ขออนุญาตต่อยอดคุณปรอง
นิดนะครับ…
อาจจะเป็นการ “ด่วนสรุป” เร็วเกินไปหรือเปล่าที่บอกว่า “เข้าใจ” The Fifth Discipline แล้ว เพราะตามที่ผมดูทั้งการปฏิบัติและการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย ดูเหมือนจะตีความเจตนารมณ์ของ Senge ไปคนละเรื่องเลยนะครับ
ประเด็นแรกเลยคือ การมองว่า หลักการ 5 ประการนั้นหนะเป็น “วินัย” ทั้งนี้อาจจะมาจากการแปล discipline แบบทื่อ ๆ ว่าหมายถึง “วินัย” ทั้ง ๆ ที่คำนี้มีรากมาจากคำว่า disciple คือ สาวก ซึ่งสายหนึ่งก็ตีความว่า สาวก คือผู้ปฏิบัติตามวินัยของศาสดา แต่อีกสายหนึ่งก็ตีความว่า สาวก คือผู้ที่ติดตามเรียนรู้กับศาสดา ทีนี้ จากถ้อยคำที่ปรากฏในงานเล่มนี้ ผมเห็นว่า นายเชงเก้ น่าจะสื่อถึงการเรียนรู้ มากกว่าวินัยที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่ง discipline แปลว่า การเรียนรู้ น่าจะตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนมากกว่าแปลว่า วินัยครับ
ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจ แต่พอได้อ่านงานหลัง ๆ ของนายเชงเก้ (Presence) ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่า “ทักษะการตีความของผมชักจะใช้ได้” พักหลังนี้ ก็เลยเที่ยวตีความอะไรต่อมิอะไรไปทั่วเลยครับ…ซึ่งก็ไม่ใช่การออกอาการ “อหังการ” แต่อย่างใดครับ แต่เป็นเพราะเริ่มเห็นแจ่มชัดยิ่งขึ้นว่า “มันก็ไอ้แค่การตีความ” ความจริงแบบโลก มนุษย์เป็นคนสร้าง การตีความในตอนหลัง จึงเป็นการ “คว้าโอกาสในการสร้งความจริง” มากกว่า ที่จะค้นหาความเป็นจริงจากการตีความ…ส่วนความจริงที่อยู่เหนือการตีความ…มีอยู่ครับ…แต่คงเข้าถึงไม่ได้ด้วยการตีความ…หรือภาษาที่มีข้อจำกัดของมนุษย์ครับ…(ติดนิสัยขี้โม้เนี่ย…ผมยอมรับกับตัวเองเลยนะครับว่า…เลิกยากจริง ๆ)