กิเลสคนเรามาเร็วแบบสายฟ้าแลบ ต้องตั้งสติยับยั้งให้ดี ไม่งั้น ไม่ทันการแน่
ช่วงก่อนหน้าที่จะเขียนบันทึก เป็นช่วงที่ดิฉัน มีความสุข สดชื่น ปลื้มใจ แบบโลกๆ รู้สึกว่า วันคืนมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน และความรู้สึกสุขใจนี้ ก็หล่อเลี้ยงใจอยู่หลายวัน จนต้องดึงใจตัวเองกลับ เพราะรู้สึกว่า ออกจะเกินความพอดี ไปเสียแล้ว ผิดธรรมชาติของตัวเอง ที่มักจะเป็นคนค่อนข้างจะอยู่ในแนวทาง”มัชฌิมนิยม”
ดิฉัน เชื่อมั่น และได้พยายาม ปฏิบัติตนอยู่ในทางสายกลางนี้ มานาน 30 กว่าปี ใกล้ชิดวัดมาตลอด แต่ต่อให้พยายามฝึกใจอย่างไร ก็ยังมักจะขาดสติ ขาดการรู้ตัวไปเสมอๆ แต่ก็ยังดีที่ ยังรู้จักหยุดคิด และตามรู้ความรู้สึกของตัวเองได้ ในเวลาต่อมาไม่นาน ตัวรู้ยังทำงานอยู่ รู้เท่าทันสภาวะจรไปจรมาของความรู้สึกนึกคิด
สาเหตุที่เข้าวัดได้เองตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ก็เนื่องจาก ที่บ้านมีหนังสือพระพุทธศาสนาดีๆหลายเล่ม คุณแม่ ชอบพาไปทำบุญเข้าวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร แถวราชประสงค์ ตั้งแต่เด็กๆ ทางครอบครัวเก็บกระดูกบรรพบุรุษไว้ที่นี่ ชอบไปเดินเล่นเก็บดอกจันทร์กะพ้อหอมๆที่วัดมาร้อยมาลัย เก็บมาถวายพระพุทธรูปที่บ้าน
และตอนเรียนชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง ได้รับรางวัลจากโรงเรียน ในการทำรายงาน หนึ่งเล่ม ประมาณ 50 หน้า ค้นคว้าเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ซึ่งตอนนั้น ไปค้นคว้าในห้องสมุดและหอสมุดแห่งชาติ เป็นเวลาหลายวัน กว่าจะเขียน รายงานจบ และอาจารย์ให้พูดแสดงผลงานบนเวที ในหอประชุม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีความรักและศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา
ซึ่งดิฉันก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เข้าวัดปฎิบัติธรรม โดยไม่มีความทุกข์อะไรเลย ขออ้างอิงบันทึกของ คุณนายดอกเตอร์ อาจารย์ยุวนุช ที่กล่าวว่า คนศึกษาธรรมะไม่จำเป็นต้องเป็นคนเชยๆ ชีวิตนิ่งเงียบ ธรรมะไม่ได้ปฏิเสธความสุข ความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย แต่เป็นการสอนให้มีสติไม่หลงติดอยู่ในสุขหรือในทุกข์ต่างหาก
เมื่อแรกๆของการฝึกนั่งสมาธิ เมื่อหลายปีมาแล้ว ดิฉันหาเวลาไปฝึก 7 วัน เต็ม จะนั่งสมาธิตามจริตของตัวเอง โดยขอเล่าประสบการณ์ของตัวเอง พอเป็นสังเขปดังนี้ค่ะ....
· นั่งสบายๆ ไม่เกร็ง ไม่บีบหัวตา ไม่คิดอะไร ทำใจนิ่งๆ ตามธรรมชาติ ไม่สร้างนิมิตหรือกำหนดนึกถึงสิ่งใด แต่ใจเรา ไม่อยู่นิ่ง จะคิดแวบๆๆไปมาเรื่อยๆ แต่จะไม่ไปดึงให้จิตอยู่นิ่งๆ ต้องปล่อยไปก่อน เพราะจิตคือสิ่งที่คิดเป็น รู้สึกเป็น จิตเป็นสิ่งที่มีอารมณ์ จำได้และเป็นอิสระ ต้องหาอุบายจับจิตให้ได้ สำหรับดิฉัน จึงปล่อยให้จิต อยากคิดอะไรให้คิดไป จากนั้น จิตที่วิ่งไป วิ่งมา จากเร็ว กลายเป็นช้าลงๆ เหมือนน้ำที่ตกตะกอนในตุ่ม
· จากนั้น ใจก็เริ่มสงบ เย็น เหมือน น้ำไหลนิ่งๆ นั่งอย่างนี้ ไปอีกพักใหญ่ รู้สึกตัวเบาสบายมากๆ เหมือนตัวหายไป เหมือนตัวลอยๆเบาๆ จิตกำลังเข้าสู่การพักผ่อนอย่างแท้จริง ใช้เวลานั่งนิ่งๆอย่างนี้ 1 ช.ม. ขึ้นไปค่ะ.ในวันแรก วันต่อมาเพิ่ม เป็น 2 ช.ม.ต่อครั้ง วันหนึ่งนั่ง 3 ครั้ง รวมแล้วประมาณ 8 ช.ม./วัน ไม่รวมเวลาที่ หลวงพ่อสอน
· วันที่ 3 ของการนั่ง ดิฉันได้ประสบการณ์ใหม่ในชีวิต แต่ขอไม่เล่า รายละเอียด เพราะ เป็นเรื่องเฉพาะตัว
ไม่มีใครทำให้ใครได้ แต่แนะนำได้ ซึ่งทำให้ดิฉันมั่นใจในคำสอนของครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นสายไหน เปรียบเหมือน นิ้วมือ 5 นิ้ว แต่จะมารวมเป็นข้อมือเดียวกันค่ะ ถ้านั่งสมาธิอย่างถูกหลักแล้ว ทุกคนจะได้พบแสงสว่างในตัวเหมือนๆกัน ความสว่างเย็นนี้ เป็นของสากลค่ะ
· นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกค่ะ ต่อไปก็ต้องประคองใจไว้ให้สงบเย็นอย่างนั้น ไม่ว่า นั่ง ยืน เดิน นอน ให้มีสติ และสมาธิเกิดได้ทุกขณะ เป็นการฝึกจิตให้สงบ แจ่มใส เกิดปัญญาขึ้นมา คือความเข้าใจในธรรมชาติ เวลามองอะไร ก็มองอย่างเป็นกลางๆ ไม่ยึดติด เข้าใจขึ้นมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาคลายจากความยึดมั่น ถือมั่น ในตัวตน ทำให้ปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่น. ในทางที่ดีขึ้น
· ต่อมา ดิฉันก็มานั่งสมาธิเองที่บ้าน และสามารถทำได้คล่องยิ่งกว่าเดิม เหมือนเราได้ค้นพบและแผ้วถางทางเดินของเราไว้แล้ว และเรารู้ทางเดินของจิตของเรา ไม่หลงทางค่ะ
· จริงๆแล้ว ถ้ามีภารกิจมาก บางวันอ่อนเพลียง่วงมาก ไม่ได้นั่ง แต่ จิตของเราที่เราฝึกให้เชื่องพอสมควรแล้ว ก็จะไม่วิ่งไปไหนไกล นอกลู่ นอกทางนักค่ะ พอเรียกกลับมาได้อีก แม้จะไม่คล่องเท่าที่ในช่วงที่นั่งสมาธินานๆทุกวันก็ตาม รู้สึกเหมือนตัวเองพอมีบุญอยู่บ้าง ที่สามารถ ฝึกจิตตัวเองให้เชื่องได้ ในระดับหนึ่ง
การที่เรามีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่ ทำให้เราอยู่ในโลกได้อย่างสบายใจ เข้าใจในสัจธรรม ไม่ถูกครอบงำด้วยความคิดฟุ้งซ่าน ทั้งเรื่องดีใจหรือเสียใจมากเกินไป เพราะสุขแล้วก็ทุกข์ ได้แล้วก็เสียไป เสียไปแล้วก็ได้มา วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมดา
มนุษย์เรา มีกิเลส ก็จริง แต่เราก็มีธรรมชาติของพุทธะ อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน เราต้องให้โอกาส ธาตุรู้หรือพุทธะ ในตัวเราซึ่งเป็นของจริงแท้ๆของเรา ได้เติบโตงอกงาม ช่วยให้เราได้เข้าถึงธรรม ช่วยเติมความเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตของเราต่อไป นั่นเอง
เมื่อเข้าถึงตรงนี้แล้ว ทีนี้ใครจะทำอะไร ใครจะคิดอะไร ใครจะพูดอะไร ก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว




ทำบุญ คือ การทำความดี, การประกอบกรรมดี, การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเพิ่มพูนความดี และเพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้ออกไปจากใจ
ทำบุญ ในคำวัดหมายถึงการทำสิ่งที่เป็นบุญ กล่าวกว้างๆ วิธีทำบุญมี 3 วิธีคือ
ทำบุญ ในปัจจุบันมักเข้าใจเพียงว่าตักบาตร ถวายสังฆทาน ถวายเงินให้วัดเท่านั้นจึงจะชื่อว่าทำบุญ
แท้จริงการทำเช่นนั้นเป็นการทำบุญเพียง 1 อย่างใน 10 อย่างเท่านั้น
สวัสดีค่ะ.พี่sasinanda คนสวย
ดีใจด้วยจังค่ะ..ที่ได้พบกับความสงบของจิตใจ.จากการปฏิบัติ..และขอร่วมยืนยันอีกเสียงนึงด้วยว่าคนที่สนใจด้านนี้ไม่จำเป็นต้องมีปัญหาอะไร..เพียงแต่ค้นพบว่าสิ่งที่พบเจอมันล้วนไม่มีอะไรที่จะยึดได้..เป็นคนก็ทุกข์แบบคน..เป็นสัตว์ก็ทุกข์แบบสัตว์..ล้วนแต่มีกรรม..แอ๊วเองก็ชอบด้านนี้ตั้งแต่เด็กๆนะคะ..เพราะได้เป็นตัวแทนตอบปัญหาธรรมะตั้งแต่เล็กก็เลยไอ่นหนังสือธรรมะและเรียนธรรมกับพระ..ทำให้ชอบมาก..และเห็นว่าชีวิตล้วนมีทุกข์..ดีจังค่ะ..ได้มีโอกาสได้คุยแลกเปลี่ยนกับพี่..โล่งโปร่งใจจริงๆ
ขอบคุณนะคะ..สำหรับมิตรภาพและกำลังใจที่พี่มีให้เสมอ..ขอบคุณจริงๆค่ะ..
<div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
</div>
</span><p style="background: #f9f5ec; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: normal" class="MsoNormal">สวัสดีค่ะ</p> ได้ติดตามอ่านบันทึกของคุณครูแอ๊ว มาตลอด ยอมรับในความมีจิตใจดีของคุณครูเลยค่ะ <p style="background: #f9f5ec; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: normal" class="MsoNormal">อยากได้คุณครูที่ทั้งสวยและใจงามอย่างนี้ให้หลานสักคน</p> ดีใจค่ะ ที่เรามี ความชอบในด้านธรรมะอย่างเดียวกัน <p style="background: #f9f5ec; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: normal" class="MsoNormal">คนสนใจธรรมะ ไม่จำเป็นต้องผิดหวังอะไรมาทุกคนหรอกนะคะ</p> พี่ขอยืนยันได้เลย รวมทั้งหลายๆท่านในG2Kนี้ด้วยค่ะชีวิต คนเรามีทั้งสุขและทุกข์ แต่จะมีทุกข์เสียมากกว่าแต่เพราะมีทุกข์ เวลาสุข เราจึงดีใจมาก และจะหลงฟุ้งซ่านไปกับความสุข อยากอยู่กับความสุขให้นานที่สุด ทั้งๆที่รู้ว่า เป็นไปไม่ได้นะคะ
ทำบ้านให้เป็นวัด ในช่วงที่ว่าง ตอนไหนก็ได้ แต่มักเป็นช่วงเช้า เพราะอากาศจะดีเป็นพิเศษ
จะนั่งสมาธิ ทำใจนิ่งๆ ว่างๆ เฉยๆ ใจจะเบาสบาย
ร่างกาย ยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งแข็งแรง แต่จิตใจ หาก หยุด นิ่ง เฉย ได้แล้วจะยิ่งมีพลังมากขึ้นมากค่ะ
สวัสดีครับ
ผมสนใจเรื่องการนั่งสมาธิ ฝึกนั่งมานานเป็นปี แต่ไปไม่ถึงไหนเลย นั่งจนเบื่อ ต้องลุกขึ้น เดินไปมาหลายรอบ ได้อ่านบันทึกนี้ พอได้แนวทาง ขอบคุณครับ
เมื่อ จ. 16 ก.ค. [email protected] สวัสดีครับพี่ศศินันท์
แวะมาเยี่ยมและอมยิ้มเฉยๆได้ไหมครับ ผมอ่านแล้วเห็นว่าพี่มีอาวุธครบมือ คือ สติและปัญญา ใครจะทำอะไร ใครจะคิดอะไร ใครจะพูดอะไร ก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว
ข้ามสีทันดร <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
</div><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">สวัสดีค่ะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">ดีใจที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ รู้สึกจะมีรสนิยมเรื่องธรรมะตรงกันค่ะ</p>ได้อ่านบันทึกของคุณข้ามสีทันดร หลายบันทึก ชอบมากค่ะ ถ้ามีประสบการณ์นั่งสมาธิ เขียนมาเล่ากันบ้างซีคะ
โกมล<p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">สวัสดีค่ะ
</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">ยินดีที่ทราบว่า คุณโกมล สนใจการทำสมาธิค่ะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">การนั่งสมาธิจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากค่ะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"> อยู่ที่การหาที่ๆเหมาะสม การนั่งที่สบายๆ อิริยาบถสบายๆ ไม่มีกังวลในช่วงที่จะนั่ง ไม่คิดหวังถึงผลว่าจะได้หรือไม่ในการนั่งครั้งแรกๆ กำหนดเวลานั่งเช่น 15 นาที แล้วค่อยๆเพิ่ม</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"> พอกายสบาย ใจสบาย จิคก็จะค่อยๆเริ่มนิ่งเองค่ะ ต้องทำไปเรื่อยๆ อย่าหยุด จะชินขึ้นเรื่อยๆค่ะ </p>ดิฉัน นั่งไปเรื่อยๆ สบายๆ จนจิตค่อนข้างเชื่อง และรู้แนวทางเดินของจิตค่ะ แต่ถ้า เว้นไปนานๆ ก็ต้องนั่งนานขึ้นค่ะ
มุมนี้ ใช้เป็นมุม นั่งสมาธิด้วย เพราะ เงียบสงบ ทำให้เกิด การผ่อนคลาย จิตจะค่อยๆรวมจนรู้สึกเบากายเบาใจ ปัญหาต่างๆที่มีอยู่ มักจะหาทางออกได้ เมื่อจิตสงบนิ่ง ณ ที่แห่งนี้
สวัสดีค่ะคุณพี่ ศศินันท์
ปูกำลังฝึกอยู่ค่ะ แต่ยากจังเลย
ขนาดท่องอิติปิโส หรือพุทโธ นะคะ ยัง
แบบ .... ลอย ไป ลอย มา อยู่เรื่อย
อยากทำได้อย่าง คุณพี่จังค่ะ
สวัสดีค่ะน้องปู
เรื่องสมาธิ เป็นของดีแน่นอนค่ะ ถ้าฝึกให้ถูกทาง เห็นความสว่างเย็นแน่นอนค่ะ รับรอง
เพราะจิตของมนุษย์ทุกคน เมื่อนิ่งสนิทดีแล้ว จะพบสภาวะที่สงบ สว่าง เย็นสบายและเกิดปัญญาขึ้นเหมือนๆกันค่ะ
จิตของเรา เมื่อละเอียดแล้ว จะไปได้ไกลและเร็ว
ธรรมะกับใจ จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันค่ะ
ตอนที่ฝึกครั้งแรกๆ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน แต่เราต้องฝึกไปเรื่อยๆ ใจจึงจะเชื่อง และสงบในที่สุดค่ะ
สวัสดีค่ะกำลังคิดว่า ตอนนี้เดินทางไปไหนอีกหรือเปล่า ฝนตก ระวังสุขภาพนะคะ
ชอบใจตรงที่ "เข้าวัดปฏิบัติธรรม โดยที่ไม่มีความทุกข์อะไรเลย" ครับ.. ^^, ผมจะลองทำดูนะครับ
อยากแนะนำให้คุณนิรันดร์ลองทำดูค่ะ ดีจริงๆ จิตของเราต้องพักบ้าง และการพักที่ดี คือการทำจิตสงบค่ะ
แต่แรกๆจะยากหน่อย จิตจะวิ่งไปมา คิดโน่นนี่ตลอด คุณนิรันดร์ต้องปล่อยค่ะ พอสักพักใหญ๋ๆ จิตจะค่อยๆช้าลง ตกตะกอน
สวัสดีค่ะ
ดิฉันเจริญสติอยู่ตลอดค่ะ ทุกเวลา แต่ไม่ได้นั่งสมาธิ เพราะไม่มีเวลามากนัก และนั่งไม่ค่อยได้ค่ะ เวลานั่งจะภาวนา พุทโธค่ะ แต่ใจไม่นิ่งเลยค่ะ
สวัสดีค่ะ
ประสบการณ์ของดิฉันคือ สมาธิเปลี่ยนชีวิตค่ะ
แต่งงานมีความความรักเพื่อหวังความสุข
แต่กลับได้ทุกข์เป็นเครื่องตอบแทน เลยต้องเข้าวัดค่ะ และปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ
ทุกวันนี้ มีความสุขค่ะ เขาไปทางเขา เรามาทางเรา สบายใจขึ้นมากค่ะ
สวัสดีครับ
ผมรู้สึกอิ่มเอมที่ได้มาอ่านข้อเขียนนี้มาก ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ
สุภัทร
<p style="background: #f9f5ec; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: normal" class="MsoNormal"></p> สุภัทร ชูประดิษฐ์ <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
</div><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">สวัสดีค่ะ</p>
ยินดีมากที่คุณสุภัทร เข้ามาอ่านค่ะ
เป็นประสบการณ์ชีวิตของดิฉันเอง ที่เกี่ยวกับการนั่งสมาธิ อย่างย่อๆ
จริงๆแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมาก แต่เกรงจะยาวไป ไว้วันหลัง ค่อยๆเล่า ก็แล้วกันนะคะ
เมื่อจิตเราเป็นบุญกุศลแล้ว จิตเราจะมีเหตุผลกับทุกอย่างค่ะ ปัญญาจะเกิดขึ้นค่ะ
</span><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"> </p>
สวัสดีครับคุณพีี่ศศินันท์
จากที่ผมศึกษามาบ้าง และปฏิบัติมาบ้าง อาจน้อยนิดถ้าเทียบกับคุณพี่
แต่ที่ผมได้อ่านมาผมกล้ายืนยันได้ว่า คุณพี่เดินในทางที่ถูกแล้วครับ ผมอ่านงานของครูบาอาจารย์หลายท่านก็ไปในทางนี้ครับ ต่างกันเล็กน้อยในเชิงเทคนิคครับ
หลายคนคิดว่าการที่เรามาสนใจเรื่องเหล่านี้จะต้องเป็นพวกที่ผิดหวังอะไรบางอย่าง แล้วต้องเข้าวัด แต่ผมว่าคนที่ปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้าส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่ได้มีความล้มเหลวในชีวิตมาก่อนแต่อย่างใด คนที่ผิดหวังอะไรมาก่อนนั้นปฏิบัติธรรมแทบไม่ได้ผลครับ เพราะเขามุ่งแต่จะให้หายอาการนั้นๆ อย่างเดียว พอหายแล้วเขาก็เลิก
บางคนมาเพราะป่วย แพทย์รักษาไม่ได้ ก็หวังแต่จะหายป่วยทางกาย ทีนี้เขาจะรักษาทางใจก็ไม่เอาเพราะกายไม่หาย แล้วก็ผิดหวัง แล้วก็เปลี่ยนสำนักไปเรื่อยๆ ยิ่งคนอกหักรักคุดนี่ก็คงลำบากเหมือนกัน ก็อาจมีบ้างสำหรับคนในกลุ่มนี่ที่จะก้าวหน้าได้ แต่เขาต้องมีบุญที่สั่งสมมาพร้อมแล้วด้วย
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์อันมีค่า เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับตัวผมเองและคนอื่นๆ ครับ
แล้วจะรอคอยประสบการณ์ตรงในบันทึกถัดๆ ไปครับ
ธรรมะสวัสดีครับ
สวัสดีค่ะ
อย่างนี้ เขาเรียกว่า ร้ายกลายเป็นดีนะคะ
มีปัญหาเรื่องรักแต่กลับทำให้เราได้พบรักใหม่ คือรักในพระธรรมค่ะ คราวนี้ เป็นรักแท้ค่ะ ไม่มีหลอกลวงค่ะ <p style="background: #f9f5ec; margin: 3pt 6pt; line-height: normal" class="MsoNormal">ความรักอีกประเภทที่น่าสนใจและต้องยอมรับ ว่ามีอยู่ในมนุษย์ทุกคนก็คือ
ความรักที่ทุกคนมีให้กับตนเองเป็นอันดับแรกก่อนที่จะเผื่อแผ่ความรักไปให้คนรอบข้าง
คนที่ไม่รู้จักรักตนเองไฉนเลยจะรู้จักรักคนอื่นได้เพราะสุขทุกข์ที่เกิดแก่ตนมีตนนั่นเองที่
เป็นผู้รองรับความรู้สึกเหล่านั้น</p><p> ผู้ที่รักตนเองจึงประกอบบุญกุศลอยู่เป็นนิจ
เพื่อให้บุญนั้นติดตามตน สร้างสุขและอิ่มเอิบในบุญตลอดเวลา</p><p> ขอให้มีความสุขอย่างแท้จริงกับธรรมะและมีความสงบสว่างกับการนั่งสมาธินะคะ </p>