การบรรยายเรื่อง “องค์กรอัจฉริยะ” เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 ทำให้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ที่สนใจเรื่องนี้หลายคน จนทำให้ได้ “ผลึกความคิด” ใหม่ว่า “องค์กรอัจฉริยะ” อาจจะมาจาก “ค่านิยม” 3 เรื่องหลักๆ ด้วยกันคือ:
1. แบ่งปัน 2. สร้างสรรค์ และ 3. นวัตกรรม
ความเป็นอัจฉริยะขององค์กร ถือกำเนิดขึ้นมาจากความเอื้ออาทรของคนในองค์กรนั้น โปรดอย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงความเป็นอัจฉริยภาพขององค์กร ถ้าคนในองค์กรไม่เอื้ออาทรกัน ไม่แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์กัน ก็ไม่มีวันที่คนส่วนใหญ่ หรือองค์กรในภาพรวม จะได้รับประโยชน์จากความรู้เหล่านั้นได้
การแบ่งปันความรู้ เทคนิค หรือประสบการณ์ในองค์กรอัจฉริยะนั้นทำไปด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้สร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ให้ได้ขึ้นชื่อว่า“รู้ไว้” เท่านั้น เพราะหากรู้แต่ไม่มีการกระทำ หรือสร้างสรรค์ใดๆ สิ่งที่รู้ไว้ก็เปล่าประโยชน์ และอาจ “หมดอายุ” ไปในที่สุด
จุดสำคัญของการสร้างสรรค์ คือสิ่งที่เราเรียกว่า “นวัตกรรม” ครับ นวัตกรรม เป็น“สิ่งใหม่ที่คนให้การยอมรับ”องค์กรอัจฉริยะจะต้องเป็นองค์กรที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิต หรือเป็น “ลมหายใจขององค์กร” เลยทีเดียว
หากนำค่านิยมทั้งสามนี้มาเทียบเคียงกับหลักธรรม คำว่า“แบ่งปัน” ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง “เมตตา” คำว่า “สร้างสรรค์” ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง “สมาธิ” ส่วนคำว่า “นวัตกรรม” ทำให้ผมนึกไปถึงเรื่อง “ปัญญา” ผมว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานของทุกเรื่องที่กล่าวมานี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า“สติ” ยังไงล่ะครับ สติก่อให้เกิดเมตตา สติก่อให้เกิดสมาธิ และสติก่อให้เกิดปัญญา ความเป็นอัจฉริยะขององค์กรจึงมาจาก....
การแบ่งปัน การสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ด้วยประการฉะนี้ ... เอวัง
อาจารย์ประพนธ์ครับ
เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาว ปปส ในช่วงของการเตรียมข้อมูลคืนก่อนหน้า ผมได้มีโอกาสทบทวนเรื่องเกี่ยวกับวินัย 5 ประการของ Peter Senge อีกครั้ง ผมพบว่าหลังจากได้สัมผ้สและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตรทางด้าน KM ทั้งหลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมพบว่าผมตกผลึกมากขึ้น แต่ก่อนผมสามารถได้เพียงแค่ 'แปล' สิ่งที่ Peter Senge กล่าวถึง แต่ในคืนนั้นผม 'เข้าใจ' ในเนื้อของมันมากขึ้น ขออนุญาติแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
องค์กรอัจฉริยะคือองค์ที่...
ปรอง
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ประพนธ์
ขอบพระคุณนะคะ เพราะหนังสือของอาจารย์
เรื่อง Intuition ....
ทำให้ปูได้ รู้จัก Gotoknow และ เรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ มากมาย ค่ะ
โลกใหม่ในยุค พระศรีอาริย์ .... เป็นโลกแห่งการ
การแบ่งปัน การสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
จริงๆ .... เชื่อมั่น และศรัทธา
ขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์
สวัสดีครับ อาจารย์ฯ
ช่วงนี้ผมไปใช้ชีวิตอยู่ที่นครศรีธรรมราชเสียเป็นส่วนใหญ่ ไปเรียนรู้ชีวิตการเป็นเกษตรกรครับ ทึ่งกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ผมได้มีโอกาสพบเห็นบ่อยมากขึ้น เมื่อผมละบุคลิกทางวิชาการลง ภูมิปัญญาที่เข้ามายิ่งลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เมื่อผมละทิ้ง "กฎ" ของเกมส์ภาษาวิชาการ ผมจึงเริ่มเข้าใจภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ผมไปฝากตัวเป็น "นักเรียน" ผมได้ภาพที่ "มีความเหมือนในความต่าง" และ "มีความต่างในความเหมือน" ของ ระยองและนครศรีธรรมราช คงจะมีโอกาส "เล่าสู่กันฟัง" ในโอกาสหน้าครับ มาเยี่ยมวันนี้ ก็ด้วยความเห็นต่าง ในบันทึกที่อาจารย์ฯ บันทึกครับ "ไม่ทราบว่าแฟนคลับของอาจารย์ฯ จะรับได้หรือเปล่า?" เพราะบอกได้เลยว่าเป็นการ "โต้แย้งที่หนักแน่นแต่นุ่มนวนครับ" อย่างไรเสีย จะเสนอข้อสนับสนุนข้อโต้แย้งให้หนักแน่นและนุ่มนวนให้ได้ส่วนครับ เอาหละ...ขออนุญาตเริ่มเลยนะครับ
การตกผลึกทางความคิด จากการบรรยายของอาจารย์ฯ เรื่อง "องค์กรอัจฉิระ" นั้น น่าจะเป็นการตกผลึกที่ยังไม่รอบด้านครับ...น่าน...เห็นใหมหละครับท่านแฟนคลับทั้งหลาย...หนักแน่น...อย่างที่ผมแจ้งไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าครับ...เหตุผลที่ผมบอกว่า "เป็นการตกผลึกที่ไม่รอบด้าน" นั้น เพราะว่า...เป็นการมองเฉพระด้าน "ตัวแสดง" (actor) เพียงด้านเดียว และดูเหมือนว่า ข้อสรุปจากการบรรยายนี้ ดูเหมือนจะละเลยอิทธิพลของ "โครงสร้าง" (structure) เกือบสิ้นเชิง...ผมขออนุญาตยกข้อสนับสนุนแบบ grand theory มาสนับสนุนการ "โต้แย้ง" ของผมดังต่อไปนี้ครับ
ในเรื่องนี้ มีการถกเถียงกันมานานแล้วว่า อะไรเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะ (ในที่นี้คือ ความอัจฉริยะ) ของสังคมมนุษย์ ในช่วงแรกที่วิทยาศาสตร์ยึดพื้นที่ทางสังคม วงการวิชาการ ก็แทบจะเห็นตรงกันว่า "ต้องโครงสร้างสิ" การยอมรับข้อสรุปนี้ ได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากนักวิชาการไล่ตั้งแต่ยุโรป ปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ และเป็นการพิสูจน์ว่า "คำกล่าว" นี้เป็นจริง จะสังเกตได้จาก "นวัตกรรมทางสังคม" ทั้งหลายที่มาจากประเทศเหล่านั้น จะให้ความสำคัญกับการ "ออกแบบโครงสร้างและปรับปรุงโครงสร้าง" เป็นหลัก แม้แต่การพัฒนาคน ก็ยังเป็นเรื่องของ "โครงสร้าง" เลย ตัวอย่างเรื่องการออกแบบสังคมและองค์กร เห็นได้ชัดจาก กฎหมาย ส่วนเรื่องการออกแบบโครงสร้างในการพัฒนาคน ตัวอย่างเช่น งานของ Dr. Stephen R. Covey เรื่องอุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง ก็ยังเป็นการมองในเชิงโครงสร้างแม้ในเรื่องของ "ตัวแสดง"
ส่วนนักวิชาการอีกสายหนึ่งที่ยืนยันว่า "โครงสร้างไม่จำเป็นหรอก มันต้องคนสิ" จะเป็นนักวิชาการสายตะวันออกที่มีรากเหง้ามาจากปรัชญาโบราณของชาวตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย หรือจีน นักวิชาการสายนี้จึงเห็นว่า "ถ้าคนดีเสียอย่าง โครงสร้างมันจะดีเอง" งานที่ออกมาสนับสนุน "ความเชื่อ" (ผมย้ำนะครับว่า มันเป็นความเชื่อ...เพราะความจริงคืออะไร...ปุถุชนไม่รู้หรอก) ของนักวิชาการทั้งสองฝั่งก็มีออกมาเรื่อย ๆ ครับ จนกระทั่งในปลายศตวรรษที่ 20 ผมไม่อยากจะสรุปว่าเป็นการหาทางลงของสายตะวันตก หรือเป็นชัยชนะของตะวันออกนะครับ
ในปลายศตวรรษที่ 20 นักวิชาการสายตะวันตกสองคนแห่งสำนัก "ลอนดอน" และสำนัก "แฟรงคเฟิร์ต" ออกมายอมรับว่า ทั้ง structure และ actor ต่างมีอิทธิพล ต่อกันและกันแบบ double hermeneutics คือ "โครงสร้างมีอิทธิพลต่อคุณลักษณะของตัวแสดง ขณะเดียวกัน ตัวแสดงก็มีอิทธิพลต่อโครงสร้างด้วย" ในความเห็นของผมผมสันนิษฐานว่า ทฤษฎีหรือข้อสรุปเช่นนี้ น่าจะอยู่บนข้อตกลงเบื้องต้นว่า "สังคมประกอบด้วยปุถุชนเท่านั้น" ซึ่งไม่น่าจะเป็นข้อสมมุติที่เพ้อฝันเกินไป เพราะสังคมโลกเรา ก็ประกอบด้วยปุถุชนเสียเป็นส่วนใหญ่
ผมร่ายมาเสียยืดยาว...ไม่ได้มีเจตนาแสดงภูมิรู้ของตนนะครับ...ในทางตรงกันข้าม ผมไม่รู้เลย เพียงแต่จำมาจากหนังสือเท่านั้นแหละ...ที่บอกว่าไม่รู้นั้น ก็ไม่ใช่การตีสำนวน...ผมไม่รู้จริง ๆ คือไม่รู้ว่า "อันใหนจริง อันใหนเท็จ" ถือเสียว่า เป็นการเล่านิทานให้ฟังก็แล้วกันนะครับ แต่ที่ต้องนำนิทานเรื่องยาวมาประกอบไว้ที่นี้ เพราะผมกำลัง "กล่าวหา" อาจารย์ประพนธ์ ที่ผมเคารพหนะสิครับ จึงต้องหาข้อสนับสนุนข้อกล่าวหาให้มากที่สุด ไม่งั้นผมต้องเจอข้อหา "ทึกทักเอาเอง" เสียเอง
คงจะพอเห็นเหตุผลแล้วนะครับว่า ทำไมผมจึงกล่าวหาว่า "การตกผลึก" จากการบรรยายวันนั้นเป็นการตกผลึกที่ไม่รอบด้าน หรือเป็นการตกผลึกภายใต้ข้อสมมุติที่ว่า "คนส่วนใหญ่เป็นอริยชน" ครับ ทีนี้ผมจะวิเคราะห์ต่อไปว่า จริง ๆ แล้ว "อาจจะไม่ใช่การตกผลึก" เสียด้วยซ้ำ...อ้าวหนักเข้าไปอีกแล้ว...ลองฟังคำอธิบายผมดูนะครับอาจารย์ว่าจะเข้าเค้าหรือเปล่า?
อันนี้ต้องเรียนให้ทราบก่อนนะครับว่า เป็นการตีความ หากผมได้เห็นบรรยากาศการบรรยายในวันนั้น การตีความอาจจะเป็นอื่นก็ได้ จุดสังเกตที่ทำให้ผมตีความว่า อาจจะไม่ใช่การตกผลึกมีสองสามจุดใหญ่ ๆ นะครับ
เรื่องวิชาการนี้ก็แปลกนะครับอาจารย์ เวลาที่ "ผู้รู้" ไปบรรยายที่ใหนนี่ "รัศมีแห่งภูมิปัญญา" มันกลบไปทั้งห้องบรรยายเลย ผู้ฟังแทบจะเชื่อสิ่งที่ "ผู้รู้" ท่านนั้นจะบรรยาย ตั้งกะยังไม่ได้ฟังการบรรยายเลยก็ว่าได้...นี่ถ้าผู้รู้นั้น เป็นผู้รู้จริงก็ดีไป แต่ถ้าเป็นผู้รู้เพียงในระดับ "บุคลิกภาพ" ก็น่าเป็นห่วงครับ แต่ในประเด็นการบรรยายของอาจารย์ฯ ในวันนั้น ผมไม่ห่วงในประเด็นนี้ครับ เพราะผมก็รู้สึกได้ถึง "รัศมีแห่งภูมิปัญญา" นั้นที่แผ่มาจากตัวอาจารย์ แต่ผมเป็นห่วง ผู้ฟังมากว่าว่า "จะมีผู้ใดที่จิตกล้าแข็งพอที่จะลุกขึ้นมาอภิปรายหรือเปล่า?" การตกผลึก จึงอาจไม่ใช่การตกผลึกที่มาจากการไตร่ตรองของผู้ฟังจริง ๆ แต่เป็นการตกผลึกที่มาจาก "ปัญญา" บารมีของผู้บรรยาย ก็เป็นได้ครับ
อย่างไรเสีย...ผมก็อยากให้มีการอภิปรายในข้อโต้แย้งของผมมากกว่าข้อโต้แย้งหลังครับ...เพื่อเป็นการ "เกื้อกูลกันทางความรู้" แลกเปลี่ยนความเห็นต่างในกลุ่มแฟนคลับของอาจารย์ฯ ครับ...(คนเห็นต่างก็อยากเป็นแฟนคลับนะครับ)
ด้วยความเคารพ
ต้องขอบอกตามตรงว่า หัวสมองไม่โปร่งโล่งพอจะ ถกประเด็นนี้บ้างเลยเมื่ออ่านตัวบันทึกจบ แต่พออ่านความเห็นคุณ สวัสดิ์ แล้วรู้สึกว่าเติมเต็มได้กับบันทึกนี้เป็นอย่างดีนะคะ ไม่รู้สึกว่าเป็นความขัดแย้งแต่อย่างใดค่ะ แต่จะว่าไปชอบประเด็นที่คุณ สวัสดิ์ พูดถึง"ความเชื่อผู้บรรยาย" ของพวกเรา เห็นจริงมากๆค่ะว่า คนไทยเรามักจะให้เครดิตกับบุคคลมากกว่าเนื้อความที่บรรยาย และมักจะเชื่อและไม่คิดขัดแย้ง บางครั้งลักษณะแบบนี้เป็นอันตรายต่อวิธีคิด ระบบการคิดมากทีเดียวจริงๆค่ะ
"ขออำภัย"ที่ออกนอกประเด็นของบันทึกนะคะ เพราะประเด็นในความคิดเห็นก็น่าสนใจจะ"ถก"นั่นเองค่ะ
ขออนุญาตต่อยอดคุณปรอง
นิดนะครับ…
อาจจะเป็นการ “ด่วนสรุป” เร็วเกินไปหรือเปล่าที่บอกว่า “เข้าใจ” The Fifth Discipline แล้ว เพราะตามที่ผมดูทั้งการปฏิบัติและการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย ดูเหมือนจะตีความเจตนารมณ์ของ Senge ไปคนละเรื่องเลยนะครับ
ประเด็นแรกเลยคือ การมองว่า หลักการ 5 ประการนั้นหนะเป็น “วินัย” ทั้งนี้อาจจะมาจากการแปล discipline แบบทื่อ ๆ ว่าหมายถึง “วินัย” ทั้ง ๆ ที่คำนี้มีรากมาจากคำว่า disciple คือ สาวก ซึ่งสายหนึ่งก็ตีความว่า สาวก คือผู้ปฏิบัติตามวินัยของศาสดา แต่อีกสายหนึ่งก็ตีความว่า สาวก คือผู้ที่ติดตามเรียนรู้กับศาสดา ทีนี้ จากถ้อยคำที่ปรากฏในงานเล่มนี้ ผมเห็นว่า นายเชงเก้ น่าจะสื่อถึงการเรียนรู้ มากกว่าวินัยที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่ง discipline แปลว่า การเรียนรู้ น่าจะตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนมากกว่าแปลว่า วินัยครับ
ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจ แต่พอได้อ่านงานหลัง ๆ ของนายเชงเก้ (Presence) ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่า “ทักษะการตีความของผมชักจะใช้ได้” พักหลังนี้ ก็เลยเที่ยวตีความอะไรต่อมิอะไรไปทั่วเลยครับ…ซึ่งก็ไม่ใช่การออกอาการ “อหังการ” แต่อย่างใดครับ แต่เป็นเพราะเริ่มเห็นแจ่มชัดยิ่งขึ้นว่า “มันก็ไอ้แค่การตีความ” ความจริงแบบโลก มนุษย์เป็นคนสร้าง การตีความในตอนหลัง จึงเป็นการ “คว้าโอกาสในการสร้งความจริง” มากกว่า ที่จะค้นหาความเป็นจริงจากการตีความ…ส่วนความจริงที่อยู่เหนือการตีความ…มีอยู่ครับ…แต่คงเข้าถึงไม่ได้ด้วยการตีความ…หรือภาษาที่มีข้อจำกัดของมนุษย์ครับ…(ติดนิสัยขี้โม้เนี่ย…ผมยอมรับกับตัวเองเลยนะครับว่า…เลิกยากจริง ๆ)
สวัสดีตอนเช้าครับอาจารย์ ดร.ประพนธ์ ที่เคารพ
วิชิต ชาวะหา
ม.มหาสารคาม
ขอขอบคุณ คุณสวัสดิ์ครับสำหรับการต่อยอดการมองครับ
ผมคงเป็นได้เพียงแค่ผู้เข้าใจ'มากขึ้น'เท่านั้นครับ และคำว่ามากขึ้นหมายถึงเทียบกับตัวเองในอดีต ความเข้าใจนั้นผมคงนำไปเพื่อตีความไปในทางที่เอื้อต่อการรับรู้และนำไปปฏิบัติใช้ให้เหมาะสมกับจริตและมุมมองของผม ผมและคนทั้งหลายคงไม่สามารถเข้าใจได้ลึกซึ้งเหมือน และตรงกับที่ Senge คิดและเข้าใจครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่ามันไม่มีความสำคัญอะไรเลยถ้าเราเพียรพยายามแต่ทำความเข้าในเรื่องใดๆให้เท่ากับผู้ที่เสนอความคิดนั้น แต่ไม่ได้ใส่มุมมองของเรา (ซึ่งอาจต่างกับความคิดของคนนั้นไปมาก) แล้วนำไปปฏิบัติใช้ได้ แปลกนะครับผู้ที่สรุปและเขียนอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆไม่เคยยิ่งใหญ่เหมือน หรือเท่าบุคคลสำคัญนั้นเลยครับ
ผมเคยแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนครับ ตอนนั้นเพลง ทะเลใจของคาราบาวออกมาใหม่ๆ เราพยายามตีความให้ลึกซึ้งว่าเพลงนั้นต้องการสืออะไร เราคุยกันนานเลยครับ สุดท้ายเราพบว่าตอนที่ผู้แต่ง แต่งเพลง เจตนาและมุมมองทั้งหมดเป็นของเค้า 100% แต่เมื่อเพลงนั้นออกสู่ประชาชน ผมว่ามันเป็นเพียงการจุดประกายให้แต่ละคนตีความแนะสร้างทัศนคติเฉพาะที่อาจแตกต่างกันบ้างตามแต่ประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่คนนั้นๆอยู่ครับ
การเข้าใจและตีความวินัย 5 ประการของผมที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จริงๆแล้ว ผมว่ามันเป็นการตีความที่เหมาะเฉพาะจริตและการนำไปใช้ของผมครับทำให้เห็นภาพที่อยากขับเคลื่อนไป หลายๆครั้งครับที่ผมอ่านแนวคิดต่างๆแล้วประทับใจ แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่เห็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ ปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมเลย ผมเป็นพวกที่สนุกกับการนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม แม้แนวคิดนั้นมาจากวลี หรือประโยคบางประโยคครับ มากกว่ารวบรวมความคิดมากมายแต่ประยุกต์เป็นรูปธรรมมาใช้ไม่ได้
ขอบคุณทั้ง อ. ประพนธ์และคุณสวัสดิ์ที่แลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ อันนี้คือการประสานพลัง ผสานความต่าง (แบบที่ผมตีความวินัยที่ 5 ไงครับ) :)
ปรอง
ดีมากเลยครับ
สวัสดีค่ะ อ.ประพนธ์
ดิฉันเป็นคนด้าน IT และจากการที่ได้คลุกคลีอยู่กับ KM ด้วย ขอร่วม ลปรร. ว่า ชอบที่อ. เขียนค่ะ - แบ่งปัน สร้างสรรค์ และ นวัตกรรม
ดิฉันได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติว่า นวัตกรรม คือ ผลงานสร้างสรรค์ของกระบวนการจัดการความรู้อันเกิดจากบุคคลและทีมงานที่ได้อุทิศและนำไปใช้ซึ่งความรู้แนวความคิด ทักษะ ประสบการณ์ และความตั้งใจ ที่หลอมรวมกันออกมา
และในขณะเดียวกัน นวัตกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศก็เป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ในการช่วยขับเคลื่อนกระบวนการจัดการความรู้ให้เป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วอีกด้วยค่ะ
เกิดเป็นวงจรของ KM ตามที่อ.พูดไว้เสมอค่ะ :)
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ดร.สวัสดิ์ ที่สื่อสารออกมาได้ตรงและชัดมากเลยครับ แต่ไม่ว่าเราจะสื่อสารออกมาอย่างไร ตัวภาษาเองก็ยังมีข้อจำกัดนะครับ เหมือนกับที่ ดร.สวัสดิ์ พูดเรื่องการตีความ หรือที่พูดกับ ดร. ปรอง เรื่องความหมายของคำว่า “Discipline” ว่าเป็น “วินัย” หรือ “สาวก” นั่นแหละครับ สำหรับประเด็นที่ ดร.สวัสดิ์ Comment ผมขอนำบางประเด็นมาคุยต่อดังนี้ครับ (ตัวหนังสือสีแดงเป็นคำของ ดร.สวัสดิ์)
(1) ทั้ง structure และ actor ต่างมีอิทธิพล ต่อกันและกัน ...."โครงสร้างมีอิทธิพลต่อคุณลักษณะของตัวแสดง ขณะเดียวกัน ตัวแสดงก็มีอิทธิพลต่อโครงสร้างด้วย" ....เยี่ยมมากครับ โดนใจจริงๆ เพราะผมเชื่อในสิ่งนี้มาโดยตลอด ผมใช้คำว่า “เชื่อ” นะครับ เพราะว่าผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ แต่ก็เป็นเพียง “ความเชื่อ” ของผม ผมไม่ได้บอกว่าเป็น “ความจริง” นะครับ การแบ่งปัน การสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผมมองว่าต้องมาจากทั้ง “ภายใน” และ “ภายนอก” ครับ ปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็น “ระบบ” หรือ “โครงสร้าง” มีผลทำให้เกิด การแบ่งปัน การสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ได้ด้วยครับ ผมไม่ได้มองที่คน หรือ Actor อย่างเดียวหรอกครับ
(2) ในความเห็นของผม ผมสันนิษฐานว่า ทฤษฎีหรือข้อสรุปเช่นนี้ น่าจะอยู่บนข้อตกลงเบื้องต้นว่า "สังคมประกอบด้วยปุถุชนเท่านั้น" ซึ่งไม่น่าจะเป็นข้อสมมุติที่เพ้อฝันเกินไป เพราะสังคมโลกเรา ก็ประกอบด้วยปุถุชนเสียเป็นส่วนใหญ่ .....ใช่อีกแล้วครับ ตรงกับ “ความเชื่อ” ของผมที่ว่า “สังคม (ชุมชน กลุ่มคน) หามีจริงไม่ ปัจเจกเท่านั้นที่มีอยู่จริง หากเรามองดูกลุ่มคนเราจะพบว่าเมื่อคนทั้งหลายเดินแยกย้ายกันไป กลุ่มคนก็หายไปด้วย” ฟังคุ้นๆ ไหมครับ ....ผมจำมาจากหนังสือ osho ไม่ใช่คำพูดของผมเองหรอกครับ เป็นเรื่อง “ความจำ” แล้วนำมาพูดต่อ ...ก้อเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ “ความจริง” อีกเช่นกัน
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
(3) ผมร่ายมาเสียยืดยาว… ถือเสียว่า เป็นการเล่านิทานให้ฟังก็แล้วกันนะครับ แต่ที่ต้องนำนิทานเรื่องยาวมาประกอบไว้ที่นี้ เพราะผมกำลัง “กล่าวหา” อาจารย์ประพนธ์ ที่ผมเคารพหนะสิครับ จึงต้องหาข้อสนับสนุนข้อกล่าวหาให้มากที่สุด ไม่งั้นผมต้องเจอข้อหา “ทึกทักเอาเอง” เสียเอง ….ผมเคยฟังอภิปายในสภาผู้แทนฯ เวลาผู้แทนคนใดพูดว่า “ด้วยความเคารพ (พูดชื่อท่านนั้นท่านนี้) ….” ลองฟังให้ดีซิครับ เพราะคำพูดหลังจากนั้น มักจะเป็นการด่าหรือต่อว่าซะเป็นส่วนใหญ่ ตกลงที่พูดว่า “ด้วยความเคารพ” นั้น เป็นแค่คำที่ทำให้ตายใจเท่านั้นครับ ….พอ ดร.สวัสคิ์ ใช้คำๆ คำนั้น ผมจึงรู้สึกเสียวไปก่อน ทั้งๆ ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรที่ร้ายแรงขนาดนั้น ทำให้ผมเห็นอิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า “สัญญา(จำได้หมายรู้)” ขึ้นมาทันที</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(4) คงจะพอเห็นเหตุผลแล้วนะครับว่า ทำไมผมจึงกล่าวหาว่า “การตกผลึก” จากการบรรยายวันนั้นเป็นการตกผลึกที่ไม่รอบด้าน หรือเป็นการตกผลึกภายใต้ข้อสมมุติที่ว่า “คนส่วนใหญ่เป็นอริยชน” ครับ ….ไม่ใช่ข้อสมมติฐานที่ผมใช้หรอกครับ ข้อสมมติฐานที่ผมใช้ก็คือ “คนส่วนใหญ่ไม่ใช่อริยชน” ด้วยเหตุผลนี้จึงต้องมี “การจัดการ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ต้องเป็น “การจัดการแบบไม่จัดการ” นะครับ เป็นการจัดการที่ทำให้คนรู้และรักที่จะ “แบ่งปัน” รู้จักที่จะ “สร้างสรรค์” คือไม่ใช่เอาแต่ฝัน แต่ต้อง “มุ่งมั่นที่จะทำ” จึงจะเกิด “นวัตกรรม” ขึ้นมาได้ การจัดการที่ว่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงทั้งสิ่งที่เป็น “ปัจจัยภายใน” และ “ปัจจัยภายนอก” ด้วยเสมอ เหมือนกับที่พูดไว้ในข้อแรก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
(5) เรื่องวิชาการนี้ก็แปลกนะครับอาจารย์ เวลาที่ “ผู้รู้” ไปบรรยายที่ไหนนี่ “รัศมีแห่งภูมิปัญญา” มันกลบไปทั้งห้องบรรยายเลย ผู้ฟังแทบจะเชื่อสิ่งที่ “ผู้รู้” ท่านนั้นจะบรรยาย ตั้งกะยังไม่ได้ฟังการบรรยายเลยก็ว่าได้ …แสดงว่าผู้ที่ฟังเป็นพวกที่ใช้ “ศรัทธานำ” แต่ถ้าสามารถไปจบลงที่ “ปัญญา” ได้ ก็ O.K. นะครับ ที่อันตรายคือเริ่มด้วยศรัทธาและก็ไปจบที่ศรัทธาเราเรียกพวกนี้ว่า “งมงาย” หรือพวกที่เชื่อง่ายและไร้ปัญญาครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(6) ผมเป็นห่วงผู้ฟังมากว่าว่า “จะมีผู้ใดที่จิตกล้าแข็งพอที่จะลุกขึ้นมาอภิปรายหรือเปล่า?” การตกผลึกจึงอาจไม่ใช่การตกผลึกที่มาจากการไตร่ตรองของผู้ฟังจริง ๆ แต่เป็นการตกผลึกที่มาจาก “ปัญญา” บารมีของผู้บรรยาย ก็เป็นได้ครับ ….ที่ผมใช้คำพูดว่า “ตกผลึก” นั้น ผมหมายถึงตัวผมเอง “ตกผลึก” หลังจากที่มีการพูดคุยกันกับคนหลายคน หลังจากที่ได้ไปบรรยายมา (5 มิ.ย.) ครับ ผมเองไม่รู้หรอกครับว่า แต่ละคน “ตกผลึก” อะไร ผมเพียงแต่ได้คำสามคำดังที่นำมาแชร์ไว้ในบันทึกนี้ครับ</p>
(7) อย่างไรเสีย…ผมก็อยากให้มีการอภิปรายในข้อโต้แย้งของผมมากกว่าข้อโต้แย้งหลังครับ…เพื่อเป็นการ “เกื้อกูลกันทางความรู้” แลกเปลี่ยนความเห็นต่างในกลุ่มแฟนคลับของอาจารย์ฯ ครับ…(คนเห็นต่างก็อยากเป็นแฟนคลับนะครับ)….แฟนคลับที่ดีต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องกล้าที่จะแย้ง ต้องกล้าที่จะเห็นแตกต่าง ไม่ใช่เอาแต่เออออ ห่อหมกตลอดเวลา (ทำไมต้องเป็น “ห่อหมก” ด้วย?) ….ผมมองเห็นความปรารถนาดีของ ดร.สวัสดิ์ จึงนำประเด็นต่างๆ เหล่านี้มาพูดคุยต่อ เพื่อความ “คมชัด” ครับ ไม่ได้มีเจตนาจะต่อปากต่อคำแต่ประการใด ผมเองก็ได้เรียนรู้มากมายจากบทสนทนานี้ …ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อาจารย์ฯ
ขอบคุณมากครับ สำหรับ "ดัชนี" ที่ช่วย "ชี้ให้ชมจันทร์" ทำให้ความงามของจันทรา ในราตรีนี้เด่นชัดขึ้นมา แม้จะอยู่ท่ามกลาง "ฤดูมรสุม"
หลายครา ที่ปุถุชนเช่นเรา จะพยายามเข้าถึงความหมายแห่งจันทรา แต่ดูเหมือนว่า "ดัชนี" นี้ บางทีก็เป็นเครื่องนำทาง บางทีมันก็จองจำเราไว้ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด
"ความเคารพ" ใจจริงผมอยากจะแทนด้วยคำว่า "ความรัก" แต่ก็กริ่งเกรงว่าจะ "ตีความ" เป็นอื่น นี่แหละหนา ภาษาอันเต็มไปด้วยข้อจำกัด
แม้อยู่ในท่ามกลางราตรีที่เต็มไปด้วย "เมฆฝน" ความพยายามในการชี้ให้ชมจันทร์คราวนี้ ผมทราบซึ้งมากครับ
รีตราสวัสดิ์...ครับ
ผมเองก็ซาบซึ้งใจในความปรารถนาดีของ ดร.สวัสดิ์เช่นกัน ...ในยุคที่ทุกคนมีแต่ความรีบเร่ง จะหาผู้ที่มีใจพร้อมจะสื่อสารกันให้ถึงแก่นนั้น หาได้ไม่ง่ายนัก
คำพูดของ ดร.สวัสดิ์ที่เคยพูดตอนที่เราเจอกันครั้งแรกที่ สคส. ว่า ... “ผมทิ้งเงิน (เดือน) เพื่อตามหาชีวิต” นั้น ยังก้องอยู่ในโสตประสาทของผมตลอดเวลา เพียงแต่ว่า ผมเองยังไม่กล้าพอที่จะทำเช่นนั้นได้ นี่แหละครับความแตกต่างระหว่างผู้ที่ “ชี้ดวงจันทร์” กับผู้ที่ “กำลังก้าวเดินไปยังดวงจันทร์”
ผมเชื่อว่าบทสนทนาระหว่างผมกับ ดร.สวัสดิ์ คงจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่าน ...หากเป็นเช่นนั้น เชิญท่านมาร่วมวงด้วยนะครับ จะได้มีมุมมองที่แตกต่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ได้ประโยชน์จากทั้งสามท่านมากค่ะ( ดร. ปรอง อาจารย์แสวง อาจารย์ประพนธ์ )
สิ่งที่ท่านอาจารย์สอนทั้งฝรั่งและไทยต้องนำไปปฏิบัติก่อนและปรับใช้เพราะบริบทต่างกันทำให้ได้ผลต่างกัน และ Tacit Knoeledgeก็ต่างกันซึ่งทำให้มีผู้รู้ผลิตตำรามาสอนเราเรื่อยๆ
เห็นด้วยกับอาจารย์ประพนธ์มากในการฝึกสติทำให้ทุกๆอย่างจะดีขึ้นค่ะเกิดการแบ่งปัน สร้างสรรค์และนวตกรรมค่ะ
พูดอย่างไรก็ตามถ้าไม่ทำก็ไม่รู้ค่ะ