สวัสดีครับ อาจารย์ฯ
ช่วงนี้ผมไปใช้ชีวิตอยู่ที่นครศรีธรรมราชเสียเป็นส่วนใหญ่ ไปเรียนรู้ชีวิตการเป็นเกษตรกรครับ ทึ่งกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ผมได้มีโอกาสพบเห็นบ่อยมากขึ้น เมื่อผมละบุคลิกทางวิชาการลง ภูมิปัญญาที่เข้ามายิ่งลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เมื่อผมละทิ้ง "กฎ" ของเกมส์ภาษาวิชาการ ผมจึงเริ่มเข้าใจภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ผมไปฝากตัวเป็น "นักเรียน" ผมได้ภาพที่ "มีความเหมือนในความต่าง" และ "มีความต่างในความเหมือน" ของ ระยองและนครศรีธรรมราช คงจะมีโอกาส "เล่าสู่กันฟัง" ในโอกาสหน้าครับ มาเยี่ยมวันนี้ ก็ด้วยความเห็นต่าง ในบันทึกที่อาจารย์ฯ บันทึกครับ "ไม่ทราบว่าแฟนคลับของอาจารย์ฯ จะรับได้หรือเปล่า?" เพราะบอกได้เลยว่าเป็นการ "โต้แย้งที่หนักแน่นแต่นุ่มนวนครับ" อย่างไรเสีย จะเสนอข้อสนับสนุนข้อโต้แย้งให้หนักแน่นและนุ่มนวนให้ได้ส่วนครับ เอาหละ...ขออนุญาตเริ่มเลยนะครับ
การตกผลึกทางความคิด จากการบรรยายของอาจารย์ฯ เรื่อง "องค์กรอัจฉิระ" นั้น น่าจะเป็นการตกผลึกที่ยังไม่รอบด้านครับ...น่าน...เห็นใหมหละครับท่านแฟนคลับทั้งหลาย...หนักแน่น...อย่างที่ผมแจ้งไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าครับ...เหตุผลที่ผมบอกว่า "เป็นการตกผลึกที่ไม่รอบด้าน" นั้น เพราะว่า...เป็นการมองเฉพระด้าน "ตัวแสดง" (actor) เพียงด้านเดียว และดูเหมือนว่า ข้อสรุปจากการบรรยายนี้ ดูเหมือนจะละเลยอิทธิพลของ "โครงสร้าง" (structure) เกือบสิ้นเชิง...ผมขออนุญาตยกข้อสนับสนุนแบบ grand theory มาสนับสนุนการ "โต้แย้ง" ของผมดังต่อไปนี้ครับ
ในเรื่องนี้ มีการถกเถียงกันมานานแล้วว่า อะไรเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะ (ในที่นี้คือ ความอัจฉริยะ) ของสังคมมนุษย์ ในช่วงแรกที่วิทยาศาสตร์ยึดพื้นที่ทางสังคม วงการวิชาการ ก็แทบจะเห็นตรงกันว่า "ต้องโครงสร้างสิ" การยอมรับข้อสรุปนี้ ได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากนักวิชาการไล่ตั้งแต่ยุโรป ปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ และเป็นการพิสูจน์ว่า "คำกล่าว" นี้เป็นจริง จะสังเกตได้จาก "นวัตกรรมทางสังคม" ทั้งหลายที่มาจากประเทศเหล่านั้น จะให้ความสำคัญกับการ "ออกแบบโครงสร้างและปรับปรุงโครงสร้าง" เป็นหลัก แม้แต่การพัฒนาคน ก็ยังเป็นเรื่องของ "โครงสร้าง" เลย ตัวอย่างเรื่องการออกแบบสังคมและองค์กร เห็นได้ชัดจาก กฎหมาย ส่วนเรื่องการออกแบบโครงสร้างในการพัฒนาคน ตัวอย่างเช่น งานของ Dr. Stephen R. Covey เรื่องอุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง ก็ยังเป็นการมองในเชิงโครงสร้างแม้ในเรื่องของ "ตัวแสดง"
ส่วนนักวิชาการอีกสายหนึ่งที่ยืนยันว่า "โครงสร้างไม่จำเป็นหรอก มันต้องคนสิ" จะเป็นนักวิชาการสายตะวันออกที่มีรากเหง้ามาจากปรัชญาโบราณของชาวตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย หรือจีน นักวิชาการสายนี้จึงเห็นว่า "ถ้าคนดีเสียอย่าง โครงสร้างมันจะดีเอง" งานที่ออกมาสนับสนุน "ความเชื่อ" (ผมย้ำนะครับว่า มันเป็นความเชื่อ...เพราะความจริงคืออะไร...ปุถุชนไม่รู้หรอก) ของนักวิชาการทั้งสองฝั่งก็มีออกมาเรื่อย ๆ ครับ จนกระทั่งในปลายศตวรรษที่ 20 ผมไม่อยากจะสรุปว่าเป็นการหาทางลงของสายตะวันตก หรือเป็นชัยชนะของตะวันออกนะครับ
ในปลายศตวรรษที่ 20 นักวิชาการสายตะวันตกสองคนแห่งสำนัก "ลอนดอน" และสำนัก "แฟรงคเฟิร์ต" ออกมายอมรับว่า ทั้ง structure และ actor ต่างมีอิทธิพล ต่อกันและกันแบบ double hermeneutics คือ "โครงสร้างมีอิทธิพลต่อคุณลักษณะของตัวแสดง ขณะเดียวกัน ตัวแสดงก็มีอิทธิพลต่อโครงสร้างด้วย" ในความเห็นของผมผมสันนิษฐานว่า ทฤษฎีหรือข้อสรุปเช่นนี้ น่าจะอยู่บนข้อตกลงเบื้องต้นว่า "สังคมประกอบด้วยปุถุชนเท่านั้น" ซึ่งไม่น่าจะเป็นข้อสมมุติที่เพ้อฝันเกินไป เพราะสังคมโลกเรา ก็ประกอบด้วยปุถุชนเสียเป็นส่วนใหญ่
ผมร่ายมาเสียยืดยาว...ไม่ได้มีเจตนาแสดงภูมิรู้ของตนนะครับ...ในทางตรงกันข้าม ผมไม่รู้เลย เพียงแต่จำมาจากหนังสือเท่านั้นแหละ...ที่บอกว่าไม่รู้นั้น ก็ไม่ใช่การตีสำนวน...ผมไม่รู้จริง ๆ คือไม่รู้ว่า "อันใหนจริง อันใหนเท็จ" ถือเสียว่า เป็นการเล่านิทานให้ฟังก็แล้วกันนะครับ แต่ที่ต้องนำนิทานเรื่องยาวมาประกอบไว้ที่นี้ เพราะผมกำลัง "กล่าวหา" อาจารย์ประพนธ์ ที่ผมเคารพหนะสิครับ จึงต้องหาข้อสนับสนุนข้อกล่าวหาให้มากที่สุด ไม่งั้นผมต้องเจอข้อหา "ทึกทักเอาเอง" เสียเอง
คงจะพอเห็นเหตุผลแล้วนะครับว่า ทำไมผมจึงกล่าวหาว่า "การตกผลึก" จากการบรรยายวันนั้นเป็นการตกผลึกที่ไม่รอบด้าน หรือเป็นการตกผลึกภายใต้ข้อสมมุติที่ว่า "คนส่วนใหญ่เป็นอริยชน" ครับ ทีนี้ผมจะวิเคราะห์ต่อไปว่า จริง ๆ แล้ว "อาจจะไม่ใช่การตกผลึก" เสียด้วยซ้ำ...อ้าวหนักเข้าไปอีกแล้ว...ลองฟังคำอธิบายผมดูนะครับอาจารย์ว่าจะเข้าเค้าหรือเปล่า?
อันนี้ต้องเรียนให้ทราบก่อนนะครับว่า เป็นการตีความ หากผมได้เห็นบรรยากาศการบรรยายในวันนั้น การตีความอาจจะเป็นอื่นก็ได้ จุดสังเกตที่ทำให้ผมตีความว่า อาจจะไม่ใช่การตกผลึกมีสองสามจุดใหญ่ ๆ นะครับ
เรื่องวิชาการนี้ก็แปลกนะครับอาจารย์ เวลาที่ "ผู้รู้" ไปบรรยายที่ใหนนี่ "รัศมีแห่งภูมิปัญญา" มันกลบไปทั้งห้องบรรยายเลย ผู้ฟังแทบจะเชื่อสิ่งที่ "ผู้รู้" ท่านนั้นจะบรรยาย ตั้งกะยังไม่ได้ฟังการบรรยายเลยก็ว่าได้...นี่ถ้าผู้รู้นั้น เป็นผู้รู้จริงก็ดีไป แต่ถ้าเป็นผู้รู้เพียงในระดับ "บุคลิกภาพ" ก็น่าเป็นห่วงครับ แต่ในประเด็นการบรรยายของอาจารย์ฯ ในวันนั้น ผมไม่ห่วงในประเด็นนี้ครับ เพราะผมก็รู้สึกได้ถึง "รัศมีแห่งภูมิปัญญา" นั้นที่แผ่มาจากตัวอาจารย์ แต่ผมเป็นห่วง ผู้ฟังมากว่าว่า "จะมีผู้ใดที่จิตกล้าแข็งพอที่จะลุกขึ้นมาอภิปรายหรือเปล่า?" การตกผลึก จึงอาจไม่ใช่การตกผลึกที่มาจากการไตร่ตรองของผู้ฟังจริง ๆ แต่เป็นการตกผลึกที่มาจาก "ปัญญา" บารมีของผู้บรรยาย ก็เป็นได้ครับ
อย่างไรเสีย...ผมก็อยากให้มีการอภิปรายในข้อโต้แย้งของผมมากกว่าข้อโต้แย้งหลังครับ...เพื่อเป็นการ "เกื้อกูลกันทางความรู้" แลกเปลี่ยนความเห็นต่างในกลุ่มแฟนคลับของอาจารย์ฯ ครับ...(คนเห็นต่างก็อยากเป็นแฟนคลับนะครับ)
ด้วยความเคารพ