วันนี้ ขอเล่าเรื่องการปลีกวิเวกป็นวันสุดท้าย การได้อยู่คนเดียว เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนชีวิตในสังคม เราจะรู้เรื่องตัวเรามากที่สุด รู้จักตัวเองว่า เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เราเป็นคนอย่างไร เราจะมีแง่คิดแบบไหน ในการจัดการตัวเอง ปล่อยความคิดที่เป็นอิสระ ไม่ต้องแคร์ใคร อยากจะกราบก็กราบ อยากสรรเสริยก็สรรเสริญ แม้คนนั้น อาจไม่ได้เป็นที่นับหน้าถือตาของใคร และที่สุด จะค้นพบตัวเองว่า เรามาที่นี่ทำไม พร้อมไหมที่จะปฎิบัติธรรม ในขณะที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ในทางโลกอีกต่อไป

  อยากจะบอกว่าประสบการณ์ที่ได้ คือการตามดูจิตของตนเองเป็น แต่ก่อนที่เคยนั่งสมาธิ ที่เคยปลื้มอกปลื้มใจว่า นั่งได้นิ่งดี สว่างดี แต่แท้จริง เราอาศัยความเพ่งต่างหาก ครั้นเมื่อต้องเจริญสมาธิขั้นต่อไป เราก็ทำต่อไม่ได้ การสมถะ กับวิปัสนาคืออะไร ทำไมต้องทำสมถะก่อน จิตจึงจะมีกำลังในการพิจารณาต่าง ลองคิดดูแบบโลกๆก็ได้ว่า เดิมเราได้คิด ได้ฟังอะไร เราจะปรุงแต่ง ด้วยความเคยชิน หรืออาศัยสัญญาคือความจำที่ได้ร่ำเรียนมา และสรุปเป็นเรื่องเป็นราว แต่หากเรามีกำลังจากสมาธิ ซึ่งต้องฝึกปฎิบัติจริงจึงจะรู้ เราจะมีแง่คิดมุมมองอีกแบบโดยสิ้นเชิง และผลสรุปที่ได้ ก็จะเป็นเหตุ เป็นผลตามจริงมากขึ้น

 ขอสรุปว่า แม้เราจะได้อัตภาพ หญิงหรือชายก็ตาม ไม่ได้เป็นปัญหาเลย เพราะความได้เกิดเป็นมนุษย์ ถือว่าโลกให้โอกาสเท่าเทียมกันอยู่แล้ว ลองดูนะคะ ท่านใดที่อยากปฎิบัติธรรม ลองศึกษาพุทธศาสนา และสำคัญคือลงมือปฎิบัติ ซึ่งดิฉันได้เริ่มมาแบบนี้ การปลีกวิเวก จะเป็นขั้นตอนต่อไป ของแต่ละคนเองว่าต้องการหรือไม่ อย่าให้เสียชาติเกิดที่พบพุทธศาสนาแล้วไม่ได้ปฎิบัตินะคะ ส่วนบุญกุศลที่เกิดทั้งหมด จงมีแก่ผู้ได้เข้ามาในกระทู้นี้ทุกท่าน ขอจบเรื่องการปลีกวิเวกเพียงนี้ ลำดับต่อไป จะขอเปลี่ยนหัวข้อเรื่องอื่นต่อไป