข้ามาบันทึกให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้......

ความรู้สึกของผมเกี่ยวกับ KM ในสังคมไทยที่กระแสกำลังมาแรงอยู่นี้...ทำให้ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่ามันจะเป็นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเทคนิคการบริหารตัวอื่นๆ ที่เคยได้รับความนิยมมาก่อนเช่น Reengineering หรือไม่?? แต่เมื่อดูจากกระแสและการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มคนที่อยู่ในวงการKMแล้วเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกต่อไป ตัว KM เองนับจากนี้ไปก็คงยังได้รับความสนใจและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายกันต่อไปอีกหลายปี แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าน่าจะเป็นเรื่องของการที่ผู้สนใจด้านKM หลายๆท่าน อาจจะหลงไปกับตัวเครื่องมือต่างๆ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการทำ KM มากเกินไปจนลืมพื้นฐานแนวคิดดั้งเดิมของ KM กลายเป็นว่าถ้าไม่มีเทคโนโลยี ก็ไม่สามารถทำKM ได้........ประเด็นนี้แหละครับที่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วงสำหรับ KM ในสังคมไทย......เราจะทำอย่างไรกันดีล่ะครับ???ตอนนี้ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน..เพราะวิทยากรกำลังจะขึ้นบรรยายแล้ว จึงขอจบเอาไว้แค่นี้ก่อนดีกว่า...เอาไว้จะมาขีดๆ เขียนๆ อะไรเรื่อยเปื่อยอีกครับ