กิเลสคนเรามาเร็วแบบสายฟ้าแลบ


มนุษย์เรา มีกิเลส ก็จริง แต่เราก็มีธรรมชาติของพุทธะ อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน เราต้องให้โอกาส ธาตุรู้หรือพุทธะ ในตัวเราซึ่งเป็นของจริงแท้ๆของเรา ได้เติบโตงอกงาม ช่วยให้เราได้เข้าถึงธรรม ช่วยเติมความเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตของเราต่อไป นั่นเอง

กิเลสคนเรามาเร็วแบบสายฟ้าแลบ   ต้องตั้งสติยับยั้งให้ดี  ไม่งั้น ไม่ทันการแน่

      ช่วงก่อนหน้าที่จะเขียนบันทึก เป็นช่วงที่ดิฉัน มีความสุข สดชื่น ปลื้มใจ แบบโลกๆ  รู้สึกว่า วันคืนมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน และความรู้สึกสุขใจนี้ ก็หล่อเลี้ยงใจอยู่หลายวัน  จนต้องดึงใจตัวเองกลับ  เพราะรู้สึกว่า ออกจะเกินความพอดี   ไปเสียแล้ว ผิดธรรมชาติของตัวเอง    ที่มักจะเป็นคนค่อนข้างจะอยู่ในแนวทาง มัชฌิมนิยม

 

    ดิฉัน เชื่อมั่น และได้พยายาม ปฏิบัติตนอยู่ในทางสายกลางนี้  มานาน 30 กว่าปี  ใกล้ชิดวัดมาตลอด แต่ต่อให้พยายามฝึกใจอย่างไร  ก็ยังมักจะขาดสติ  ขาดการรู้ตัวไปเสมอๆ  แต่ก็ยังดีที่ ยังรู้จักหยุดคิด และตามรู้ความรู้สึกของตัวเองได้  ในเวลาต่อมาไม่นาน  ตัวรู้ยังทำงานอยู่   รู้เท่าทันสภาวะจรไปจรมาของความรู้สึกนึกคิด

 

     สาเหตุที่เข้าวัดได้เองตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี    ก็เนื่องจาก ที่บ้านมีหนังสือพระพุทธศาสนาดีๆหลายเล่ม    คุณแม่ ชอบพาไปทำบุญเข้าวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร แถวราชประสงค์  ตั้งแต่เด็กๆ ทางครอบครัวเก็บกระดูกบรรพบุรุษไว้ที่นี่     ชอบไปเดินเล่นเก็บดอกจันทร์กะพ้อหอมๆที่วัดมาร้อยมาลัย  เก็บมาถวายพระพุทธรูปที่บ้าน

 

     และตอนเรียนชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง  ได้รับรางวัลจากโรงเรียน  ในการทำรายงาน หนึ่งเล่ม ประมาณ 50 หน้า ค้นคว้าเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร   ซึ่งตอนนั้น ไปค้นคว้าในห้องสมุดและหอสมุดแห่งชาติ เป็นเวลาหลายวัน    กว่าจะเขียน รายงานจบ และอาจารย์ให้พูดแสดงผลงานบนเวที  ในหอประชุม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีความรักและศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา 

 

     ซึ่งดิฉันก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง  ที่เข้าวัดปฎิบัติธรรม  โดยไม่มีความทุกข์อะไรเลย   ขออ้างอิงบันทึกของ   คุณนายดอกเตอร์   อาจารย์ยุวนุช  ที่กล่าวว่า  คนศึกษาธรรมะไม่จำเป็นต้องเป็นคนเชยๆ ชีวิตนิ่งเงียบ ธรรมะไม่ได้ปฏิเสธความสุข ความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย แต่เป็นการสอนให้มีสติไม่หลงติดอยู่ในสุขหรือในทุกข์ต่างหาก

      เมื่อแรกๆของการฝึกนั่งสมาธิ   เมื่อหลายปีมาแล้ว    ดิฉันหาเวลาไปฝึก 7 วัน เต็ม  จะนั่งสมาธิตามจริตของตัวเอง  โดยขอเล่าประสบการณ์ของตัวเอง  พอเป็นสังเขปดังนี้ค่ะ....

·        นั่งสบายๆ ไม่เกร็ง  ไม่บีบหัวตา  ไม่คิดอะไร ทำใจนิ่งๆ ตามธรรมชาติ   ไม่สร้างนิมิตหรือกำหนดนึกถึงสิ่งใด  แต่ใจเรา ไม่อยู่นิ่ง จะคิดแวบๆๆไปมาเรื่อยๆ    แต่จะไม่ไปดึงให้จิตอยู่นิ่งๆ ต้องปล่อยไปก่อน  เพราะจิตคือสิ่งที่คิดเป็น   รู้สึกเป็น   จิตเป็นสิ่งที่มีอารมณ์  จำได้และเป็นอิสระ   ต้องหาอุบายจับจิตให้ได้   สำหรับดิฉัน  จึงปล่อยให้จิต อยากคิดอะไรให้คิดไป จากนั้น   จิตที่วิ่งไป วิ่งมา  จากเร็ว  กลายเป็นช้าลงๆ  เหมือนน้ำที่ตกตะกอนในตุ่ม  

 

·        จากนั้น  ใจก็เริ่มสงบ  เย็น เหมือน  น้ำไหลนิ่งๆ นั่งอย่างนี้ ไปอีกพักใหญ่   รู้สึกตัวเบาสบายมากๆ   เหมือนตัวหายไป เหมือนตัวลอยๆเบาๆ    จิตกำลังเข้าสู่การพักผ่อนอย่างแท้จริง  ใช้เวลานั่งนิ่งๆอย่างนี้ 1 ช.ม. ขึ้นไปค่ะ.ในวันแรก วันต่อมาเพิ่ม เป็น 2 ช.ม.ต่อครั้ง   วันหนึ่งนั่ง 3 ครั้ง  รวมแล้วประมาณ 8 ช.ม./วัน   ไม่รวมเวลาที่ หลวงพ่อสอน

 

·        วันที่ 3 ของการนั่ง ดิฉันได้ประสบการณ์ใหม่ในชีวิต แต่ขอไม่เล่า รายละเอียด เพราะ เป็นเรื่องเฉพาะตัว

      ไม่มีใครทำให้ใครได้   แต่แนะนำได้  ซึ่งทำให้ดิฉันมั่นใจในคำสอนของครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นสายไหน  เปรียบเหมือน นิ้วมือ 5 นิ้ว แต่จะมารวมเป็นข้อมือเดียวกันค่ะ  ถ้านั่งสมาธิอย่างถูกหลักแล้ว ทุกคนจะได้พบแสงสว่างในตัวเหมือนๆกัน   ความสว่างเย็นนี้   เป็นของสากลค่ะ

 

·        นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกค่ะ  ต่อไปก็ต้องประคองใจไว้ให้สงบเย็นอย่างนั้น ไม่ว่า นั่ง ยืน เดิน นอน ให้มีสติ และสมาธิเกิดได้ทุกขณะ  เป็นการฝึกจิตให้สงบ แจ่มใส  เกิดปัญญาขึ้นมา คือความเข้าใจในธรรมชาติ  เวลามองอะไร ก็มองอย่างเป็นกลางๆ ไม่ยึดติด  เข้าใจขึ้นมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คลายจากความยึดมั่น ถือมั่น ในตัวตน ทำให้ปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่น. ในทางที่ดีขึ้น

 

·        ต่อมา ดิฉันก็มานั่งสมาธิเองที่บ้าน  และสามารถทำได้คล่องยิ่งกว่าเดิม  เหมือนเราได้ค้นพบและแผ้วถางทางเดินของเราไว้แล้ว   และเรารู้ทางเดินของจิตของเรา   ไม่หลงทางค่ะ

 

·        จริงๆแล้ว   ถ้ามีภารกิจมาก บางวันอ่อนเพลียง่วงมาก   ไม่ได้นั่ง  แต่ จิตของเราที่เราฝึกให้เชื่องพอสมควรแล้ว ก็จะไม่วิ่งไปไหนไกล   นอกลู่ นอกทางนักค่ะ   พอเรียกกลับมาได้อีก   แม้จะไม่คล่องเท่าที่ในช่วงที่นั่งสมาธินานๆทุกวันก็ตาม   รู้สึกเหมือนตัวเองพอมีบุญอยู่บ้าง ที่สามารถ ฝึกจิตตัวเองให้เชื่องได้ ในระดับหนึ่ง

 

     การที่เรามีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่  ทำให้เราอยู่ในโลกได้อย่างสบายใจ  เข้าใจในสัจธรรม  ไม่ถูกครอบงำด้วยความคิดฟุ้งซ่าน  ทั้งเรื่องดีใจหรือเสียใจมากเกินไป  เพราะสุขแล้วก็ทุกข์  ได้แล้วก็เสียไป  เสียไปแล้วก็ได้มา วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมดา

มนุษย์เรา มีกิเลส ก็จริง  แต่เราก็มีธรรมชาติของพุทธะ   อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน  เราต้องให้โอกาส  ธาตุรู้หรือพุทธะ  ในตัวเราซึ่งเป็นของจริงแท้ๆของเรา   ได้เติบโตงอกงาม   ช่วยให้เราได้เข้าถึงธรรม    ช่วยเติมความเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตของเราต่อไป  นั่นเอง

เมื่อเข้าถึงตรงนี้แล้ว  ทีนี้ใครจะทำอะไร  ใครจะคิดอะไร  ใครจะพูดอะไร ก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว

หมายเลขบันทึก: 112053เขียนเมื่อ 16 กรกฎาคม 2007 20:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน 2012 21:47 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (134)

ทำบุญ คือ การทำความดี, การประกอบกรรมดี, การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเพิ่มพูนความดี และเพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้ออกไปจากใจ

ทำบุญ ในคำวัดหมายถึงการทำสิ่งที่เป็นบุญ กล่าวกว้างๆ วิธีทำบุญมี 3 วิธีคือ

  1. ให้ทาน เช่นทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระ ถวายสังฆทาน
  2. รักษาศีล  เช่นรักษาศีลห้า, ศีลแปด
  3. เจริญภาวนา เช่น ทำสมาธิอบรมใจ ปฏิบัติกรรมฐาน  ยังมีวิธีทำบุญอีก 7 อย่าง คือ "บุญกิริยาวัตถุ" รวมเป็น 10 อย่าง

ทำบุญ ในปัจจุบันมักเข้าใจเพียงว่าตักบาตร ถวายสังฆทาน ถวายเงินให้วัดเท่านั้นจึงจะชื่อว่าทำบุญ

 แท้จริงการทำเช่นนั้นเป็นการทำบุญเพียง 1 อย่างใน 10 อย่างเท่านั้น

สวัสดีค่ะ.พี่sasinanda คนสวย

ดีใจด้วยจังค่ะ..ที่ได้พบกับความสงบของจิตใจ.จากการปฏิบัติ..และขอร่วมยืนยันอีกเสียงนึงด้วยว่าคนที่สนใจด้านนี้ไม่จำเป็นต้องมีปัญหาอะไร..เพียงแต่ค้นพบว่าสิ่งที่พบเจอมันล้วนไม่มีอะไรที่จะยึดได้..เป็นคนก็ทุกข์แบบคน..เป็นสัตว์ก็ทุกข์แบบสัตว์..ล้วนแต่มีกรรม..แอ๊วเองก็ชอบด้านนี้ตั้งแต่เด็กๆนะคะ..เพราะได้เป็นตัวแทนตอบปัญหาธรรมะตั้งแต่เล็กก็เลยไอ่นหนังสือธรรมะและเรียนธรรมกับพระ..ทำให้ชอบมาก..และเห็นว่าชีวิตล้วนมีทุกข์..ดีจังค่ะ..ได้มีโอกาสได้คุยแลกเปลี่ยนกับพี่..โล่งโปร่งใจจริงๆ

ขอบคุณนะคะ..สำหรับมิตรภาพและกำลังใจที่พี่มีให้เสมอ..ขอบคุณจริงๆค่ะ..

P

สวัสดีค่ะ

 ได้ติดตามอ่านบันทึกของคุณครูแอ๊ว มาตลอด ยอมรับในความมีจิตใจดีของคุณครูเลยค่ะ

อยากได้คุณครูที่ทั้งสวยและใจงามอย่างนี้ให้หลานสักคน

 ดีใจค่ะ ที่เรามี ความชอบในด้านธรรมะอย่างเดียวกัน

คนสนใจธรรมะ ไม่จำเป็นต้องผิดหวังอะไรมาทุกคนหรอกนะคะ

 พี่ขอยืนยันได้เลย รวมทั้งหลายๆท่านในG2Kนี้ด้วยค่ะชีวิต คนเรามีทั้งสุขและทุกข์ แต่จะมีทุกข์เสียมากกว่าแต่เพราะมีทุกข์ เวลาสุข เราจึงดีใจมาก และจะหลงฟุ้งซ่านไปกับความสุข อยากอยู่กับความสุขให้นานที่สุด  ทั้งๆที่รู้ว่า เป็นไปไม่ได้นะคะ

   ทำบ้านให้เป็นวัด  ในช่วงที่ว่าง ตอนไหนก็ได้ แต่มักเป็นช่วงเช้า เพราะอากาศจะดีเป็นพิเศษ

จะนั่งสมาธิ    ทำใจนิ่งๆ ว่างๆ เฉยๆ ใจจะเบาสบาย

ร่างกาย ยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งแข็งแรง แต่จิตใจ หาก หยุด นิ่ง เฉย ได้แล้วจะยิ่งมีพลังมากขึ้นมากค่ะ

 

สวัสดีครับ

ผมสนใจเรื่องการนั่งสมาธิ ฝึกนั่งมานานเป็นปี แต่ไปไม่ถึงไหนเลย นั่งจนเบื่อ ต้องลุกขึ้น เดินไปมาหลายรอบ ได้อ่านบันทึกนี้ พอได้แนวทาง ขอบคุณครับ

P
ข้ามสีทันดร
เมื่อ จ. 16 ก.ค. 2550@21.10 สวัสดีครับพี่ศศินันท์

แวะมาเยี่ยมและอมยิ้มเฉยๆได้ไหมครับ ผมอ่านแล้วเห็นว่าพี่มีอาวุธครบมือ คือ สติและปัญญา ใครจะทำอะไร  ใครจะคิดอะไร  ใครจะพูดอะไร ก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว

 ข้ามสีทันดร
P

สวัสดีค่ะ

ดีใจที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ รู้สึกจะมีรสนิยมเรื่องธรรมะตรงกันค่ะ

ได้อ่านบันทึกของคุณข้ามสีทันดร  หลายบันทึก ชอบมากค่ะ ถ้ามีประสบการณ์นั่งสมาธิ เขียนมาเล่ากันบ้างซีคะ  
โกมล

สวัสดีค่ะไม่มีรูป

ยินดีที่ทราบว่า คุณโกมล สนใจการทำสมาธิค่ะ

การนั่งสมาธิจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากค่ะ

 อยู่ที่การหาที่ๆเหมาะสม   การนั่งที่สบายๆ   อิริยาบถสบายๆ   ไม่มีกังวลในช่วงที่จะนั่ง   ไม่คิดหวังถึงผลว่าจะได้หรือไม่ในการนั่งครั้งแรกๆ   กำหนดเวลานั่งเช่น 15 นาที แล้วค่อยๆเพิ่ม

 พอกายสบาย ใจสบาย จิคก็จะค่อยๆเริ่มนิ่งเองค่ะ ต้องทำไปเรื่อยๆ อย่าหยุด จะชินขึ้นเรื่อยๆค่ะ

ดิฉัน นั่งไปเรื่อยๆ สบายๆ จนจิตค่อนข้างเชื่อง และรู้แนวทางเดินของจิตค่ะ แต่ถ้า เว้นไปนานๆ ก็ต้องนั่งนานขึ้นค่ะ

My%2bfavorite%2bquiet%2bplace

มุมนี้ ใช้เป็นมุม นั่งสมาธิด้วย  เพราะ เงียบสงบ ทำให้เกิด การผ่อนคลาย     จิตจะค่อยๆรวมจนรู้สึกเบากายเบาใจ  ปัญหาต่างๆที่มีอยู่   มักจะหาทางออกได้  เมื่อจิตสงบนิ่ง ณ ที่แห่งนี้

สวัสดีค่ะคุณพี่ ศศินันท์

 ปูกำลังฝึกอยู่ค่ะ  แต่ยากจังเลย

ขนาดท่องอิติปิโส หรือพุทโธ นะคะ ยัง

แบบ ....  ลอย ไป  ลอย  มา อยู่เรื่อย

อยากทำได้อย่าง คุณพี่จังค่ะ  

P
poo

สวัสดีค่ะน้องปู

เรื่องสมาธิ เป็นของดีแน่นอนค่ะ ถ้าฝึกให้ถูกทาง เห็นความสว่างเย็นแน่นอนค่ะ รับรอง

 เพราะจิตของมนุษย์ทุกคน เมื่อนิ่งสนิทดีแล้ว จะพบสภาวะที่สงบ สว่าง เย็นสบายและเกิดปัญญาขึ้นเหมือนๆกันค่ะ

จิตของเรา เมื่อละเอียดแล้ว จะไปได้ไกลและเร็ว

ธรรมะกับใจ จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันค่ะ

ตอนที่ฝึกครั้งแรกๆ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน แต่เราต้องฝึกไปเรื่อยๆ ใจจึงจะเชื่อง และสงบในที่สุดค่ะ

P
นายนิรันดร์
สวัสดีค่ะกำลังคิดว่า ตอนนี้เดินทางไปไหนอีกหรือเปล่า ฝนตก ระวังสุขภาพนะคะ
ต้อง ลอง หล่ะครับ สำหรับ มือใหม่ อย่างกระผม.. น่าสนใจ น่าสนใจ

ชอบใจตรงที่ "เข้าวัดปฏิบัติธรรม โดยที่ไม่มีความทุกข์อะไรเลย" ครับ.. ^^,  ผมจะลองทำดูนะครับ

อยากแนะนำให้คุณนิรันดร์ลองทำดูค่ะ ดีจริงๆ จิตของเราต้องพักบ้าง และการพักที่ดี คือการทำจิตสงบค่ะ

 แต่แรกๆจะยากหน่อย จิตจะวิ่งไปมา คิดโน่นนี่ตลอด คุณนิรันดร์ต้องปล่อยค่ะ  พอสักพักใหญ๋ๆ จิตจะค่อยๆช้าลง ตกตะกอน

 แต่ระยะนี้ ต้องระวัง จิตใต้สำนึก จะผุดขึ้นมา ให้คุณคิดประหวัดไปถึงเรื่องเก่าๆ ที่ไม่ค่อยดีเท่าไร คุณนิรันดร์ต้องปล่อยเช่นเดียวกัน แต่ให้มีสติรู้อยู่ตลอด สักพักก็จะหายไปเองค่ะ
ตอนแรกๆพี่ก็เป็น จิตประหวัดไปนึกถึง ที่เคยเอายาฉีดยุง ไปฉีดไล่สุนัขที่หลงเข้ามาในบ้าน จนสุนัขวิ่งหนีไป เป็นการทำบาปอย่างหนึ่ง คือทำร้ายสัตว์ ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาจับจิต จนต้องลุก ออกจากสมาธิ ไปดื่มน้ำเย็นๆสักแก้ว ก่อนเข้ามานั่งต่อค่ะ
ลองทำดูค่ะ ถ้าติดขัด จะemail มาก็ได้ จะแนะนำเท่าที่ทำได้ ไม่เก่งเท่าไรหรอกค่ะ พอนั่งได้ค่ะ

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเจริญสติอยู่ตลอดค่ะ ทุกเวลา แต่ไม่ได้นั่งสมาธิ เพราะไม่มีเวลามากนัก และนั่งไม่ค่อยได้ค่ะ เวลานั่งจะภาวนา พุทโธค่ะ แต่ใจไม่นิ่งเลยค่ะ

สวัสดีค่ะ

ประสบการณ์ของดิฉันคือ  สมาธิเปลี่ยนชีวิตค่ะ

แต่งงานมีความความรักเพื่อหวังความสุข

แต่กลับได้ทุกข์เป็นเครื่องตอบแทน เลยต้องเข้าวัดค่ะ และปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ

ทุกวันนี้ มีความสุขค่ะ เขาไปทางเขา เรามาทางเรา สบายใจขึ้นมากค่ะ

สวัสดีครับ

 ผมรู้สึกอิ่มเอมที่ได้มาอ่านข้อเขียนนี้มาก ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ

 สุภัทร

ดวงเด่น ไม่มีรูป
สวัสดีค่ะ
การเจริญสติก็ดีอยู่มากค่ะ
สติเป็นความเร็วของจิตใจ ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ต้องอาศัยสติตัวนี้มากค่ะแต่ต้องมีสมาธิควบคู่ไปด้วย
 เพราะ พลังมาจากสมาธิค่ะ ที่เรียกว่า พลังจิต การฝึกพลังจิต จะทำให้เราควบคุมจิตให้อยู่จุดใดจุดหนึ่ง เช่นลมหายใจเข้าออกเป็นต้นการที่เรานั่งสมาธิได้ เราจะมีความสงบเย็นและมีความสุข ยิ่งกว่าความสุขธรรมดาที่เราเคยพบค่ะ
นอกจากนี้  ยังได้พบว่า เราจะสามารถศึกษาชีวิตได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เมื่อ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่ง ก็จะมีความรู้สึกปล่อยวาง ไม่ยึดติดมากขึ้น   ชีวิตจะมีความสุขขึ้นค่ะ

สุภัทร ชูประดิษฐ์
P

สวัสดีค่ะ

ยินดีมากที่คุณสุภัทร เข้ามาอ่านค่ะ

เป็นประสบการณ์ชีวิตของดิฉันเอง ที่เกี่ยวกับการนั่งสมาธิ อย่างย่อๆ

จริงๆแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมาก แต่เกรงจะยาวไป ไว้วันหลัง ค่อยๆเล่า ก็แล้วกันนะคะ

เมื่อจิตเราเป็นบุญกุศลแล้ว จิตเราจะมีเหตุผลกับทุกอย่างค่ะ ปัญญาจะเกิดขึ้นค่ะ

 

สวัสดีครับคุณพีี่ศศินันท์

จากที่ผมศึกษามาบ้าง และปฏิบัติมาบ้าง  อาจน้อยนิดถ้าเทียบกับคุณพี่

แต่ที่ผมได้อ่านมาผมกล้ายืนยันได้ว่า  คุณพี่เดินในทางที่ถูกแล้วครับ  ผมอ่านงานของครูบาอาจารย์หลายท่านก็ไปในทางนี้ครับ  ต่างกันเล็กน้อยในเชิงเทคนิคครับ

หลายคนคิดว่าการที่เรามาสนใจเรื่องเหล่านี้จะต้องเป็นพวกที่ผิดหวังอะไรบางอย่าง  แล้วต้องเข้าวัด  แต่ผมว่าคนที่ปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้าส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่ได้มีความล้มเหลวในชีวิตมาก่อนแต่อย่างใด  คนที่ผิดหวังอะไรมาก่อนนั้นปฏิบัติธรรมแทบไม่ได้ผลครับ  เพราะเขามุ่งแต่จะให้หายอาการนั้นๆ อย่างเดียว  พอหายแล้วเขาก็เลิก 

บางคนมาเพราะป่วย  แพทย์รักษาไม่ได้  ก็หวังแต่จะหายป่วยทางกาย  ทีนี้เขาจะรักษาทางใจก็ไม่เอาเพราะกายไม่หาย  แล้วก็ผิดหวัง  แล้วก็เปลี่ยนสำนักไปเรื่อยๆ  ยิ่งคนอกหักรักคุดนี่ก็คงลำบากเหมือนกัน  ก็อาจมีบ้างสำหรับคนในกลุ่มนี่ที่จะก้าวหน้าได้  แต่เขาต้องมีบุญที่สั่งสมมาพร้อมแล้วด้วย

ขอบคุณสำหรับประสบการณ์อันมีค่า  เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับตัวผมเองและคนอื่นๆ ครับ

แล้วจะรอคอยประสบการณ์ตรงในบันทึกถัดๆ ไปครับ

ธรรมะสวัสดีครับ 

 

ไม่มีรูปจันทร์งาม

 สวัสดีค่ะ

อย่างนี้ เขาเรียกว่า ร้ายกลายเป็นดีนะคะ

  มีปัญหาเรื่องรักแต่กลับทำให้เราได้พบรักใหม่  คือรักในพระธรรมค่ะ คราวนี้ เป็นรักแท้ค่ะ ไม่มีหลอกลวงค่ะ  

ความรักอีกประเภทที่น่าสนใจและต้องยอมรับ  ว่ามีอยู่ในมนุษย์ทุกคนก็คือ
ความรักที่ทุกคนมีให้กับตนเองเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะเผื่อแผ่ความรักไปให้คนรอบข้าง
คนที่ไม่รู้จักรักตนเอง ไฉนเลยจะรู้จักรักคนอื่นได้ เพราะสุขทุกข์ที่เกิดแก่ตนมีตนนั่นเองที่
เป็นผู้รองรับความรู้สึกเหล่านั้น

  ผู้ที่รักตนเองจึงประกอบบุญกุศลอยู่เป็นนิจ
เพื่อให้บุญนั้นติดตามตน สร้างสุข และอิ่มเอิบในบุญตลอดเวลา

 ขอให้มีความสุขอย่างแท้จริงกับธรรมะและมีความสงบสว่างกับการนั่งสมาธินะคะ

  • สวัสดีครับ มาตามป้ายที่ฝากไว้ครับ
  • และคุ้มค่าทีเดียวจากที่ได้อ่านบันทึกนี้ จากอารมณ์หนึ่งมาสู่อารมณ์หนึ่ง เยือกเย็นแท้
  • ผมเคยไปวัดปทุมวนาราม ๒ หนไม่ทราบว่าเป็นที่เดียวกันหรือไม่นะครับ อยู่ประมาณหลังๆ พันทิพย์ ผมชอบบรรยากาศเหล่านั้นมากๆ เงียบ ต้นไม้เยอะ แต่ละคนที่เข้าไป แค่เห็นใบหน้าก็รู้ว่า มิตรผู้ไว้เนื้อเชื่อใจได้แล้วทั้งนั้นเลย
  • "ทุกอย่างที่ได้ล้วนเป็นของเฉพาะตัว"
  • ขอบคุณครับสำหรับสิ่งดีๆที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกของชีวิต

สวัสดีค่ะ

P

 ดีใจจังทึ่คุณเข้ามา คนวัดเหมือนๆกัน ใจตรงกันอยู่แล้วค่ะ

แต่ที่ผมได้อ่านมาผมกล้ายืนยันได้ว่า คุณพี่เดินในทางที่ถูกแล้วครับ ผมอ่านงานของครูบาอาจารย์หลายท่านก็ไปในทางนี้ครับ ต่างกันเล็กน้อยในเชิงเทคนิคครับ

ค่ะ ในการนั่งสมาธิ วิธีการก็จะแตกต่างกันไปบ้าง บางคนท่องพุทโธ บางคนนับลมหายใจเข้าออก บางคนกำหนดนิมิตรดวงแก้ว แล้วแต่จริตของแต่ละคนด้วย

แต่ของพี่ นั่งสบายๆ สงบๆ ใจจะรวมเร็วกว่าทำอย่างอื่นๆค่ะ จิตจะดิ่งลงวางที่ฐานที่ตั้งใจได้เอง สุดท้ายทุกคน จะมีประสบการณ์เหมือนกัน ตรงใจใส สงบและสว่างค่ะ

นี่คือเรื่องจริงๆ แต่ ต้องทำเอง เป็นของเฉพาะตัวจริงๆ ไม่มีใครทำให้ใครได้เลยค่ะ

การจะเข้าถึงสภาวะจิตอันบริสุทธิ์ ผู้ปฏิบัติต้องมีร่างกายสะอาด พยายามขจัดเครื่องเศร้าหมองออกไปก่อน ชั่วคราวก็ยังดี

โดยปกติ พี่ชอบอยู่คนเดียว ในบางครั้ง ให้แม่บ้านลาหยุดพักไปบ้าง จิตใจจะเงียบและเย็นมาก นั่งสมาธิแล้ว จิตมีพลัง เป็นคนไม่เหงาค่ะ อยู่เงียบๆแล้ว ปัญญาเกิดมากกว่า อยู่กับคนมากๆ

ชื่นชม การปฏิบัติธรรมของคุณ   ครับ

ขอให้ มีความก้าวหน้าทางการปฏิบัติ........

ขอฝากข้อคิด  เพิ่มเติม

การเจริญสมาธิ  จริง ๆ  แล้ว อย่าไปยึดติดกับ รูปแบบ อิริยาบถ ใด ๆ  ก็ทำสมาธิได้ และที่สำคัญ การทำสมาธิ ต้องไม่หวัง ผล หรือ อภิญญา ใด ๆ  แต่ให้ ตั้งใจ แล้วความสงบ และ ระงับ ในสภาวะทุกข์ จะเกิดขึ้น เองครับ

( จากประสบการณ์ บวชเรียน ป.โท กับทางมหาจุฬา )

สวัสดีค่ะ

P

 

ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยม วัดปทุมฯที่ไป เป็นวัดเดียวกันค่ะ ต้นไม้ร่มมากๆ มีต้นไม้เก่าๆเยอะค่ะ คุณแม่พาไปกราบพระบ่อยๆจนฝังใจ เราวิ่งเล่น แต่คุณแม่คุยธรรมะ
·       "ทุกอย่างที่ได้ล้วนเป็นของเฉพาะตัว"
เรื่องการนั่งสมาธิ เป็นเรื่องเฉพาะตัวอย่างแท้จริงค่ะ

รากฐานของการปฏิบัติธรรม คือ

เราต้องเห็นความสำคัญของการเกิดเป็นมนุษย์ ต้องเข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรมและความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง

ตอนนี้เรามีโอกาสดีที่เกิดเป็นมนุษย์ เพราะเป็นการเกิดที่ยากยิ่ง แต่เราอาจจะตายเมื่อไรก็ได้  และจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

ถ้าเราทำกรรมดี เราก็จะได้เกิดในภพที่ดี ถ้าเราทำกรรมชั่ว เราก็จะไปเกิดในภพที่ต่ำค่ะ  กฎแห่งกรรมไม่สามารถเปลี่ยนได้เลยค่ะดิฉันจึงพยายามสะสมความดีและบุญต่างๆไว้เท่าที่จะทำได้ในชาตินี้ค่ะ

 
P

สวัสดีค่ะคุณธนธาดา nanana
ดีใจจริงที่มีคนที่มีความรู้ในการปฏิบัติทางศาสนาพุทธ มาเยี่ยมหลายคนปริญญาตรี พุทธศาสตรบัณฑิต ( พธ.บ.)          สาขาพระพุทธศาสนา       มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

-     ปริญญาโท  พุทธศาสตรมหาบัณฑิต ( พธ.ม. )

โอ้โฮ เลยไม่ทราบ เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่านะคะ

 แต่ก็เป็นประสบการณ์จริงของดิฉันมาหลายปีมาก

อย่างที่บอกค่ะ การนั่งสมาธิ แล้วแต่จริตของแต่ละคนด้วย ไม่ต้องcopyกัน แต่แนะแนวทางได้ 

และดิฉันก็ไม่อยากบอก ที่ลึกๆไปกว่านี้ด้วย เพราะ จะเป็นการรู้ก่อนเกิด อาจจะทำให้คิดไปล่วงหน้า แต่ ไม่ใช่ของจริงค่ะบางคนชอบเพ่งนิมิตแต่ดิฉันเพ่งแล้ว  ตึงศรีษะไปหมด   เลยทำใจนิ่งๆสบายๆดีกว่าค่ะ

หัวใจหลักของการปฏิบัติธรรม คือศรัทธา

เราต้องเชื่อและศรัทธาว่า การนั่งสมาธิเป็นของดี เป็นบุญเป็นกุศล เราจะนั่งได้ดีกว่า นั่งไป สงสัยไป การเตรียมตัวของเราให้พร้อมเสมอในปัจจุบัน คือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราไม่ทราบลิขิตของฟ้าค่ะ

สวัสดีค่ะ

  • วันนี้เครียดๆ กับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จ.ชายแดนใต้พอดีเลย  เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกดีขึ้น
  • ขอบคุณนะค่ะ
P
สวัสดีค่ะ
P
    ดีใจที่เข้ามายามกำลังไม่ค่อยสบายใจ เพราะกำลังบันทึกเรื่องการทำสมาธิพอดีค่ะ คงทำให้ใจสบายขึ้นพอสมควรนะคะ
เลยขอพูดเรื่องจิตของคนเราตามที่ได้เรียนมานะคะ
มี 3 แบบค่ะ1.       จิตเป็นกุศล มีความรักความเมตตา มีศรัทธา มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดี
2.       จิตเป็นอกุศล มีความโกรธ ไม่พอใจ  สงสัย ต่างๆนานา
3.       จิตเป็นอุเบกขา ไม่ยึดถือสิ่งใด มองทุกสิ่งด้วยความสงบ จิตใจราบเรียบ
ถ้าจะให้จิตเรา สงบขึ้น คงต้องพยายามทำให้เป็นอุเบกขานะคะ และทำสมาธิช่วยให้จิตมีพลังขึ้นค่ะ
เอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้ค่ะขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

สวัสดีค่ะ

เคยได้ยินคำว่า วัชรยาน บ่อยๆ เป็นนิกายเดียวกับหินยานหรือมหายานคะ ขอความรู้ด้วยค่ะ

สวัสดีค่ะ

ไม่มีรูป
แบม
P

ตามที่ทราบมา วัชรยาน เป็นส่วนหนึ่งของมหายาน วัชรยานเน้นผลของการปฏิบัติค่ะ

และยังมีอีกยานหนึ่งคือ เหตุยานค่ะ

เน้นกาiปฏิบัติเหมือนกัน และเน้นความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายค่ะทั้ง 6 ภูมิ

gพราะสัตว์ทั้งหลายต้องการความสุขเหมือนเรา และเน้นความว่างค่ะ

สวัสดีครับ

เคยได้ยินชื่อมูลนิพันดาราไหมครับ เห็นว่า มีคนให้ความสนใจมาก เกี่ยวกับพระของธิเบต แต่ไม่ทราบอะไรมากนัก แต่คิดว่าน่าจะดี เพราะเน้นการนั่งสมาธิเหมือนกัน

สวัสดีค่ะ

P
ไม่มีรูป
สุชาย

เรื่องมูลนิธิพันดารา ดิฉันรู้จักกับท่านผู้ก่อตั้งดีค่ะ

คือท่าน รศ.ดร.กฤษดาวรรณ และ ท่าน รศ.ดร.โสรัจจ์ หงลดารมภ์ค่ะ

เป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไรและ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองค่ะ

ตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภาษา ศาสนา และ วัฒนธรรมของธิเบต และให้ความช่วยเหลือชาวธิเบตโดยเฉพาะเด็กและสตรี ในเขตชนเผ่าเร่ร่อนที่ห่างไกลค่ะ

เป็นที่เครื่องแม่ข่ายช่วงนี้รับการเข้าใช้ไม่ไหวในช่วงกลางวันค่ะ ตัวระบบไม่ได้มีปัญหาใดๆ ค่ะ

ต้องขออภัยในความติดขัดค่ะ ช่วงนี้คงจะเจอปัญหาการเข้าใช้บ่อยหน่อยนะค่ะ จนกว่าเราได้เครื่องแม่ข่ายเพิ่มมาอีกค่ะ คงไม่นานค่ะ

สวัสดีค่ะ

P

ขอบคุณที่ช่วยดูแลให้ค่ะ

สังเกตเหมือนกันว่า กลางวันจะติดขัดกว่ากลางคืนค่ะ

ขอให้ได้เครื่องใหม่มาเร็วๆนะคะ

สวัสดีค่ะ

เคยหัดนั่สมาธิ แต่ก้ไม่ค่อยนาน ใจไม่นิ่งค่ะ เลยไม่ได้พิจารณาอะไรเลย จะพิจารณาตอนไหนคะ

ขอบคุณ ครับ....

ไม่เป็นการเอามะพร้าว มาขายสวน แต่อย่างใด....ทุกคนสามารถมีประสบการณ์ตรงได้ ไม่มีผิด ถูก เพราะเป็นปัจเจก...ของแต่ละบุคคล

การปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ ว่ากันโดยสาระ ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ครับ  เพียงแต่ ...ต่างกันที่วิธีการ และ ภาษา  ....และอย่างที่คุณ เขียนมาทั้งหมด ถูกต้อง และชัดเจน สมสมัย ที่สุดแล้ว ครับ 

แล้วถ่ายทอดประสบการณ์ ให้อ่านอีก นะครับ...

 

สวัสดีค่ะ

sasinanda P

ไม่มีรูปดารา

การทำสมาธิ พระท่านสอนให้แบ่งเวลาเป็น 2 ช่วงก่อน ในขั้นต้น

 

คือ

      1.พยายามทำจิตให้สงบ ไม่พวงเรื่องอะไร

       2.อาศัยจิตสงบ เป็นตัวพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบ โดยให้พิจารณาถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีแก่นสารถาวรทั้งนั้น

ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจจนเกินเหตุค่ะ

 แม้ออกจากสมาธิ ก็ต้องรักษาใจให้ผ่องใสตลอดเวลาอย่าอยากได้ใคร่ดีอะไรจนเกินเหตุ อย่าถือตัว อย่าถือทิฏฐิมานะ ต้องพยายามให้จิตสะอาดและสงบอยู่เสมอค่ะ

 

ขอบคุณบันทึกดี ๆ ที่อ่านแล้วสงบเย็นไปด้วยครับ...

ขอบคุณมากครับ...

การทำบุญทำทานในโอกาศอันควรทำให้จิตใจ สะอาดผ่องใสขึ้นค่ะ ในภาพเป็นการไปปล่อยแม่โคท้อง  และปลาเป็นจำนวนมาก โดยร่วมบุญกับผู้อื่นด้วย

....ทุกคนสามารถมีประสบการณ์ตรงได้ ไม่มีผิด ถูก เพราะเป็นปัจเจก...ของแต่ละบุคคล
สวัสดีค่ะ
P
nanana

sasinanda P


ขอบคุณที่มาให้กำลังใจค่ะ
ดิฉันไม่ได้เรียนมาทางปริยัติ์เลย เรียนแต่ปฏิบัติอย่างเดียว โดยใช้ศรัทธานำหน้า ไม่ต้องสงสัยมาก
พอจิตนิ่งดีแล้ว จะหายสงสัยเอง  เป็นจริงตามที่หลวงพ่อสอนเลยค่ะ
ของคุณ nanana   ไม่เขียนเล่าบ้างหรือคะ หรือไม่มีเวลา จะได้แลกเปลี่ยนกันค่ะ
แต่ก่อนเป็นคนมีความเครียดมากค่ะ  เพราะงานมาก คนทำอะไร ก็ไม่ค่อยได้อย่างใจเรา   แต่พอจิตสงบและปล่อยวางมากขึ้น     ความทุกข์ก็น้อยลงมากค่ะ

สวัสดีครับ

เป็นอีกบันทึกที่ผมสัมผัสได้ถึงความ "สงบเย็น"...

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ  และธรรมชาติก็คือ ธรรมะ ... 

คำกล่าวข้างต้นผมได้ฟังและได้อ่านจากหนังสือหลายเล่ม  หรือแม้แต่ท่านผู้รู้หลายท่านกล่าวผ่านการรับรู้ของผมมามากครั้ง   แต่ก็กล้าที่จะยืนยันว่าตนเองก็ไม่เข้าใจในถ้อยประโยคนั้นอย่างลึกซึ้ง...

แต่หากหมายถึงว่า  ความสบายใจอันเป็นความสุขใจนั้นคือธรรมะ  ... ทำนองเดียวกัน  ผมก็กล้าที่จะบอกกล่าวเช่นกันว่าตนเองก็เคยได้สัมผัสซึ้งถึงความสงบเย็นของธรรมะมาบ้างแล้ว   หากแต่เป็นความสงบเย็นที่เกิดจากการได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น  ไม่ใช่ความสงบเย็นอันเกิดจากการนั่งสมาธิ   และผมก็ขออนุญาตบอกเล่าความอิ่มเอมใจและสุขสงบของจิตใจตนเองผ่านบันทึกนี้  ดังว่า -

 

เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว  นิสิตมหาวิทยาลัยฯ  ท่านหนึ่งถุกนำเสนอภาพชีวิตผ่านรายการทีวีชื่อดัง  ด้วยเหตุผลว่ายากจนและไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัย  ทั้งที่ก่อนหน้านี้สอบผ่านเป็นที่เรียบร้อย ..

ครั้งนั้น  ผมถูกเรียกตัวด่วนจากสายงานที่ไม่เกี่ยวข้อง  และถูกมอบหมายให้ลงพื้นที่ในชั่วเวลาเพียงอึดใจเพื่อไปพบปะกับครอบครัวของเด็กสาวท่านนั้น  .. ผมไม่รู้ที่มาที่ไป  ไม่รู้เส้นทาง  รู้แต่เพียงว่าแบกความเป็นมหาวิทยาลัยไปเต็มบ่า  แบกเอาโอกาสทางการศึกษาไปให้เด้กสาวผู้ข้นแค้น .. ซึ่งกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางก็ล่วงเข้าถึง 5 ทุ่ม... 

ทุกวันนี้เธอยังเรียนที่มหาวิทยาลัยและกำลังสำเร็จการศึกษาในเร็ววันนี้

...

เมื่อปีที่แล้ว  ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมนิสิตท่านหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน  ไปพบเจอครอบครัวอันแสนจะทุกข์ยาก  ไม่มีบ้าน  พ่อทำงานรับจ้างรายวัน แม่ป่วยเป็นมะเร็ง  น้องสาวกำลังเรียนมัธยม... ส่วนพี่สาวกำลังเผชิญกับชะตากรรมอันลำบากในมหาวิทยาลัย  ...

ผมพยายามอย่างเต็มที่ในการผลักดันและให้โอกาสด้านทุนการศึกษาผ่านระบบอันถูกต้องแก่นิสิตท่านนั้น  วันนี้เธอได้รับทุนต่อเนื่อง  หลังจากที่ก่อนนั้นได้รับทุนรายปีมาบ้าง ...  และไม่กี่วันเธอก็เพิ่งเดินทางไปรับทุนการศึกษาจากเจ้าของทุน

หากแต่วันนี้  ผมไม่ได้ดูแลงานเรื่องนั้น  แต่ก็ไม่ลืมที่จะ "ส่งต่อ"  ข้อมูลของเธอเข้าสู่ระบบ...

......

ผมมีความสุข, สบายใจ และสงบเย็นจากสิ่งที่ได้ทำ  และถึงแม้สิ่งที่ได้ทำจะไม่เกี่ยวข้องกับภาระหน้าที่โดยตรงก็ยังถือว่าเราไม่รู้สึกอิดออดที่จะต้องกระทำ ...

...

ย้อนกลับไปในวัยเด็กและแรกหนุ่ม    ทุกครั้งที่วัดมีเทศกาล  ผมจะต้องทำหน้าที่รวมเพื่อน ๆ ขนน้ำเข้าวัดทั้งกลางวันและกลางคืน  โดยแทบไม่มีโอกาสได้นั่งดูหมอลำ หรือแม้แต่มรสพใด ๆ เฉกเช่นคนอื่น...

นั่นก็เป็นความสุขใจ...สงบเย็น...ที่ผมถือได้ว่าเป็น "ภูมิต้านทาน" ..ที่ยังพอมีอยู่ในตัวเองสืบมา

...

ขออนุญาตได้บอกเล่าเรื่องส่วนตัวนะครับ



 

Mr.Direct P

sasinanda P

สวัสดีค่ะ

วันนี้ G2K ไม่ทราบเป็นอะไร กดหน้าต่างที่ตอบไม่ขึ้นเลยค่ะ

 แจ้งคุณมะปรางเปรี้ยวไปแล้ว เขาบอกว่า serverรับไม่ค่อยไหว เลยไม่ค่อยสะดวกค่ะ แต่ก็พยายาม ตอบจนได้
ขอบคุณมากๆค่ะที่มาให้กำลังใจ  กำลังอยากได้อยู่เชียว   หัวหมุนกับการ load ภาพไม่ขึ้นมั่ง    ตอบไม่ได้มั่ง
การทำสมาธิ ไม่ยาก ถ้าตั้งใจ แต่ทำแล้ว จะรู้สึกว่า คุ้มค่า และจิตใจเราจะมีพลังมากขึ้นอีกมากค่ะข้อสำคัญ ทำให้เรารู้จักการปล่อยวาง จิตใจมั่นคง ความทุกข์น้อยลงมากค่ะคนเรา มีความทุกข์กันทุกคน แต่ถ้า จิตเราสงบ เราจะไม่ทุกข์มาก และไม่ยึดติดด้วยค่ะสติ เป็นความเร็วของจิต สมาธิเป็นพลังค่ะ  ต่อจากนี้ ก็เป็นการใช้ปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรองค่ะ

สวัสดีครับพี่ sasinanda

  • ขออนุโมธนาบุญที่เกิดขึ้นจากการปฎิบัติของพี่ sasinanda ครับ การมีสติในชีวิตเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่บุคคลทุกคนสามารถกระทำได้หากมีความเพียรและศรัทธาอย่างพี่ครับ
  • เราก็มีธรรมชาติของพุทธะ   อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน <-- เห็นด้วยเต็มที่เลยครับ
  • ช่วงนี้ผมก็นั่งสมาธิบ้างแต่ก็ไม่ค่อยจะมีครับ เจริญสติบ้างแต่เนื่องจากเหตุใกล้ให้เกิดสติ (จำสภาวะธรรม) ยังไม่สมบูรณ์ วัน ๆ หนึ่งจึงมีสติแค่ไม่กี่ครั้ง :> ก็คงต้องศึกษากันต่อไปครับ
  • ขอบคุณสำหรับบันทึกดี ๆ ครับ
สวัสดีค่ะ

sasinanda P

P
จากที่คุณพนัสกล่าวว่า.....

ผมก็กล้าที่จะบอกกล่าวเช่นกันว่าตนเองก็เคยได้สัมผัสซึ้งถึงความสงบเย็นของธรรมะมาบ้างแล้ว   หากแต่เป็นความสงบเย็นที่เกิดจากการได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น  ไม่ใช่ความสงบเย็นอันเกิดจากการนั่งสมาธิ

 

สิ่งที่เล่ามาทั้งหมด   พี่ขอชื่นชมนิยมด้วยความจริงใจค่ะ เป็นการแสดงถึงน้ำใจอันงดงาม อันเป็นธรรมชาติประจำตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลา กล่อมเกลาจิตใจอะไรอีก 

  คุณพนัสกำลังบำเพ็ญเมตตาบารมีอยู่ค่ะ   คือการคิดปรารถนาดี เมตตา เกื้อกูลคนรอบข้าง และเพื่อนร่วมโลก   จิตของคุณพนัสละเอียดพร้อมที่จะ เข้าถึงธรรมะที่ลุ่มลึกได้สบายค่ะเพราะการจะนั่งสมาธิได้ดี นั้น ร่างกายและจิตใจต้องสะอาดก่อน รวมทั้งต้องเป็นคนมีศีลมีธรรมด้วยค่ะส่วนเรื่องที่คุณพนัสบอกว่า.....

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ  และธรรมชาติก็คือ ธรรมะ ...  คำกล่าวข้างต้นผมได้ฟังและได้อ่านจากหนังสือหลายเล่ม  หรือแม้แต่ท่านผู้รู้หลายท่านกล่าวผ่านการรับรู้ของผมมามากครั้ง   แต่ก็กล้าที่จะยืนยันว่าตนเองก็ไม่เข้าใจในถ้อยประโยคนั้นอย่างลึกซึ้ง

 

เรื่องนี้  ต้องออกตัวว่า ก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากนะคะ

ขออนุญาตเล่าให้ฟังตามที่ได้รับการสั่งสอนมาจากหลวงพ่อ และตามความเข้าใจ

  อาจจะไม่ดีหรือชัดเจนนัก  ก็เพราะไม่ได้เก่งหรือเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เหมือนกัน ถ้าจะอยากรู้มากขึ้น คงต้องไปกราบหาครูบาอาจารย์เองนะคะ ธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือความเป็นจริงของทุกสิ่งในโลก มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมีการเกี่ยวโยง เชื่อมต่อกันตลอด เป็นกระแสที่หนุนเนื่องกัน ไปชั่วนิรันดร์  

ทุกอย่างมีเหตุและปัจจัยให้เกิดทั้งนั้น

 แต่ถ้าเราไปขัดกับธรรมชาติ ก็จะทำให้เกิดความเครียด ความทุกข์ แต่ถ้าเรายอมรับ หรือรู้เท่าทัน  ความเป็นธรรมดาของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่มากระทบเรา เราก็จะรู้สึกเป็นอิสระ มีความสงบและมีความสุขมากขึ้น 

สมมุติ คุณพนัส มีพนักงานทำงานอยู่ด้วยหลายคน

บางคนก็ทำงานได้ เป็นไปตามที่เราหวัง บางคนก็ไม่เป็น  สั่งงานก็ไม่ทำให้ดี  ไม่ตั้งใจ  ทำขอไปที  ทำให้เราหงุดหงิดขัดใจ แต่จริงๆแล้ว  เราคงต้องคิดว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น ซึ่งก็อาจมาจากสิ่งแวดล้อม  การเลี้ยงดูอบรมจากครอบครัว หรือมาจากอิทธิพลของวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่เขาอยู่ด้วยมานาน  หรือจากนิสัยใจคอของเขาเองด้วย 

 เราจึงจะไปหวังให้เขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นทั้งหมดตามใจเราทั้งหมด ไม่ได้    

ซึ่งนี่คือสัจธรรม ถ้าเราจะทำงานกับเขาต่อไป เราก็ต้องค่อยๆสอนหรือหาวิธีอบรมเขาใหม่ สิ่งนี้เรียกว่า เรามีปัญญาแล้ว รู้เท่าทัน ความจริงของชีวิต   เราก็ไม่หงุดหงิดมากค่ะ อย่างตัวเราก็เหมือนกัน สังขารมีการเสื่อมลงไปเป็นธรรมดา มีร่องรอยของความสูงอายุ มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน มีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายให้เห็นตลอดเวลา นี่คือธรรมชาติ และเป็นสัจธรรมค่ะ 

พี่ก็คงจะมีปัญญาแค่นี้ละค่ะ ถ้าอยากศึกษามากกว่านี้ ต้องหาอาจารย์แล้วค่ะ

ขอบคุณนะคะ มาคุยกันยาวเลย ถ้ายังไง มาคุยกันอีกนะคะ
สวัสดีค่ะ

sasinanda P

P
ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะที่บอกว่า

ช่วงนี้ผมก็นั่งสมาธิบ้างแต่ก็ไม่ค่อยจะมีครับ เจริญสติบ้างแต่เนื่องจากเหตุใกล้ให้เกิดสติ

 

แสดงว่า เคยปฏิบัติธรรมหรือนั่งสมาธิมาแล้ว แต่อาจไม่ต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไร พี่เอง ช่วงไหนยุ่งๆมาก ก็เหนื่อยเว้นไปบ้าง แล้วกลับมานั่งใหม่ แต่อย่างที่เล่าน่ะค่ะ ว่า นั่งมาจนรู้ทางเดินของจิต ก็เรียกกลับมาไม่ยากนัก แต่ใช้เวลามากกว่าเดิมค่ะ พระท่านถึงให้พยายามนั่งทุกวัน ใจจะใส และใจรวมเร็ว ไม่งั้น นั่งนานค่ะ

 

แต่จริงๆแล้ว สมาธิ จะมีเสมอนะคะ ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่งั้นทำอะไรไม่สำเร็จ เพียงแต่ถ้าจะนั่งสมาธิ ต้องสำรวมใจเข้ามา ไม่สนใจสิ่งภายนอก สมาธิจะปรากฏในจิตทันทีค่ะ

 

แต่สมาธิ ต้องใข้ปัญญาด้วย จึงจะพิจารณา แก้ปัญหาได้

 ถ้าเราทำใจให้ว่าง ไม่ยึดติด เราก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ ความไม่สบายใจต่างๆได้ค่ะ ไม่มากก็น้อย

อ่านบันทึก ชิ้นนี้ มีคุณค่า

เกิดปัญญา เกิดสติ ดำริเห็น

เกิดสว่าง เกิดสงบ พบสุขเย็น

ศศินันท์ ท่านเป็น พิรุณพรม

P

 อ่านบันทึก ชิ้นนี้ มีคุณค่า

เกิดปัญญา เกิดสติ ดำริเห็น

เกิดสว่าง เกิดสงบ พบสุขเย็น

ศศินันท์ ท่านเป็น พิรุณพรม

 อ่านแล้วชื่นใจจังค่ะ ช่วยกรุณาแต่งกลอนให้ด้วย

 

ดิฉันได้รับการสอนมาว่า

หลักของศาสนา  คือการเข้าใจตัวเองก่อนจะไปเข้าใจเรื่องของคนอื่น จิตของเราถ้าเย็นและว่างลง เราจะมีความสุขมากขึ้นค่ะ

เห็นด้วยไหมคะ

  • บันทึกนี้คุณค่ะมาก
  • เคยนั่งสมาธิค่ะ แต่ประเภทว่าถูกบอกให้ทำ เลยไม่ค่อยจะพึงพอใจสำหรับตนเองค่ะ
  • แล้วเป็นคนที่จิตซนค่ะ กำลังคิดว่ากำลังหากิจกรรมเพื่อฝึกจิตอยู่เหมือนกันค่ะ
  • ขอบคุณมากค่ะที่ให้แรงกระตุ้นอีกครั้งค่ะ
P
พิชชา
·       น้องบอกว่า......เป็นคนที่จิตซนค่ะ กำลังคิดว่ากำลังหากิจกรรมเพื่อฝึกจิตอยู่เหมือนกันค่ะ สวัสดียามเช้าค่ะ

เข้ามาตรวจสอบว่า ที่บันทึก เราสามารถเปิดหน้าต่างตอบได้หรือยัง ปรากฏว่า ได้บ้างไม่ได้บ้างเหมือนเมื่อวาน ตอนนี้บันทึกจะค่อนข้างมีปัญหาค่ะ ทางทีมงานบอกว่า เครื่องแม่ข่ายทำงานหนักมาก  ก็เห็นใจ คงต้องรีบหาเครื่องมาเสริมแล้วค่ะ

 

การนั่งสมาธิ ต้องเต็มใจอยากนั่งเองค่ะ ต้องสบายใจ สบายกาย มีความพร้อมค่ะ จึงจะนั่งได้ดี มิฉะนั้น จะเครียดมาก ตึงไปหมดทั้งตัว และหงุดหงิด

 

แต่ใจเรามีเรื่องนึกคิดอะไรมากมาย การนั่งนิ่งๆ ไม่คิดอะไร   เทขยะออกจากใจให้มากที่สุด จะทำให้จิตเราโล่ง โปร่ง ใส ขึ้นนะคะ เคยเห็นเวลา นักกีฬา เขาจะแข่งไหมคะ เขาก็ต้องทำใจให้ว่าง รวบรวมจิตให้มาอยู่จุดเดียว ตั้งสติ มีสมาธิก่อนจะลงมือแข่งจริงๆนะคะ

 

ลองดูบ้างก็ได้ค่ะ แต่ต้องให้ใจพร้อมนะคะ และให้มีบรรยากาศดีๆ ไม่พลุกพล่าน ไม่เสียงดัง ไม่มีสิ่งรบกวนค่ะ

 ขอให้โชคดี และมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ
  • ตามมาขอบคุณและศึกษาธรรมมมะครับผม
  • ได้แนวคิดดีๆมากเลยครับ

สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์ ขอบคุณนะคะที่ทำให้มีส่วนร่วมบุญในข้อเขียนที่มีคุณค่ายิ่งนี้

เป็นข้อเขียนที่ดีมากเลยค่ะตั้งแต่เริ่มต้น ที่คุณพี่มีสติแม้ความสุขที่เกิดขึ้น คนส่วนมากมักจะไม่ค่อยระลึกรู้เมื่อมีความสุขเพราะจะหลงเพลินไปกับความสุข แต่พอมีทุกข์จะรู้ว่าอยากหลีกให้พ้น

การทำสมาธิและการเจริญสติตัวเองรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มาด้วยกัน และเมื่อมีสติดีจะทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้ดีมาก

การมีครูบาอาจารย์ช่วยดูแล และสอบอารมณ์เมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ จะดีกว่าการฝึกเอง พอรู้วิธีการแล้วค่อยฝึกฝนทุกวัน หรือทำบ่อยๆ จะทำให้ได้ผลดี

ท่านอาจารย์พระสุริยา แห่งวัดโสมพนัส สกลนคร ที่นุชไปปฏิบัติธรรมเป็นลูกศิษย์ท่านมา ท่านกล่าวสอนว่า การทำสมาธิหรือเจริญสติก็ดี ต้องทำโดยไม่ "อยาก" ได้อะไร แม้แต่การพ้นทุกข์ หากแต่เป็นการทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ให้จิตประภัสร จิตที่ผ่องแผ้วจะให้ปัญญา และมีพลังในการทำสิ่งดีๆต่อไปได้เอง

อ่านบันทึกของคุณพี่ศศินันท์ได้ทั้งอาหารบำรุงสมอง และจิตใจเสมอ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

สวัสดีค่ะคุณพี่ P  sasinanda

  • เข้ามาปีติกับบันทึกธรรมะ ที่ทำให้ได้ทบทวนและเหนี่ยวนำให้ทำต่อเนื่อง ด้วยกัลยาณมิตรที่ทรงคุณธรรม นำอยู่เบื้องหน้าค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูงและร่วมอนุโมทนาบุญ กับบทความที่จะเป็นประโยชน์ กับอีกหลายๆคนที่แสวงหาเส้นทางสู่การเจริญทางธรรม แต่ยังมีความสงสัย หรือไม่แจ่มชัดในวิถีที่สามารถกระทำได้ในชีวิตประจำวัน...เป็นบันทึกที่ทรงคุณค่าจริงๆค่ะ
  • แหววมีความเห็นว่า คุณพี่ ศศินันท์ เป็นตัวอย่างของผู้ที่สะสมวาสนาทางธรรม มาทั้งในอดีตชาติ อีกทั้งยังเพียรสะสมกุศลกรรมในชาติปัจจุบัน อย่างน่านำเป็นตัวอย่างที่งดงาม โดยเฉพาะแหวว...ที่รู้สึกอยากมีความเพียรต่อไปเรื่อยๆค่ะ เมื่ออ่านบันทึกนี้...ขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ
  • เป็นบันทึกที่อ่านแล้วมีความสุข  สงบเหลือเกินค่ะ
  • ขอบคุณท่านอย่างมากค่ะที่นำเอาความสงบมาให้...แม้ไม่ได้มีเวลาเข้าวัดเช่นคนอื่นๆ 
  • ขอบพระคุณค่ะ

 P  sasinanda

P
พชรวรัตถ์ แสงทองชนาพงศ์
สวัสดีค่ะ  คุณแหววบอกว่าร่วมอนุโมทนาบุญ กับบทความที่จะเป็นประโยชน์ กับอีกหลายๆคนที่แสวงหาเส้นทางสู่การเจริญทางธรรม แต่ยังมีความสงสัย หรือไม่แจ่มชัดในวิถีที่สามารถกระทำได้ในชีวิตประจำวัน..

ขอบคุณมากที่ให้กำลังใจค่ะ  

  จุดประสงค์ที่เขียนบันทึกนี้ มุ่งเพียงแต่  จะเล่าประสบการณ์ชีวิตที่เกี่ยวกับเรื่อง การปฏิบัติธรรม  ที่มีโอกาสได้ฝึกฝนมาพอสมควร และกล้าพูดได้ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าประเสริฐที่สุดค่ะ และการที่ได้รับผลดี จากการเจริญสติและนั่งสมาธิ   จนสามารถรวมใจได้ในระดับหนึ่ง ก็เป็นความภาคภูมิใจและความสุข  

 จึงอยากจะบอกต่อๆกันให้เห็นถึงประโยชน์อันมหาศาลที่จะได้รับ  จากการปฏิบัติธรรมนี้ค่ะ
P
สวัสดีค่ะคุณกฤษณาบอกว่า·         เป็นบันทึกที่อ่านแล้วมีความสุข  สงบเหลือเกินค่ะขอบคุณมากค่ะที่ให้กำลังใจ

ดิฉันเองก็ติดตามบันทึกของกฤษณามาตลอดค่ะ มีประโยชน์มาก แต่คุณกฤษณาก็ยังมีอารมณ์ขันพอที่จะนำเรื่องตลกวันละนิด จิตแจ่มใสมาเล่าคลายเครียดกันค่ะ

 

ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เหมือนการพักผ่อนจิตใจ ฟื้นฟูจิตใจที่เหนื่อยล้า เพราะการเพ่งที่งานหนักมาตลอดวัน และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีในหมู่เพื่อนร่วมงาน เผื่อแผ่มาถึง สมาชิกใน  GotoKnow  อีกด้วยค่ะ

 แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาส อย่าลืมหาเวลานั่งสงบๆแบบนั่งสมาธิด้วยนะคะ จะยิ่งดียิ่งขึ้นค่ะ
P
P

สวัสดีค่ะ

 

นึกว่าจะไม่ได้ตอบในวันนี้แล้ว ไม่ทราบ serverเขาเป็นอะไร พอคลิ๊กที่หน้าต่างตอบความคิดเห็น ก็จะre -load หน้าใหม่ทุกที มีเป็นกันหลายคนค่ะ

   ตอนนี้ เห็นสมาชิกใน G2K มีงานมากล้นมือกันทุกคน โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่เทคนิค หัวหมุนค่ะ 

   ท่านพุทธทาส ท่านเคยสอนว่า ต้องทำงานด้วยจิตว่าง ความสุขในงาน จึงจะเกิดขึ้น      ละกิเลส การยึดมั่น ถือมั่น  (พยายาม)  ไม่หงุดหงิดกับปัญหา ค่อยแก้ไข ทีละเปลาะ เดี๋ยว ก็ดีขึ้นเองค่ะ  

  อาจารย์นุช เป็นลูกศิษย์ ท่านอาจารย์พระสุริยา แห่งวัดโสมพนัส สกลนคร นะคะ ใครๆก็รู้จัก และเลื่อมใสท่านค่ะ    การฝึกสมาธิ คิดว่า ต้องมีครูบาอาจารย์ค่ะ  จึงจะถูกทาง พี่เอง มีอาจารย์ค่ะ ไม่งั้น บางที อาจเขว นะคะ      แต่พอ เราได้รับการฝึกหลายๆหนเข้า ก็ทำได้ค่ะ      

แต่ก่อน ใครพูดก็ไม่เชื่อว่า เมื่อใจหยุดแล้ว จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้       ตอนนี้ เชื่อแล้วค่ะ       ความสว่างภายใน มีแน่นอน       ความสว่างเย็น มีแน่นอน แต่ เป็นของเฉพาะตัว ต้องทำเอง    

  สติ คู่กับ สมาธิ และจะเกิด ปัญญา รู้เห็น ตามความเป็นจริง       ได้พยายามอธิบายให้คุณพนัสไป เท่าที่ จะมีปัญญา อันน้อยนิด ถ้าใคร สนใจมากกว่านี้    ต้องหาครูบาอาจารย์เองนะคะ        

ดีใจที่อาจารย์เข้ามาเยี่ยม         และขอขอบคุณ ที่กรุณา ให้อ้างอิงบันทึกของอาจารย์ด้วยค่ะ

P

สวัสดีค่ะ

ยินดีทีค่ะมาเยี่ยม เห็นว่ายุ่งๆอยู่มาก ขอให้ได้ผลสำเร็จจากการทำงานค่ะเป็นกำลังใจให้ค่ะ ทุกท่านเลยถ้ามีเวลาก็ลองนั่งสมาธิบ้างซีคะ ดีแน่นอนค่ะ  ยิ่งถ้าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็ยิ่งควรจะฝึกจิตโดยการนั่งสมาธิให้จิตมัพลังมากๆขึ้นอีกนะคะ

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเคยฝึกนั่งสมาธิ แต่ไม่ค่อยจะสำเร็จเท่าไร ใจคิดโน่นนี่ตลอด เลยใช้วิธีเจริญสติเอา ก็ทำได้ค่ะ แต่ก็ต้องคอยประคองใจไว้ให้ดีเหมือนกันค่ะ อ่านบันทึกนี้แล้ว อยากทำขึ้นมาอีก ได้กำลังใจค่ะ

สวัสดีค่ะ

P

ไม่มีรูป
นวลตา

การเจริญสติที่บอกว่าทำอยู่ก็ดีอยู่แล้วค่ะ เป็นเรื่องที่ดี

การเจริญสติง่ายๆคือ การเอาใจใส่กับสิ่งที่ทำอยู่ขณะที่มีสติสัมปชัญญะเต็มเปี่ยม  พิจารณาสิ่งที่อยู่รอบๆตัวด้วยความเป็นจริง ให้มีอัตตา น้อยที่สุด ประคับประคองไม่ให้จิตตกอยู่ในสภาวะอกุศล

เป็นการเจริญสติแบบง่ายๆค่ะ  แต่ต่อไปควรนั่งสมาธิด้วยนะคะ จะดียิ่งขึ้นค่ะ

 P

สวัสดีค่ะคุณพี่ sasinanda
อ่านบทความของคุณพี่แล้วรู้สึกได้ถึงกระแสเย็นๆมาสัมผัสใจเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่นำสิ่งดีๆมาแบ่งปัน
แอน

สวัสดีค่ะ P

 

ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

 ชีวิตคนเรา ก็แล้วแต่เราจะจัดการอย่างไรค่ะเหมือนกับที่เขามีสโลแกน Do it yourself นั่นละค่ะเราต้องทำวันนี้ ให้ดีที่สุด และมีประโยชน์ที่สุดค่ะบันทึกของคุณแอนก็ให้ข้อคิดดีมากๆค่ะ

สวัสดีครับ

ผมเป็นคนที่ชอบคิดย้อนหลังทบทวน เรื่องนั้น เรื่องนี้บ่อยๆ บางทีเหมือนคนฝังใจในอดีต เวลานั่งสมาธิ ก็จะคิดแต่เรื่องเก่าๆ ทำให้ ฟุ้ง ใจไม่ค่อยนิ่ง

ไปหาอาจารย์ พระที่นับถือ ท่านสอนให้ทำใจให้ว่าง มาฝึกดู ได้ผ] ดีขึ้นมากครับ จึงนำประสบการณ์มาเล่า ว่า ทำจิตให้ว่าง อย่าฟุ้งซ่าน ปรุงแต่ง จะทำให้มีสมาธิมากขึ้นครับ

สวัสดีค่ะ

ไม่มีรูป
สุชัย

   คุณสุชัยบอกว่า.....จึงนำประสบการณ์มาเล่า ว่า ทำจิตให้ว่าง อย่าฟุ้งซ่าน ปรุงแต่ง จะทำให้มีสมาธิมากขึ้นครับขอบคุณมากค่ะ

คนส่วนใหญ่ชอบทำตัวเป็นสมุดบันทึก

ชอบหมกมุ่นอยู่กับความหลัง ที่มักเต็มไปด้วย ราคะ โมหะ โทสะ ทั้งหลาย ไม่เป็นผลดีในชีวิตปัจจุบันและทำให้ขาดสติได้โดยง่าย  มีโอกาสฟุ้งได้มาก

ดิฉันเองก็เป็นพวกชอบระลึกถึงความหลัง  ทั้งดีและไม่ดี  ถ้าดีก็ปลื้มใจ   ถ้าไม่ดี ก็เอาไว้ย้ำเตือนกับตัวเอง ว่าทีหลังอย่าทำ แต่ก็พยายามไม่ให้ คิดถึงบ่อยนัก

ทำให้ฟุ้งซ่านค่ะ ไม่มีสมาธิเลย  เวลาใจหวนไปคิดโน่นนี่ ในอดีต   คิดให้น้อยหน่อยดีกว่า ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด มีคำกล่าวในภาษาอังกฤษว่า     Live the best of today,for the future will take care of itself.
  • สวัสดีค่ะ  พี่ศศินันท์ ..

มนุษย์เรา มีกิเลส ก็จริง  แต่เราก็มีธรรมชาติของพุทธะ   อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน  เราต้องให้โอกาส  ธาตุรู้หรือพุทธะ  ในตัวเราซึ่งเป็นของจริงแท้ๆของเรา   ได้เติบโตงอกงาม   ช่วยให้เราได้เข้าถึงธรรม    ช่วยเติมความเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตของเราต่อไป  นั่นเอง

เมื่อเข้าถึงตรงนี้แล้ว  ทีนี้ใครจะทำอะไร  ใครจะคิดอะไร  ใครจะพูดอะไร ก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว

ถ้าหลายวันก่อน  ต้อมได้เข้ามาอ่านบทความนี้ของพี่  ต้อมคงมีสติมากกว่านี้นะคะ  ทั้ง ๆ ที่บอกตัวเองให้รู้เท่าทันในความคิด  อารมณ์  หรือเหตุการณ์ใด  แต่บางทีด้วยความที่ต้อมเป็นแค่เพียงคนธรรมดาเดินดิน  ก็จะมีโมหะมาเยือนบ้าง   และจากความโกรธนี้เอง  ทำให้สติแตก  ตัดสินใจลาออกจากงานก็แค่ด้วยรับรู้เรื่องราวบางอย่างที่เพื่อนร่วมงานทำให้ต้อมกระเทือนความรู้สึก

หยุดอยู่กับบ้านมาหลายวัน  ปิดมือถือตัดการสื่อสาร   ได้มีเวลาคิดพิจารณาก็เข้าใจ 

ตอนนี้กลับมาทำงานแล้วค่ะ  เพราะไม่มีใครอนุมัติให้ลาออก  และเรื่องลาออกไม่ไปถึงเจ้านายสักที   และมันคงจะไม่งามนักถ้าเจ้านายต้องเป็นคนตามกลับมาเอง

ถ้าต้อมมีสมาธิมากกว่านี้  สติก็ต้องมีมา  และถ้าสติมีมาควบคุมจิต  กิเลสทั้งหลายก็จะเสื่อมไป

เห็นทีต้องหาเวลากลับไปนั่งสมาธิเหมือนเมื่อก่อนเสียแล้วสิคะ  

  • พี่ศศินันท์ คะ ..

ขอบคุณค่ะ  สำหรับข้อคิดดี ๆ ที่มีให้กันเสมอ   ต้อมรู้สึกคล้ายพี่เป็นออร่าเย็น ๆ ที่ใคร ๆ หรือต้อมอยากเข้าใกล้  คุยด้วยแล้วมีความสุข  อิ่มใจ  ได้อะไรดี ๆ กลับไปทุกครั้ง

ขอบคุณนะคะ

สวัสดีค่ะ

P
P

 
เห็นเงียบไป คิดถึงออก  ไม่ทราบเลยว่ามีเรื่องกระเทือนใจ ขนาด ต้องกลับไปอยู่กับตัวเองเสียหลายวัน 

ขอให้เห็นปัญหาที่เกิด   และอาการตอบสนองของเราเป็นธรรมดาค่ะ

 ต่อให้นั่งธรรมะมาแค่ไหน ถ้าโดนอะไรจังๆ ก็หลุดทุกคนค่ะ

พี่เองก็เหมือนกัน เพียงแต่ เราต้องรู้วิธีที่จะดุแลตัวเองหน่อย

 

 คือการ กลับไปตั้งสติเงียบๆ ให้ความร้อนใจสงบตกตะกอนลงหน่อย คอยๆนั่งคิดพิจารณา ว่าเรื่องราว เป็นมาอย่างไร ด้วย ใจเป็นกลางๆ ถอยห่างจาก ความเป็นตัวเรามาหน่อย เพื่อมิให้เข้าข้างตัวเอง ให้เกิด ความว่างขึ้น 

 

เราต้องเอาขยะออกจากใจก่อน ให้ใจว่าง  สะอาด สงบไม่ให้มีอกุศลจิตเข้าครอบงำ  ให้มีสติ สัมปชัญญะอย่างเต็มที่ เราจะสามารถแก้ปัญหาได้ทีละเปลาะค่ะดีใจด้วยที่ เรื่องจบลงด้วยดีค่ะ ทำใจสบายๆ และถ้า ว่างนั่งสมาธิด้วยนะคะ ให้ใจเรา สงบและเย็นนะคะ

 

 สติ+สมาธิ จะทำให้เกิดปัญญา ตามมาค่ะ

 โชคดีนะคะ มีอะไร เข้ามาคุยกันอีกค่ะ ตอนนี้น้องต้อมมีเพื่อนทางธรรมแล้วค่ะ ไม่เก่งอะไร หรอกค่ะ

แต่พอแนะนำได้ ตามประสบการณ์ค่ะ

P
สวัสดีค่ะ
        ขอบคุณค่ะ สำหรับคำแนะนำ
sasinanda
P
P
สวัสดีค่ะ

ถ้าคุณรู้สึกดีขึ้น ก็ยินดีด้วยค่ะ

 

การที่เรามีจิตว่าง  ที่เกิด จากการทำใจสงบ จากการทำสมาธิ   จะช่วยทำให้เราเผชิญเหตุการณ์ณ์ที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  ในแต่ละวันได้ค่ะ  

สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะมากระทบเราน้อยที่สุดค่ะ

สวัสดีค่ะ

ดิฉันมีคุณแม่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ต้องดูแลท่านตลอด มีคนช่วย 1 คน พอว่างหน่อย จะอ่านหนังสือธรรมะ และหัดนั่งสมาธิเอง จากหนังสือ

ผลที่ได้ ใจเบาสบายขึ้น มีกำลังใจในการดูแลท่านต่อไป อย่างไรก็ต้องทำดีที่สุดค่ะ เพื่อแม่ของเรา

สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์

คิดถึงค่ะ และขอบคุณพี่มากค่ะ ที่เป็นกำลังใจและมีข้อคิดดีๆ และแนวทางการปฏิบัติธรรมมาเล่าสู่กันฟังเสมอๆ

กำลังพยายามศึกษาเรื่องการปฏิบัติธรรมค่ะ ถ้าจะว่าไปก็เหมือนมือใหม่ที่กำลังพยายามจะหัดขับค่ะ กำลังฝึกดูจิตค่ะ แต่ยังไม่ได้ฝึกนั่งสมาธิ พยายามทำความเข้าใจตนเอง และผู้อื่นค่ะ เพราะงานที่ทำต้องเกี่ยวข้องกับคนมากมายจึงต้องคุมสติให้ดี มิฉะนั้นอาจสติแตกแล้วเกิดปัญหาได้ค่ะ เกี่ยวกับเรื่องนี้คิดว่าตัวเองยังจัดระบบการฝึก การปฏิบัติยังไม่เป็นค่ะ ... แต่ก็ตามอ่าน และพยายามฝึกตามคำแนะนำของท่านที่ปฏิบัติธรรมแล้วมาเล่าสู่กันฟังค่ะ ที่อ่านอยู่ก็มีบันทึกของพี่ศศินันท์ อ.พิชัย และ อ.กมลวัลย์ค่ะ

อยากชวนพี่ไปร่วมงานสัมมนา ที่เชียงใหม่ค่ะ ในช่วงวันที่ 13-15 สิงหาคม นี้ค่ะ ในงานนี้จะมี blogger ไปหลายคนค่ะ อยากให้พี่ไปร่วมด้วยมากๆค่ะ รายละเอียดดูได้ที่นี่นะค่ะ

สวัสดีค่ะ

sasinanda

P
P

อาจารย์แป๋ว บอกว่า คิดถึงค่ะ และขอบคุณพี่มากค่ะ ที่เป็นกำลังใจและมีข้อคิดดีๆ และแนวทางการปฏิบัติธรรมมาเล่าสู่กันฟังเสมอๆ

 เช่นกันค่ะ อาจารย์คะ

เรื่องการปฏิบัติธรรม พี่ทำมานานแล้ว ตามที่เล่า เพราะเจตนาจะเอาลูกเข้าวัดด้วย ลูกเป็นแรงจูงใจอย่างสำคัญมาก นอกเหนือความสนใจส่วนตัว  แต่สายของหลวงพ่อที่ไปฝึกกับท่านจะเป็นสายปฏิบัติ   เน้นการฝึกจิต นั่งสมาธิ มากกว่าการเรียนทางปริยัติค่ะ

 

พอฝึกและนั่งเป็นแล้ว จะรู้สึกว่า จิตนี้มีพลังมากมายมหาศาล แต่เราต้องหมั่นฝึก หมั่นพัฒนา เราจะมีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวตลอดค่ะ  ไม่ค่อยจะโดนครอบครองด้วยกิเลส อาจมีหลุดบ้าง ตามประสาปุถุชน แต่ก็กลับตัวทัน ธาตุรู้ในตัว จะเตือนตัวเองได้ค่ะ

 

ทุกคนทำได้ ยิ่งอาจารย์ เป็นคนมีพื้นฐานจิตใจดี ไม่นานหรอกค่ะ ทำได้ สงบ เย็น สบายค่ะ อะไรเข้ามา ก็รับได้ค่ะ

 

ส่วนเรื่อง การไปเชียงใหม่ เห็นคึกคักกันดี นะคะ น่าสนุก น่าสนใจ ก็อยากไปค่ะ แต่บังเอิญ ลูกชายจะต้องไปต่างประเทศอีกแล้ว   คงต้องช่วยดุแลลูกเขาหน่อย คนเลี้ยงก็มี แต่เราก็ต้องดูแลเขาอีกที  ขอเป็นโอกาสหน้านะคะ

 ที่ดอยสุเทพ เชียงใหม่ เป็นที่ๆพี่ไปบ่อยมาก   สมัยก่อน ไปนั่งสมาธิค่ะ  ข้างบนนั้น มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากนะคะ ไปนมัสการด้วยนะคะ และขออนุโมทนาบุญล่วงหน้าค่ะ
  • สวัสดีค่ะ เมื่อวานนี้ดิฉันพยายามตอบคุณพี่ในบันทึกของดิฉัน แต่นานเหลือเกิน เลยยอมแพ้ค่ะ ตอบไม่ได้เลยค่ะ
  • วันนี้แวะมาสวัสดี และซึมซับประสบการณ์แสนดีของคุณพี่ค่ะ
  • ดิฉันอยากได้สัมผัสการนั่งสมาธิบ้าง แต่ยังไม่ได้ลงมือ และตั้งใจเสียทีค่ะ
  • ขอบคุณและนอนหลับฝันดีค่ะ

สวัสดีครับ

 

อันที่จริงผมเข้ามาอ่านตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะครับ, แต่ไม่มีเวลามาต่อยอด ...  เช้าวันนี้เลยถือโอกาสเข้ามาอีกรอบ

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือความเป็นจริงของทุกสิ่งในโลก

คำกล่าว หรือทัศนะนั้นก็น่าจะชัดเจน  หรืออธิบายความได้ลงตัวมากพอสมควร  หรือความเป็นธรรมชาติ  ซึ่งหมายถึง "ธรรมะ"  นั้นก็คงไม่ต่างจากปรัชญาธรรมชาตินิยม และแนวคิดตามหลักสัจจิยมนั่นเอง ...

....

กรณีต่อมา

ขณะนี้ผมมีเจ้าหน้าที่ที่ผมต้องกำกับดูแลประมาณ  12  คน,  แรกเริ่มที่ผมมารับหน้าที่ใหม่ ๆ  ผมต้องทำความเข้าใจกับบางท่านอยู่มาก  โดยเพาะคนที่ได้รับการประเมินการทำงานในระดับ "พอใช้"   แต่การประเมินนั้นผมไม่ได้มีส่วนต่อการประเมินใด ๆ  เพราะไม่อยู่ในช่วงของการดูแล และกำกับ

กระนั้น  ผมก็ไม่ได้บอกเจ้าหน้าที่ว่าใครประเมินกันแน่  ..  แต่อธิบายและเปิดใจกับเขาอย่างละเอียด  เช่น  ผมยืนยันว่าผมเข้าใจธรรมชาติของเขา  เข้าใจศักยภาพที่ถูกใช้อย่างไม่ตรงตามตัวตนของเขา.. และที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้รับโอกาสเกี่ยวกับการทำงานที่เป็น "รูปธรรม"  ส่วนใหญ่ติดสอยห้อยตามระบบศักดินา   ครั้นพอแหกคอกก็โดนหั่นไม่เป็นชิ้น  และที่สำคัญคือ  เขาเองก็บอกว่าที่ผ่านมา  ไม่สามารถเรียนรู้งานได้  ทั้งโดยส่วนตัว หรือแม้แต่การส่งต่องาน หรือการสอนงาน ...

ตอนนี้ผมให้โอกาสเขาอย่างเต็มที่,   มีงานประจำที่เป็นรูปธรรม  ไม่ลอยมาลอยไป  มีเนื้องานที่เทียบทันผู้อื่น  และผมกล้าที่จะมอบงานให้ทำอย่างไม่ลังเล   หากแต่เมื่อมีโอกาสจะพายามหิ้วเขาไปเปิดหูเปิดตาในงานใหญ่ ๆ เสมอ  เพื่อหวังแต่เพียงว่าเขาจะเกิดการเรียนรู้ในทางที่ดีขึ้น

....

ตอนนี้เขามีพัฒนาการความรับผิดชอบที่ดี,  กำลัง "อ่าน"  งานได้ชัดเจน  แต่ผมและคนอื่น ๆ ก็ยังต้องช่วยกันดูแลน้องคนนี้อีกรอบ

....

เช่นเดียวกับ,  เจ้าหน้าที่อีกสองคนที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี, นวัตกรรม  แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครพาคิดพาทำงาน และเขาก็ไม่เกี่ยวกับการงานด้านนี้  

ครั้งตอนนี้ผมชวนมาทำสื่อรณรงค์ต่างๆ  รวมถึงการตัดต่อวีดีโอ  ซึ่งทุกอย่างคืบหน้าไปมาก,  มีสื่อต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย  โดยก่อนนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้  ... เพียงแต่เราคุยกันเปิดอกว่า "เขาทำอะไรได้, และผมทำอะไรได้..และหน่วยงานจะได้อะไร.."

สรุปว่า - ผมช่วยคิด  พวกเขาลุยงานและทำตามที่เราคุยกัน,  ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีครับ

...

ทุกคนทำงานในสิ่งที่ตนเองถนัด, สนใจ, และสนทัด .. ไม่ฝืนตัวตน  เป็นไปตามธรรมชาติของตนเอง

นี่กระมังครับ  การงาน คือ ธรรมะ,  ธรรมะ คือ ธรรมชาติ  และธรรมชาติ คือ ธรรมะ ...

....

ขอบพระคุณครับ  (สงสัยยาวยืดอีกแล้ว กระมังครับ)

...

การรับผิดชอบคน,  เหนื่อยจริง ๆ ครับ .


 

คุณ Bright Lily  บอกว่า  ...

ดิฉันอยากได้สัมผัสการนั่งสมาธิบ้าง  แต่ยังไม่ได้ลงมือ และตั้งใจเสียทีค่ะ
ไม่เป็นไรค่ะ เริ่มต้น ตอนนี้ก็ได้ ไม่สาย การเจริญภาวนา เป็นการพัฒนาจิตใจไม่ให้มีกิเลสมากนัก   เพราะจะเป็นเครื่องเศร้าหมองค่ะ  และการนั่งสมาธิยังทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง  
  ส่งผลให้จิตใจสงบ    ธาตุรู้ในตัวเรามีโอกาสผุดขึ้นมาเบ่งบาน
มองทุกอย่างตามความเป็นจริง
จิตมีความว่าง ใส ขึ้น  สลัดกิเลสออกไปได้บ้าง คลายความยึดติด
ชีวิตมีความสุขขึ้นค่ะ   แน่นอนจริงๆค่ะ แต่จะให้ความสุขเย็นนี้ มั่นคง ถาวร ก็ต้องเจริญสติ และทำสมาธิอย่างสมำเสมอนะคะ
ไม่งั้นจะเป็น แบบที่เขาเรียกว่า หินทับหญ้า พอลุกจากสมาธิ หญ้าก็ขึ้นอีกค่ะ
เรายังไม่เก่งขนาดที่ใจจะใส เป็นอัตโนมัติได้ทุกวันทุกคืน
ต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอค่ะ
ไม่มีรูป
ยาใจ
sasinanda
P
สวัสดีค่ะคุณยาใจ
คุณเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงนะคะ
มีความกตัญญูรู้คนดีมากค่ะ
คนที่มีน้ำใสใจคอดีแบบนี้  สามารถจะปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าได้ดีทีเดียวค่ะบางครั้งการดูแลผู้ป่วยอาจเหนื่อยและหนัก แต่ท่านก็เป็นแม่ของเรา   
คน เราไม่สามารถจะทำบารมีอย่างใดได้ดีเลย
ถ้าเราไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และท่านคือผู้ให้กำเนิดเราค่ะ
ขณะเดียวกัน  การที่คุณก็เห็นสัจธรรมของชีวิต หลายอย่าง
 การเกิด  การแก่ การเจ็บ ซึ่งความเป็นจริงตามธรรมชาตินี้ ก็จะทำให้เรา จิตใจสงบ ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อะไร   ยอมรับความจริงของชีวิตอย่างเข้าใจค่ะ

สวัสดีค่ะ..พี่ศศินันท์ คนสวย

มีเรื่องนึงที่แอ๊วอยากจะปรึกษาค่ะ..คือเราควรจะปล่อยวางอย่างไรคะ..ต่อ การที่เราเห็นรถขนหมาแลกครุ..ที่ขับผ่านหน้าไป...เคยคิดที่จะโทรไปหาตำรวจ..แต่ก็คิดว่า..เค้าคงไม่สนใจจะไปจับให้หรอก..เพราะรถก็ผ่านป้อมไปตั้งหลายป้อมกว่าจะถึงสกลนคร..ถ้าตำรวจทำจริงก็คงไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้จนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว..ตัวแอ๊วเองมีความทุกข์มากเลยค่ะ..ที่เห็นภาพอย่างนั้น.รบกวนถามพี่เพื่อหาวิธีคลายทุกข์ค่ะ..ขอบคุณมากค่ะ..

(อ่านบันทึกของพี่และฟังถาม-ตอบแล้วรู้สึกดีมาก..ได้พักใจและไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต..ขอบคุณมากค่ะ..

     

sasinanda

P

 

P

      สวัสดีค่ะ    

     ขอบคุณที่เข้ามาคุยกันอีกรอบ ชอบคุยกับคุณพนัสค่ะ คุณมีทั้งความละเอียดอ่อน   พร้อมเข้าใจในความรู้สึกของคนอื่นๆ (แต่ตัวเองชอบเก็บความรู้สึกไว้  และไม่ค่อยชอบแสดงออกทางภาษากาย   ไปออกทางภาษาหนังสือมากกว่า) เป็นคนมีจินตนาการกว้างไกลไปจนสุดหล้า    

      แต่ขณะเดียวกันก็สามารถลงลึกในภาคส่วนของความเป็นจริงในชีวิตได้เป็นอย่างดีแสดงว่าสมองสองซีก ทำงานประสานกันอย่างเหมาะเจาะจริงๆ   ได้พันธุกรรมส่วนนี้มาจากใครคะ

        เหมือนกับคนหลายคนที่เห็นมา    เก่งทั้งศิลปะและทางวิทยาศาสตร์  แต่ส่วนใหญ่ คนมักจะมีแนวโน้มเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง มากกว่าอย่างชัดเจนขอคุยกันในประเด็นดังต่อไปนี้ค่ะ

·         เรื่องธรรมชาติ ของสรรพสิ่ง เป็นเรื่องที่อาจอธิบายยากหน่อย ตอนแรกพี่เองก็ ชอบมีคำถามร้อยแปด ถามพระอาจารย์ ท่านจึงตอบโดยสังเขป   แต่ให้ลงมือฝึกสติและสมาธิเลย เมื่อใจหยุด ใจนิ่ง ใจใส ดีแล้ว  พุทธะที่อยู่ในตัว จะสว่างขึ้น   กาย ใจ จิตวิญญาณ จะหลอมเป็นหนึ่งเดียว เกิดพลังกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิด ความสว่าง  เย็น ขึ้นภายใน

               ซึ่งป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ไม่แปลกเลย  จะยากตรงการทำใจหยุดนิ่งถูกส่วนนี่ละ   ยากมากมาก

 และการ  ประคองใจไว้ก็ยากมาก  ไม่ใช่หยุดนิ่งแล้ว นิ่งเลยนะ อาจจะหยุดแค่ 1 นาที แล้วก็ไหวใหม่อีกแล้ว ก็ต้อง ทำสมาธิใหม่ ประคองไปอีก

      สรุปว่า ต้องประคองไปทั้งหลับและตื่นนั่นแหละ   ใจจึงจะสว่างอยู่อย่างนั้น     คนธรรมดาปุถุชนจึงทำยาก สว่างแล้ว พอมีอะไรมากระทบใจ     ก็มืดอีกแล้ว ต้องทำใจใหม่   ไม่รู้จบน่ะค่ะ  แต่คนที่เคยฝึกมาระดับหนึ่ง  จะใช้เวลาไม่นานนักในการมาเริ่มใหม่ทุกวัน   เพราะพอจะจับทางเดินของจิตได้  กรุยทางไว้แล้ว   เคยมาทางนี้แล้ว  ก็จะกลับมาอีกได้ค่ะ   แต่ถ้าเว้นไปนานๆ   ก็จะหลงทางค่ะ 

      ตรงนี้ พูดตามประสบการณ์ของตัวเองค่ะ เพราะ ถ้าไม่มีประสบการณ์ ไม่กล้าพูด  เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ

·         ขออนุญาต ยกกลอนของท่าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ  สุมน อมรวิวัฒน์  มาฝากคุณพนัส เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้นค่ะ              ธรรมชาติของสรรพสิ่ง                                        คือความจริงที่ปรากฏ            

  คือความเป็นทั้งหมด                                          กำหนดเด่นเป็นหนึ่งเดียว              

องค์รวมจำแนกได้                                             ส่วนย่อยไซร้ก็กลมเกลียว            

 เชื่อมโยงและข้องเกี่ยว                                         เป็นกลไกประกอบกัน             

ทุกส่วนล้วนหลากหลาย                                           คล้องเครือข่ายทุกสิ่งอัน           

 ซับซ้อนก็สัมพันธ์                                                       เป็นพลวัตที่พัฒนา           

 การผุดบังเกิดชัด                                                        คุณสมบัติอันทรงค่า          

   วิชชาและปัญญา                                                      เป็นแกนหลักประจักษ์ตน               

 ธรรมชาติของสรรพสิ่ง                                                  ยิ่งซับซ้อนก็สับสน            

 จัดระเบียบก็เวียนวน                                                  ปรับเปลี่ยนยากด้วยเคยชิน          

   มุ่งทางสายกลางเถิด                                                   สิ่งประเสริฐของชีวิน           

  เกื้อกูลกันทั่วถิ่น                                                         สร้างกลไกให้สมดุล             

  ธรรมชาติของสรรพสิ่ง                                                 ทั้งภายนอกในตัวคุณ            

 กายจิตมาค้ำจุน                                                          โพธิจิต จิตวิญญาณ           

 ธรรมชาติคือตัวเรา                                                       เป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล          

 วงจรก็บรรสาน                                                              วัฏจักรแห่งปัจจัย         

  เพราะสิ่งนี้บังเกิดมี                                                        แล้วสิ่งนี้ จึงมีได้           

เพราะสิ่งนี้ ดับลงไป                                                       แล้วสิ่งนี้ จึงดับลง        

   มนุษย์เรารู้แล้ว                                                              ว่าไม่รู้ และลุ่มหลง         

  ขจัดความเขลาปลง                                                        พร้อมละเลิกเห็นแก่ตัว          

 สร้างจิตสำนึกใหม่                                                           รู้ฝึกใจไม่เมามัว          

 คุณค่าที่ถ้วนทั่ว                                                                สู่สันติประชาคม        

   ธรรมชาติของสรรพสิ่ง                                                       ต้องศึกษาและอบรม         

 ไตรลักษณ์หลักอุดม-                                                          การณ์แท้แก่ชีวิต        

 ความจริง คู่ความงาม                                                           เป็นความดีคู่ดวงจิต     

  จักสร้างสุขเป็นนิจ                                                                          อิสรภาพตราบโลกสลาย

·         จริงๆแล้ว ที่คุณพนัส เฝ้ามองดูความงามของธรรมชาติ และเขียนพรรณนาความงามนั้นออกมาเป็นบทกวี         ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง  แม้ไม่ได้นั่งสมาธิ   การนั่งดูความงามของต้นไม้ สายน้ำ ปล่อยจิตใจให้ไหลไปเรื่อยๆ    พลังของจิตจะไหลช้าลงๆ

    จนหยุดนิ่ง และประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้ในที่สุด   ก็เป็นการได้สมาธิอย่างหนึ่งนะคะ 

การที่จิตคุณพนัส เข้าถึงธรรมชาติ จะเกิดญาณล้ำลึกขึ้นค่ะ  เกิดความเข้าใจในธรรมชาติ ที่ปกติเราไม่สามารถใช้ความรู้อันจำกัดของมนุษย์ ให้เข้าถึงได้  จำเป็นต้องใช้ ความนิ่งใสจนเกิดญาณ เป็นเครื่องมือ 

 มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลค่ะ และเราเองก็เกิดมากันไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติแล้ว  ข้อมูลความทรงจำอันมากมาย ยังอยู่ในตัวเรา แต่เราเข้าถึงไม่ได้   จำไม่ได้  เพราะจิตเรา ไม่ใสสะอาดพอค่ะ

·          ·         เราควรพยายามต้องค้นพบตัวเอง  จะพบหรือเปล่า ไม่เป็นไร  แต่อย่างน้อยเราก็มีจุดมุ่งหมาย  มีแผนที่ชีวิต  มีอิสระในการเลือกทางเดินชีวิตของเราตามควรต่อไปในภายภาคหน้า

   แต่บางที ขณะนี้ เราเลือกทางเดินชีวิตบางอย่างของเราไม่ได้  เป็นเพราะกรรมที่เราได้ทำไว้เองมาบีบบังคับเรา  ทำให้ไม่มีทางเลือกค่ะ  เช่น ดิฉัน มีลูกน้องคนหนึ่ง  ทำงานดี แต่มาขอลาออก ไปทำเขียงหมูที่ตลาดแทนแม่ๆป่วย   ดิฉันพยายามทัดทาน ให้เหตุผลต่างๆนานา ว่า ทำเขียงหมู บาปมากนะ  แต่เขาก็ไม่ฟัง เลยปล่อยไป   น่าสงสารจริงๆ  บางที มีทางเลือก ก็ไปเลือกอาชีพ   ที่จะต่อบาปไปอีก  คนหนอคน  ปลงๆๆ

·          

·         กรณีเรื่อง เจ้าหน้าที่.....คุณพนัส มีภาวะผู้นำด้าน  นักพัฒนา  เช่นที่กล่าวว่า.......ตอนนี้เขามีพัฒนาการความรับผิดชอบที่ดีกำลัง "อ่าน"  งานได้ชัดเจน  แต่ผมและคนอื่น ๆ ก็ยังต้องช่วยกันดูแลน้องคนนี้อีกรอบ

     ผู้นำแบบนี้ จะมีประสิทธิภาพกว่าแบบอื่นๆ  แม้บางที จะดูช้ากว่า เพราะ ต้องใช้เวลา 

     ส่วนตัวพี่เอง ใช้แบบผสมผสานระหว่าง การใช้อำนาจเชิงเมตตา กับ การพัฒนาบุคลากร  เพราะ บางที ปล่อยให้พัฒนาไปเรื่อย ๆ กว่า ถั่วจะสุก งาก็ไหม้  งานเสร็จไม่ทันการเสียแล้ว คงจะไปเน้น อย่างเดียวไม่ได้   แต่การพัฒนาคน เราจะได้  ความคิดสร้างสรรค์จากเขาด้วย  แต่เราจะเหนื่อย ตอน ที่ต้องคอยให้กำลังใจ

 

       และ เป็นโคชใกล้ชิด   ยกเว้น บางคน ที่ฉลาด ไปใกล้ชิดเขามาก  เขาไม่ชอบ เขาชอบอิสระ เพียงพูดกันเข้าใจตั้งแต่ต้น

     บางทีผลงานเขา ทำให้เราอึ้ง ด้วยความทึ่งด้วยซ้ำ เช่น  มีลูกน้องชายคนหนึ่ง  มีแววมาก ดูตาก็รู้   ให้งานไปชิ้นหนึ่ง ไม่นึกว่า จะทำได้ดี  พอเห็นผลงาน ทึ่งมาก ฉลาดทีเดียว  ใครๆบอก   คนฉลาดควบคุมยาก   ก็จริงค่ะ   อีกไม่ช้า ไปเปิดบริษัทเองเฉยเลย  แต่เคลียร์งานจนหมด   น่ารักมาก แต่เสียดาย !!

·          ·         คุณพนัสเล่าว่า......ทุกคนทำงานในสิ่งที่ตนเองถนัด, สนใจ, และสันทัด .. ไม่ฝืนตัวตน  เป็นไปตามธรรมชาติของตนเอง         นี่กระมังครับ  การงาน คือ ธรรมะธรรมะ คือ ธรรมชาติ  และธรรมชาติ คือ ธรรมะ ... 

·         คนเรา ถ้าได้ทำงานที่ตัวเองชอบและถนัด  ย่อมมีกำลังใจ  และทำได้ดีค่ะ

       คนทุกคนมีพลังสร้างสรรค์ฝังอยู่ ถ้า เขาสามารถค้นพบตัวเอง และดึงพลังนั้น มาใช้ในการดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพการงาน เขาจะมีความสุข และประสบความสำเร็จในที่สุดค่ะ

 

    แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนยังต้องจัดการกับพลังของตนเองอย่างเหมาะสมนะคะ อย่างไรก็ต้องมีวินัยกำกับ เพราะการทำอะไร ตามที่ใจรักชอบและถนัด   ไม่ได้ หมายถึง  การทำอะไรที่ขาดวินัย อิสรภาพที่แท้จริง ต้องมีวินัยอยู่ด้วยค่ะ

 ·         คุณพนัส จะเหนื่อยหน่อยค่ะ  แต่เท่าที่อ่านดูทุกบันทึกที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ในฐานะ บุคคลที่ 3 ก็เห็นว่า เหนื่อยแต่ได้ผลงานดีนะคะ   ต้องปลีกตัวไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ   เป็นครั้งคราว  แล้วร่ายบทกวีออกมา  จะช่วยได้มากค่ะ

·          

·         ครั้งนี้ เป็นการตอบที่ยาวที่สุดเลย แต่ชอบนะคะ ได้        share ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตร นับว่า เป็นโชคดีของพี่ ค่ะ

       คุณพนัสทราบไหม เรื่องธรรมะนี่ ลูกชายพี่ จะเข้าใจ ลึกซึ้งมาก แต่ไม่ชอบบอกใคร เขาบอกว่า เรื่องนี้  เฉพาะตัว ขี้เกียจพูด  อยากรู้ ต้องทำเอง  แหม ผิดกับแม่เลย ชอบอธิบาย!!  ยังไง คุยกันอีกได้นะคะ ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณพี่ศศินันท์ sasinanda

ดิฉันตกข่าว(ตกบันทึก)ไปได้อย่างไรไม่ทราบ เพิ่งเห็นบันทึกวันนี้เองค่ะ

ดีใจที่ได้อ่านประสบการณ์การฝึกดีๆ ของคุณพี่ที่นำมาแบ่งปันกันมากเลย อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองนั่งสมาธิน้อยกว่าคุณพี่มากๆ แต่ก็ได้นั่งบ้างเป็นบางครั้งที่มีโอกาส ส่วนใหญ่ใช้เจริญสติเอาค่ะ

ดิฉันว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ดีมาก ดีใจที่ได้พบเส้นทางสายนี้ เพราะช่วยให้ตัวเองเดินทางสายกลางได้มากขึ้น ขอบคุณคุณพี่ที่ช่วยเล่าประสบการณ์ดีๆ ให้ฟังนะคะ ดิฉันว่าจากประสบการณ์คุณพี่จะมีคนอีกหลายคนที่ได้อานิสงค์เข้ามาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกันค่ะ ^ ^

  • ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่นำมาแบ่งปันค่ะ
  • เคยลองปฏิบัติแต่ไม่ได้ทำต่อเนื่อง แต่ทำแล้วรู้สึกดีขึ้นจริงๆค่ะ
  • ชีวิตที่ดีงามถูกต้องนั้นต้องใช้ธรรมเป็นเครื่องนำทาง
  • อยากให้คนในสังคมเราได้เข้าหาเรื่องธรรมะให้มากๆ จะได้เกิดความสุขสงบที่แท้จริงในชีวิต
  • แต่ก็ดีใจมากที่ได้อ่านข้อเขียนดีๆ นี้ แล้วมีผู้สนใจอีกมากมาย แสดงว่าสิ่งดีๆ ยังมีให้เห็นอีก ขอให้เราเสาะแสวงหาในแต่สิ่งดีๆ
  • ขอบคุณมากครับ

P
ไม่มีรูป
คุณครูแอ๊ว

 

 สวัสดีค่ะขอบคุณที่เข้ามาอีกครั้งค่ะ  
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราในฐานะชาวพุทธ มีความเมตตากรุณาอยู่ในจิตใจ โดยเฉพาะคุณครูแอ๊ว จะรู้สึกทนไม่ได้ กับการทรมานสัตว์อย่างนั้น สิ่งที่เราทำได้ คือการไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ทั้งตำรวจ ทั้ง อบต.ทั้งส่วนกลางของจังหวัด  ว่ามีการกระทำแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งไม่ถูกต้อง และเราไม่อยากให้นักเรียนเล็กๆ ได้เห็นพฤติกรรมแบบนี้ด้วย
แต่ ควรเป็นทางโทรศัพท์เท่านั้นค่ะ  ไม่ควรเปิดเผย เพราะเราไม่ทราบว่า จะมีใครรู้เห็นเป็นใจ ด้วยหรือเปล่า แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย   ไม่มีใครมาดูแลเลย 

เราคงต้อง อุเบกขา แล้วค่ะ ต้องทำใจเป็นกลางๆเข้าไว้

 

  ปลงว่า เป็นกรรมของสัตว์ ที่อาจทำกรรมมาก่อน และกรรมนี้ ได้มาถึงแล้วทำไม สุนัขเหล่านี้ จึงไม่มีเจ้าของ ทำไม ไม่มีคนเลี้ยงดูอย่างดี ทำไมๆๆ......หลายทำไม
 คำตอบ....สุดท้าย น่า จะเป็นกรรมของพวกเขา ถ้า เขายังมี บุญอยู่ และเรา พยายามช่วยเต็มที่ เรา ต้องช่วยเขาได้
แต่นี่ เราช่วยไม่ได้ ครูแอ๊ว จะทำได้ เพียงแผ่เมตตา ทำบุญ ใส่บาตร ให้พวกเขา อย่างน้อยด้วยกระแสจิตที่แรงกล้า ในการส่งบุญให้พวกเขา สุนัขเหล่านั้น จะได้ไปเกิด ในที่ดีๆ กว่านี้ค่ะ
 นึกเสียว่า พวกเขาหมดกรรมแล้ว เกิดใหม่ต้องดีกว่านี้ค่ะ
 พอสบายใจขึ้นไหมคะตอบตามที่เคยได้รับการสั่งสอนมาค่ะ
อย่าลืมใส่บาตร แผ่ส่วนบุญ ให้เขากันนะคะอยากทราบว่า ผลเป็นอย่างไรด้วยค่ะ บอกด้วยค่ะ 

สวัสดีค่ะ อาจารย์

  • กำลังคิดจะฝึกสมาธิเหมือนกันค่ะ ไม่รู้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน

 

 

ปล. สวนบ้านอาจารย์สวยมากๆๆค่ะ

 สวัสดีค่ะ

    อาจารย์ บอกว่า   ดิฉันว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ดีมาก ดีใจที่ได้พบเส้นทางสายนี้

    พี่ก็ดีใจแบบอาจาย์ค่ะ  ที่ได้เกิดมาในร่มเงา ของศาสนาพุทธ และมีโอกาส  ได้ใกล้ชิดศาสนาตั้งแต่ ยังอายุน้อย ต่อมาก็ยังได้มีโอกาสได้ไปกราบพระอาจารย์   ฝากตัวเป็นศิษย์    ฝึกใจให้ใสๆ สงบๆ รักษาศีล 5 และได้ปฏิบัติธรรม มาจนทุกวันนี้  มีบางครั้งการงานรัดตัว ห่างๆจากวัด   ห่างจากการนั่งสมาธิไปบ้าง   ในช่วงนี้พยายาม รักษาใจให้รู้ตื่น สดชื่นเบิกบาน  ไม่ยึดติดกับอารมณ์นัก  จะมีหลุดบ้าง เมื่อรู้ตัว   ก็พยายามปรับใจใหม่ค่ะ  เป็นความพยายามที่จะรักษาใจ เจริญสติอยู่เสมอค่ะ และมีเพื่อนที่วัดโทรมาติดต่ออยู่เสมอ  จึงเป็นเหมือน มีคนมาคอยเตือนๆสติอยู่ตลอด ต้องขอขอบคุณทุกท่านมากๆค่ะ   สรุปว่า  ใกล้ชิดวัดตลอดค่ะ   ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตรทาง ณ ที่นี่    และได้ความรู้จากอาจารย์มากด้วยค่ะ 
P

สวัสดีค่ะ

P

ดีใจที่คุณประถมเข้ามาเยี่ยมค่ะ  คุณประถมบอกว่า

·       อยากให้คนในสังคมเราได้เข้าหาเรื่องธรรมะให้มากๆ จะได้เกิดความสุขสงบที่แท้จริงในชีวิต

ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง เป็นสิ่งพบได้ทุกที่ ดังนั้น ดิฉันจึงพยายามทำอะไรให้อยู่ในสายกลางค่ะ ให้มีสติระลึกรู้ และปล่อยวางได้ ไม่ยึดติดกับเรื่องสมมุติทั้งหลายพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด วันหน้าก็จะดีเองค่ะขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ

สวัสดีค่ะ

ไม่มีรูป 

น้ำตาหยดสุดท้าย 

ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ ที่ปฏิบัติแล้ว รู้สึกดี ตอนนี้ เราจะสังเกตได้ว่า ปัญญาทางโลก ไม่ได้ช่วยให้เรา สามารถจัดการกับชีวิตเราได้มากเท่าที่ควร ก็จะมีแต่ปัญญาทางธรรมเท่านั้น ที่จะช่วยเรา ให้มีสันติสุขได้อย่างแท้จริงค่ะ
ขอบคุณค่ะที่แวะมา

สวัสดีค่ะ

P

P
  • pa_daeng  บอก  ......กำลังคิดจะฝึกสมาธิเหมือนกันค่ะ ไม่รู้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน
ถ้าคิดจะเริ่มต้น ก็ทำเลยค่ะ คนเรา ใจเป็นใหญ่ค่ะ ใจเป็นประธาน ทุกอย่าง สำเร็จลงด้วยใจ ถ้าเรามีสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ควบคุมตัวเราอยู่เต็มเปี่ยม เราจะมีความสุขที่สุด เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ตัวเราเอง และการงานค่ะ

สวัสดีค่ะ

อยากหัดนั่งสมาธิ ก็ไม่ค่อยมีเวลาเลย อยากทราบว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้เราบริหารเวลากันอย่างไร บ้างไหมคะ

 

ดูใจตนหละครับถูกต้อง ไม่ต้องดูที่อื่น

ข่มจิตด้วยสมาธิ

ข่มกายด้วยศีล

ไม่เอาเรื่องคนอื่นมายุ่ง

ขอโมทนากับทุกดวงจิตที่ทำบุญทุกอย่างนะครับ

ไม่มีรูป
สายลม
P

 
สวัสดีค่ะ
คำถามของคุณ น่าคิดนะคะ คนเราเวลาก็มีเท่าๆกัน     แต่ทำไม บางคน มีเวลาไปทำอะไรต่ออะไร   นอกจากงาน และยังได้ทำอะไรที่จำเป็นแก่ชีวิตอีก  เช่น ออกกำลังกาย บริหารจิต  นั่งสมาธิ เป็นต้น เขามีวิธีอย่างไรกัน
แต่เราเป็นชาวพุทธ  น่าจะเอาแบบอย่างจาก คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า น่าจะดีที่สุดค่ะนั่นคือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน หลวงพ่อพุธ ฐานีโย  เคยเทศน์ไว้ว่า  อดีต อย่าหมายมั่น ปัจจุบันสำคัญกว่า
อนาคตจะดีได้อย่างไร  ถ้าหากปัจจุบันวันนี้ เราไม่มีสติ  ทำในสิ่งที่ดีที่สุด  เป็นประโยชน์ที่สุดทำจิตใจให้สงบ ไม่ว้าวุ่น เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งจะทำให้ขาดสติได้ง่ายถ้าทำได้ดังนี้  เราก็จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  งานประจำเสร็จเร็ว มีเวลาพอที่จะจัดสรรให้กับ การนั่งทำสมาธิ เจริญภาวนา ให้จิตใจผ่องใสได้ทุกวันค่ะขอบคุณที่แวะมาค่ะ

P

 

P

คุณสวัสดิ์ บอกว่า.....
ธรรมะนั้นจะว่าปฏิบัติยากก็ยากอยู่  จะว่าง่ายก็ง่าย แต่เมื่อลงมือปฏิบัติด้วยตนเองแล้วช่างลึกซึ้งเกินกว่าที่กิเลสหยาบ ๆ จะเทียบได้ครับ
ใจตนหละครับถูกต้อง ไม่ต้องดูที่อื่นข่มจิตด้วยสมาธิข่มกายด้วยศีล

ไม่เอาเรื่องคนอื่นมายุ่ง

 

 สวัสดีค่ะ
ดิฉันอ่านแล้ว ซาบซึ้งค่ะ สั้นๆ ตรงประเด็น เน้นการปฏิบัติด้วยตนเองอย่างจริงจัง ต้องตั้งใจมั่น  ต้องพยายามทำใจให้ใสๆ  ต้องทำจริง รับค่ะ ว่า ยาก แต่ถ้าเข้าถึงได้ถึงธรรมะแท้ๆในตัวได้  จะขัดเกลากิเลสไปได้มากมายดิฉันเอง ปฏิบัติอยู่  บางครั้งก็ไม่สม่ำเสมอ   แต่ใจคิดถึงธรรมะตลอด   พยายามทำให้ได้ต่อเนื่องค่ะ
  ดิฉันจึงยืนยันได้ว่า ถ้าใครเข้าถึงธรรมะในตัวได้  ไม่มีสุขใดจะเทียบแล้ว ดิฉันว่า ตัวเอง เปลี่ยนไปมากเลยค่ะ  ในทางที่ดีขึ้น
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะคะขออนุโมทนาบุญกับดวงจิตอันเป็นกุศล ของคุณ สวัสดิ์ เช่นกันค่ะ
P
  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาทำสมาธิค่ะ
  • เข้ามาเว็บบล็อคนี้ แล้วได้บรรยากาศค่ะ มีแสงเทียนส่องนำทางสว่าง มีคำสอน คำแนะนำดีๆ เข้ามาแล้ว...อิ่มค่ะ...อิ่มบุญตามไปด้วย ขอบคุณนะค่ะ
  • ตามมาขอบคุณครับ
  • พลาดที่จะได้พบกับพี่เลย
  • ไม่เป็นอะไรโอกาสหน้ายังมีครับ
  • ขอให้มีความสุขกับการศึกษาธรรมมะครับผม
  • ขอบคุณครับ

  การที่เราสัมผัสกับธรรมชาติรอบตัวเสมอๆ เช่น สายลม แสงแดด ต้นไม้ ใบหญ้า ท้องฟ้า ดวงดาว ตลอดจนผู้คนทั้งหลาย ทำให้เรายิ่งรู้ ถึงความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติทั้งหลาย จิตจะหลุดออกจากความคับแคบในตัว  จิตจะสงบ สามารถรับรู้ธรรมชาติตามความเป็นจริง ทุกหนทุกแห่ง

Miss Sirintip

ไม่มีรูป
 
P
 

 

สวัสดีค่ะ 
ดีใจที่คุณศิรินทิพย์ เข้ามาเยี่ยมค่ะ  
 มีรูปสวนและสนามที่บ้านมาฝากด้วยค่ะ ตอนเช้าๆ เย็นๆจะเดินสมาธิ พร้อมฟังเทปหลวงพ่อไปด้วย ใจสบายค่ะก็พยายามฝึกใจไปเรื่อยๆค่ะให้เห็นความงามของธรรมชาติ  
สังเกตไหมคะ ทำไมคนเรา ชอบภูเขา ป่าไม้ ท้องฟ้า เพราะเหมือนกับจิตใจได้หลุดจากความอึดอัดคับแคบ ไปเชื่อมกับความใหญ่ของธรรมชาติค่ะ
ถ้าจิตใจเราโปร่งโล่งดี เราจะเห็นความงาม ถ้าจิตไม่สงบ ก็จะไม่เห็นความงามใดๆทั้งสิ้นค่ะ จิตใจจะขุ่นมัว 

บุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปีค.ศ. 1991 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้บุโรพุทโธเป็นมรดกโลก

บุโรพุทโธ  สร้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร เป็นสถูปแบบมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 7-9 หรือ พุทธศักราช 1393 ตั้งอยู่ทางภาคกลางของเกาะชวา

 บนที่ราบเกฑุ ทางฝั่งขวาใกล้กับแม่น้ำโปรโก ห่างจากยอกยาการ์ตาทางตะวันตกเฉียงเหนือ 40 กิโลเมตร

บุโรพุทโธสร้างด้วยหินภูเขาไฟประมาณ 2 ล้านตารางฟุตบนฐานสี่เหลี่ยม กว้งด้านละ 121 เมตร สูง 403 ฟุต เป็นรูปทรงแบบปิรมิด มีลานเป็นชั้งลดหลั่นกัน 8 ชั้น และใน 8 ชั้นนั้น 5 ชั้นล่างเป็นลาน 4 เหลี่ยม 3 ชั้นบนเป็นลานวงกลม และบนลานกลมชั้งสูงสุดมีพระสถูปตั้งสูงขึ้นไปอีก 31.5 เมตร

เป็นมหาสถูปที่ระเบียงซ้อนกันเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไป

http://th.wikipedia.org/

P
สวัสดีค่ะพี่อยากจะไป แต่ไม่มีโอกาสค่ะ เพราะมีภารกิจรัดตัว   แต่ส่งใจไปร่วมงานด้วยนะคะ   แล้วจะคอยอ่านบันทึกค่ะคุณขจิต เป็นคนมีน้ำใจดีมาก มีเพื่อนฝูงมากมาย มีแต่คนรักค่ะ  มีความเห็นและการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าค่ะขอให้โชคดีตลอดไปนะคะ

สวัสดีค่ะ

บุญกิริยาวัตถุ 10 นี้มีอะไรบ้างคะ ดิฉันได้ยินบ่อย แต่ทราบไม่หมดค่ะ

สนใจด้านนี้อยู่เหมือนกันค่ะ เคยลองนั่งสมาธิแต่เหมือนว่าตัวเองหลับประจำเลย ได้อ่านแล้วจึงเริ่มจะเข้าใจมากขึ้นเลยค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะ
P
ยินดีที่ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ค่ะ ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะการนั่งสมาธิ เราต้องมีสติอยู่ด้วยค่ะ มิฉะนั้น จิตก็จะพักผ่อนไปเลย เรียกว่า หลับ แต่พอนั่งได้ที่แล้ว จะพักไปจริงๆก็ได้ค่ะตอนนี้ เราดูทีวีกันมาก จนดึกๆ พอดูเสร็จก็ง่วง ถ้าดูน้อยลงหน่อย แบ่งเวลามานั่งสมาธิ บ้างสักครึ่งชั่วโมงก่อนนอน ก็จะดีไม่น้อย จะนอนหลับสนิทดี ไม่ฝันร้ายด้วยค่ะ

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเห็นครอบครัวที่มีปู่ย่าตายาย ช่วยดูแลหลาน  ยามพ่อแม่ไปทำงานกันทั้งคู่ เป็นที่ประทับใจค่ะ

การทิ้งลูกให้คนเลี้ยงดูแลเสียส่วนใหญ่ นอกจากความสัมพันธ์ในครอบครัวจะห่งเหินแล้ว เด็กยังไปได้รับนิสัยต่างๆจากพี่เลี้ยงด้วยนะคะ ดีก็ดีไป ถ้าไม่ดีล่ะ จะเป็นอย่างไร

เรื่องความสำนึกในความกตัญญูนี่ ดิฉันว่าสำคัญมาก เป็นคุณธรรมที่ บางที คนลืมไปแยะเหมือนกันค่ะ

สวัสดีค่ะ

วันนี้ รถติดตรงทางด่วนมากๆ ไม่มีอะไรเลย แค่ ช่องเก็บเงินมีน้อย เสียนัดหมด อารมณ์เสียเลบ  ที่พยายามทำใจใสๆหลุดเลยค่ะ

เป็นคุณศศินันท์ จะทำอย่างไรคะ อยากฟังประสบการณ์ค่ะ

สวัสดีครับ

อ่านแล้ว ใจสบายดีครับ  ผมก็นั้งอยู่บ้าง แต่ยังไม่ดีเท่าไร ต้องฝึกไปเรื่อยๆ

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ คุณพี่ศศินันท์

ผมเข้ามาคารวะ แสดงความชื่นชมบันทึกของคุณพี่ครับ  ผมเข้ามาอ่านหลายรอบแล้ว  เข้ามาทีไรก็อุ่นหนาฝาคั่งทุกที

สงสัยคุณพี่จะเป็นหมอแล้วครับ  เป็นหมอทางจิตวิญญานไงครับ

ขอมารักษาด้วยคนครับ อิอิ

สวัสดีครับ 

จอย
สวัสดีค่ะ
ฃอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ
ตามหลักศาสนาพุทธ  ในการทำบุญมี 10 อย่าง เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10  คือ
1.ให้ทาน
2. รักษาศีล
3. เจริญภาวนา
4.ความอ่อนน้อมถ่อมตน
5. ช่วยเหลือผู้อื่น
6 เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมบุญด้วยกันเรา รวมทั้งการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว
7.การอนุโมทนาบุญ
8.การฟังธรรม
9. การแสดงธรรม
10.การทำความเห็นให้ตรง
สำหรับรายละเอียด รบกวน ช่วยไปค้นคว้าด้วยนะคะ
คุณสุชาดา ไม่มีรูป

สวัสดีค่ะ-

คุณสุชาดาบอกว่าเรื่องความสำนึกในความกตัญญูนี่ ดิฉันว่าสำคัญมาก เป็นคุณธรรมที่ บางที คนลืมไปแยะเหมือนกันค่ะ

ครอบครัวใดที่มีบุพการี เป็นที่ยึดเหนี่ยว ถือว่าโชคดีอย่างยิ่ง   ด้วยความเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิต ทั้งทางโลก ทางธรรม  และเจตนาบริสุทธ์ที่อยากจะเห็นลูกหลานเจริญรุ่งเรือง

 

ก่อนที่จะไปกราบไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ  ให้เราสำนึกในความกตัญญูต่อบุพการีก่อน  เอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของท่าน ด้วยความสม่ำ เสมอ และบริสุทธิ์ใจ

 

 ไม่ว่าจะไปประกอบกิจการใด  เราก็จะได้อนิสงค์จากบุคคลรอบข้าง จากกรรมดีที่เรามีต่อบุพการีของเรานั่นเองค่ะ
กานดา
สวัสดีค่ะ

เรื่องรถติดนี่คงอารมณ์เสียกันทุกคน ถ้าประคองใจไว้อย่างดีคงมีหงุดหงิดเล็กๆ   แต่ถ้าเรามีอุเบกขา ก็คงไม่รู้สึกหงุดหงิดมากนัก

ส่วนธรรมะข้ออื่น  น่าจะเป็น ศีล สมาธิ ปัญญาค่ะ

ศีลเคารพกฏ จราจร   สมาธิ เมาไม่ขับ ขับอย่างมีสติ   และปัญญา  เตีรยมแผนก่อนการเดินทางให้ดีค่ะ

น่าจะพอช่วยได้นะคะ
P

 
สวัสดีค่ะ
ดีใจที่คุณธรรมาวุธ  สนใจเข้ามาอ่านค่ะ
ขอบคุณสำหรับ c.d.มากๆนะคะ เปิดฟังแล้วค่ะ ได้ความรู้มากมายค่ะ ขอบคุณอีกทีค่ะ

ไม่มีรูปโกมล

 

สวัสดีค่ะ

 ยินดีที่มาเยี่ยมค่ะการนั่งธรรมะเป็นอะไรที่เราต้องฝึกไปเรื่อยๆ นั่นแหละค่ะ ดิฉันก็เหมือนกันค่ะ 

สวัสดีค่ะ

ตอนนี้ วัยกลางคน รู้สึกเหมือนตกรุ่นยังไงไม่ทราบ คิดไม่เหมือนคนรุ่นใหม่ค่ะ คุณเคยเป็นไหมคะ และแก้ไขอย่างไรคะ

สวัสดีค่ะ

ดิฉันอ่านเรื่องของคุณศศินันท์ เหมือนได้กัลยาณมิตรที่ดีนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

เหตุการณ์รอบตัวน่าเบื่อ เข้ามาอ่านอะไรเย็นๆอย่างนี้ ค่อยสบายใจขึ้นหน่อยค่ะ

ไม่มีรูป
พจนี

สวัสดีค่ะ

คุณพจนี คิดว่าตัวเองตกรุ่น เพราะโลกเราพัฒนาไปเร็วเหลือเกินค่ะ มีเทคโนโลยี่ใหม่ๆเข้ามาอยู่ตลอดเวลา จนใครๆก็ตามไม่ค่อยจะทัน โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อน ก็อาจรู้สึกว่า เรานี้ ตามคนรุ่นใหม่ ไม่ค่อยจะทันเลย

ดิฉันเห็นว่า เราไม่ต้องกังวลอะไรค่ะ

การเจริญสติ พิจารณาสิ่งรอบๆตัวอย่างเข้มขึ้น ไม่ปล่อยให้ตัวเรา ล้าหลัง อ่าน ดู ฟัง ข้อมูลข่าวสารรอบตัว เฉพาะที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์  ตัดอัตตาเราให้เหลือน้อยที่สุด ประคับประคองจิตใจ   ไม่ให้อยู่ในสภาวะอกุศล  หมั่นศึกษาธรรมะ ฝึกจิต นั่งสมาธิบ้าง ก็จะทำให้เราทันยุคสมัยนะคะ
ไม่มีรูป
ติยาภา

 

สวัสดีค่ะ

ขอบคุณที่ชมค่ะ

 การที่ดิฉันนำประสบการณ์มาแบ่งปันกัน ณ เวลานี้ ก็คงเหมือนๆกับ การให้ของขวัญทางจิตใจแก่ผู้เข้ามาอ่าน  ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ

สวัสดีครับ

อ่านพบว่า ปัญหาหงุดหงิดเรื่องจราจร

ที่นี่แนะนำ มีอุเบกขา ก็คงไม่รู้สึกหงุดหงิดมากนัก

ส่วนธรรมะข้ออื่น  น่าจะเป็น ศีล สมาธิ ปัญญาค่ะ

ขอบคุณมากครับ ได้ผลครับ

สวัสดีค่ะ

คุณยายดิฉันป่วยมาก ดิฉันดูแลท่านอยู่ และทุกข์ใจมากค่ะ พยายามทำใจและนั่งสมาธิแผ่บุญให้ท่านอยู่ บังเอิญพบบันทึกของคุณsasinanda

มาอ่านดู ก็ช่วยได้บ้าง ขอบคุณค่ะ

นิด ไม่มีรูป

สวัสดีค่ะ

 การที่ญาติผู้ใหญ่ของเราเจ็บป่วย ก็นับเป็นความทุกข์ ความกังวลอย่างมากของลูกหลานที่มีคุณธรรมความกตัญญูรู้คุณค่ะ

แต่ก็ต้องพยายามทำใจให้คิดว่า เกิด แก่ เจ็บ เป็นของธรรมดาไม่มีใครหลีกหนีได้สักคน

 แม้จะรู้อย่างนี้ ก็ยังเป็นสิ่งที่คนกลัว ที่กลัวมากที่สุด คือกลัวตาย

เคยอ่านคำสอนของท่านพุทธทาส ท่านสอนว่า ถ้าคนเราไม่กลัวตาย ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว

 สิ่งที่ คนเรา จะไม่กลัวตายได้ คือ ต้อง มีจิตว่าง และห็นว่า ความตาย เป็นเรื่องของสัจธรรม ชีวิตเป็นเพียงกระแสของธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่ไหลเรื่อยไป จนกว่าจะหมดเหตุและปัจจัย

ลองไปหาคาสอนของท่านอ่านดูค่ะ   จะทำให้คุณนิด เห็นสัจธรรม และพอคลายจากความทุกข์ใจไปได้มากค่ะ

 ขอบคุณที่แวะเข้ามาค่ะ

สวัสดีครับ

ผมว่าคนเรา รักคนโน้น คนนี้มากมาย แต่มักลืมคนที่สำคัญที่สุดไป คุณsasinanda ว่า ใครครับ

สวัสดีครับ. พี่ศศินันท์  (ขออนุญาตเรียกเช่นนี้นะครับ)

เราควรพยายามต้องค้นพบตัวเอง  จะพบหรือเปล่า ไม่เป็นไร  แต่อย่างน้อยเราก็มีจุดมุ่งหมาย  มีแผนที่ชีวิต  มีอิสระในการเลือกทางเดินชีวิตของเราตามควรต่อไปในภายภาคหน้า

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับทัศนะข้างต้น,  มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อจำนนต่อความพ่ายแพ้  ซึ่งหมายถึงตัวเราต้องกล้าพอที่จะ "พยายามค้นหาตัวเอง" ..  ส่วนลงมือแล้วจะพบหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง .. เฉกเช่นกับชีวิตจำต้องมีความฝันเสียบ้าง   หากไม่มีความฝัน  ชีวิตก็ย่อมไม่ต่างอะไรกับเรือที่ปราศจาก "หางเสือ"

บางครั้ง,  หลายคนไม่กล้าที่จะค้นหาตัวตนของตนเอง  หรือแม้แต่การกล้าที่จะค้นหาความฝัน หรือแม้แต่การก้าวเดินด้วยวิธีของตนเอง  เพราะไม่กล้าพอที่จะรับรู้และรับความเป็นจริงของสิ่งนั้น ,  ซึ่งบางทีเรา หรือเขาอาจคิดเอาเอง (ล่วงหน้า)  หรือพยากรณ์เองว่า "คำตอบ"  ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว  จึงไม่ปรารถนาที่จะรับรู้และพบเจอในสิ่งนั้น ๆ ..  และนั่นก็คือความขลาดกลัวที่จะยอมรับ ..

...

แต่บางที ขณะนี้ เราเลือกทางเดินชีวิตบางอย่างของเราไม่ได้  เป็นเพราะกรรมที่เราได้ทำไว้เองมาบีบบังคับเรา

กรณีเช่นนี้  ผมมองว่า  คงมิใช่การจำยอมโดยดุษฎี  แต่เราต้องลงมือทำเสียก่อน  ทำอย่างเต็มที่, และเต็มกำลัง   แต่มิใช่กลัวที่จะ "ลงมือทำ" .. กลัวที่จะ "เริ่มต้น"  ...

ผมมั่นใจเหลือเกินว่า  คงไม่มีชีวิตใดเติบโตได้โดยปราศจากการลงมือทำ และการลงมือทำนั่นเอง คือ  การเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การเติบโตของชีวิตและจิตใจ

 

ขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรที่จะสูญเสียศรัทธาต่อ "ปาฏิหาริย์" ..  และต้องเชื่อและศรัทธาต่อกระบวนการของการมีชีวิตอยู่ ...  หากตระหนักได้ในสองประการนั้น  ผมเชื่อว่าการลงมือทำสิ่งใดก็ตามจะทำให้เราไม่รู้สึกแห้งแล้งจนเกินไป ...

ผมเป็นคนที่เหนื่อยง่าย, อ่อนไหวและขี้บ่น   แต่ผมก็เชื่ออยู่ตลอดเวลาว่า "ชีวิตย่อมวิวัฒน์"  ไปสู่จุดที่ดีกว่าเสมอ   เพียงเราฝ่าข้ามลมร้อนไปได้, ฤดูฝนอันฉ่ำเย็นก็อยู่ไม่ไกล .. ดังนั้น  การพานพบกับอุปสรรคอย่างไม่รู้จบ  ผมจึงไม่รู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตและการงาน

 

ธรรมชาติมีความสมดุลเสมอ.. มีร้อน มีหนาว, มีฝน.. ทุกอย่างมีฤดูกาล,  จิตใจก็มีฤดูกาล   ,  ร้อน, เย็น, อ่อนไหวและแข็งกร้าวไปตามจังหวะ   หากแต่เป็นจังหวะที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเราเอง ...ควบคุมง่ายกว่าการควบคุมฤดูกาลแห่งธรรมชาติเลยด้วยซ้ำไป, 

...

ขอบพระคุณครับ

....

 

สวัสดีค่ะ

 

ปเสน
ไม่มีรูป

 

ค่ะ คนนั้นคือตัวเราเองค่ะ

 ดิฉันเคยอ่านพบในพระธรรมบทหนึ่งว่า

"ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก พึงรักษาตนไว้ให้ดี "

 เมื่อคราวมา ก็มาคนเดียว เมื่อคราวไป ก็ไปคนเดียว สิ่งที่จะติดตัวไปคือบาปหรือบุญ

แม้เมื่อมีชีวิตอยู่ เวลาเจ็ยป่วย ก็เจ็บป่วยเอง ตัวเองต้องร่วมทุกข์สุขไปกับตัวเองเท่านั้น

 ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ ก็จะถอนความผูกพันไปได้ ไม่มากก็น้อยค่ะ

สวัสดีครับ ได้เข้ามาอ่านแล้ว  ตัวเองก็เห็นว่า บาปกรรมมีจริง

คนที่มีความสุข ความเจริญก็เพราะทำกรรมดีมามาก แต่ถ้า ชาตินี้ ไม่สำนึก ก่อกรรมไม่ดี ก็จะส่งผลในชาติหน้าหรือชาตินี้เลยครับ

สวัสดีครับ

................

ขอชื่นชมยินดีด้วยที่สามารถฝึกปฏิบัติธรรมจนพบความสุขสงบเย็นได้  ซึ่งทำได้ค่อนข้างยากในสังคมปัจจุบัน ครับ

ผมเองเคยฝึกมาบ้างแต่ทำไม่ค่อยต่อเนื่องจึงไม่ค่อย
ได้เห็นผลนัก  ที่เล่ามาอ่านแล้วเข้าใจดี  ว่าธรรมะนั้น
เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน  บอกกล่าวให้รู้ซึ้งเหมือนตนเองได้ลิ้มลองไม่ได้  คนเคยผ่านการปฏิบัติสัมผัสมาย่อมรับทราบได้

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมเยือนและนำสิ่งดีๆมาบอกกล่าวเผยแพร่ ครับผม

แผ่นดิน P

สวัสดีค่ะ

 

 

 เชิญเรียกชื่อจริงเลยค่ะอยากให้เรียกตั้งนานแล้วด้วยซ้ำค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาต่อยอดความคิดอีกนิดค่ะ

 

 คิดอยู่แล้ว ว่า ประโยคนี้ คุณพนัส ต้องขมวดคิ้วแน่ๆ ขณะนี้ เราเลือกทางเดินชีวิตบางอย่างของเราไม่ได้  เป็นเพราะกรรมที่เราได้ทำไว้เองมาบีบบังคับเรา เรื่องของชีวิต บางทีดูง่ายๆเปิดเผย บางทีดูลึกลับ เพราะเหตุการณ์บางอย่างเกิด ตามที่เราอยากให้เกิด แต่บางอย่าง เราไม่อยากให้เกิด ก็เกิด 

ผลทุกอย่าง เกิดแต่เหตุค่ะ ถ้าเรารู้เหตุผล ก็เป็นเรื่องเปิดเผย ถ้า เราไม่รู้เหตุผล ก็เป็นเรื่องคาดเดายาก เช่น วันนี้คุยกับเพื่อนดีๆ พรุ่งนี้เพื่อนหัวใจวายเสียแล้ว  

 คนเรา ไม่รู้วันพรุ่งนี้จริงๆหรอกค่ะ รู้แต่เฉพาะปัจจุบัน
 ตัวอย่างที่เกิดกับตัวเองนะคะ  มีหลายครั้งที่เส้นทางชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก  ทั้งถูกใจและไม่ถูกใจตัวเอง ที่ยกตัวอย่างนี้ ถูกใจค่ะ
ครั้งแรกทำงานที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง มานาน ทุกอย่างดีหมดจริงๆ มีความสุขมาก ไม่ชอบอยู่อย่างเดียว คือความอืดอาดยืดยาด เสนออะไรไป ก็ติดโน่นนี่ ขั้นตอนมาก และมีการเมืองข้างในด้วย 

อยากทำอะไรของตัวเอง ที่เรามีอำนาจตัดสินใจเต็มที่ ในที่สุด เปิดบริษัท ส่งออกสินค้า ทำเฉพาะกลางคืนและเสาร์ อาทิตย์  ไม่ได้ใช้เวลางานเลย

กิจการก้าวหน้าดี แต่งานประจำไม่เสีย

 

 ต่อมา อยากเปิดโงงานอุตสาหกรรม เลยขอลาออก ส่งใบลาล่วงหน้า 3 เดือน ทุกคนทักท้วง แต่เราคิดว่า อยากลองของใหม่ ไฟในตัวกำลังลุกโชน สรุปว่า ก็ก้าวหน้าดี 

ทีนี้ คนที่ทำอาชีพผิดศีล  จริงๆบางคนเขาก็ไม่อยากทำนะคะ แต่ไม่มีทางเลือก แต่บางคน ก็เต็มใจ 

ความคิดของเขา ก็เห็นดี เห็นงามไปด้วยแล้ว ใครพูดก็ไม่ฟัง ทั้งๆที่จะไม่ทำก็ได้

 

 เรื่องนี้ มีที่มาที่ไปค่ะ นั่นคือ เรื่องของกรรมเก่านั่นเอง กรรมเก่าที่ทำไว้ ไม่ดี เป็นแรงขับให้พบแต่สิ่งไม่ดีแต่ถ้าเราพยายามทำดีให้มากที่สุด ณ ปัจจุบันเรื่อยๆมา เราก็จะมีแรงขับที่ดี ที่จะไปโต้กับแรงขับไม่ดีจากกรรมเก่าของเราได้ค่ะ 
 มีคติทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า "บาปกรรมที่บุคคลใด ได้ทำไว้แล้ว บุคคลนั้น ย่อมละได้ ด้วยกุศล" อยากให้คุณพนัส ศึกษาเรื่องนี้ค่ะ บุญบาปเป็นเรื่องจริงที่สุดค่ะ

คุณพนัสเอง เป็นผู้ที่ทำกรรมดีอยู่เสมอ ความดีจึงส่งผลให้ได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ลองดูตัวอย่างอื่นๆ บ้างซีคะ แล้วจะพิศวง ว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น

 

 ขอบคุณที่แวะเข้ามา จะมาคุยต่อยอดอีกก็ได้นะคะ เรื่องธรรมะ คุยไม่จบหรอกค่ะ 
ไม่มีรูป
ชายชาญ
สวัสดีค่ะ
คุณชายชาญบอกว่า
คนที่มีความสุข ความเจริญก็เพราะทำกรรมดีมามาก แต่ถ้า ชาตินี้ ไม่สำนึก ก่อกรรมไม่ดี ก็จะส่งผลในชาติหน้าหรือชาตินี้เลยครับ
ค่ะ คนที่กำลังมีความสุข หรือกำลังได้ดี เพราะ กรรมดี  กำลังส่งผล  ผลดีจะเกิดแต่เหตุดีเท่านั้นค่ะ  แม้เราเองอาจจะไม่สามารถ หยั่งรู้ว่า  เราได้ทำเหตุดีใดไว้ ก็ให้แน่ใจว่า มาจากการทำดีแน่นอนค่ะ
P

 
สวัสดีค่ะ
คุณ augustman   บอกว่า ผมเองเคยฝึกมาบ้างแต่ทำไม่ค่อยต่อเนื่องจึงไม่ค่อย
ได้เห็นผลนัก 
 ที่เล่ามาอ่านแล้วเข้าใจดี  ว่าธรรมะนั้น
เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน  บอกกล่าวให้รู้ซึ้งเหมือนตนเองได้ลิ้มลองไม่ได้  คนเคยผ่านการปฏิบัติสัมผัสมาย่อมรับทราบได้

ค่ะ การปฏิบัติธรรม หรือการทำภาวนานั้น     เป็นเรื่องที่ทำได้เฉพาะตน  คนอื่นทำแทนไม่ได้

 แต่แนะนำได้ และนำประสบการณ์จริง ของตนมาเล่าได้ เช่น แนะนำว่า   การศึกษาให้รู้จักกระบวนการของจิตใจตนเอง  เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ 

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเคยมีความทุกข์ เรื่องคุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจ อยู่ 2-3 ครั้ง ดิฉัน พยายามเจริญสติ และภาวนา เผื่อบุญกุศล จะช่วยได้บ้าง

ตอนนี้ คุณแม่หายแล้ว พักฟื้นที่บ้านค่ะ และดิฉันให้คุณแม่นั่งสมาธิด้วยค่ะ ท่านก็ทำตาม ดูท่านแจ่มใสแข็งแรงขึ้นมากค่ะ

เล่าให้ฟังว่า การเจริญสติและทำภาวนานั้น ดีจริงๆค่ะ

ไม่มีรูป
ดวงแก้ว

 

สวัสดีค่ะ

การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน กิน แม้ขณะทำงาน  เราจะรู้สึกเบิกบานได้ทุกเวลาค่ะ

ถ้าคุณแม่ท่านทำเป็นประจำ จะรู้สึกสดชื่น  จิตใจ สงบร่างกายก็จะแข็งแรงด้วยค่ะ

สวัสดีค่ะพี่sasinanda

  • เห็นด้วยกับหัวข้อนี้มาก ๆ ค่ะ 
  • ราณีต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้เข้าเลยช่วงนี้เนื่องมาจากหลาย ๆ สาเหตุค่ะ
  • ราณีทำบุญตักบาตรหน้าบ้านตั้งแต่เล็ก ๆ ค่ะ เพราะพ่อแม่ทำให้เห็นค่ะ เราเลยได้ทำบุญทำทานบ่อย ๆ ค่ะ  แต่ไม่เคยไปนั่งสมาธิที่ไหน นอกจากสวดมนต์อยู่กับบ้านค่ะ 
  • บางครั้งถึงแม้นว่าเราจะขาดสติไปชั่วครู่  แต่ราณีจะกลับมาคิด อย่างน้อยเราก็มีความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี อยู่ในตัวค่ะ  กิเลสมีทุกคน แต่จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจิตสำนึกด้วยค่ะ
  • ขอบคุณที่นำบันทึกดี ๆ มาเปิดใจทุก ๆ คนค่ะ แสงสว่างสำหรับบันทึกนี้ อย่างน้อยก็เป็นเครื่องนำทางในสิ่งที่ดี ๆ ให้ราณีได้ค่ะ

สวัสดีคะคุณพี่ sasinanda

เป็นบันทึกแรกของวันนี้ที่เข้ามา รู้สึกได้ถึงความเบา ของสมอง และ จิต หลังจากคิดอะไรมาทั้งวัน 

ช่วงนี้น้องสติมากเลยคะ ฝึกบอกตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร คิดอะไร ให้ รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง   เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งหรือเปล่าคะ

สวัสดีค่ะ

P

คุณราณีคะ

คิดถึงจริงๆเลย ไปเยี่ยมที่หน้าบ้าน ไม่มีใครอยู่ ได้แต่ฝากรอยเอาไว้

เรื่องการขาดสติชั่วครั้ง ชั่วคราว   มีกันทุกคนค่ะ   แต่ก็จะกลับมาตั้งสติกันได้ใหม่ทุกคนเลย

คงต้องเป็นอย่างนี้ไปกันอีกหลายตั้งค่ะ เพราะ เราก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนกันอยู่นะคะ

พี่เองตอนเช้าและเย็นค่ำ เป็นช่วงการทำจิตใจให้สงบ ภาวนาสมาธิไป  กับการเดินอยู่คนเดียว  ตรึกพิจารณา ถึงสิ่งที่ล่วงมาเมื่อวาน ว่ายังมีอะไรต้องปรับปรุงบ้าง จะพัฒนากายวาจาใจ  ตรงไหนได้บ้าง  พร้อมๆกับการฝึกทำใจหยุดใจนิ่ง ใจใสๆ ไปอย่างนี้ เป็นกิจวัตรค่ะ 

 ส่วนเวลาก่อนนอน  เป็นเวลานั่งทำสมาธิค่ะ  ฝึกให้เกิดความว่างและให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง    ให้จิตรวม อยู่ที่ฐานที่ตั้ง  และแผ่เมตตาค่ะ

                ดีใจมากที่คุณราณีมาเยี่ยมค่ะ เดี๋ยวจะไปที่บล็อกมั่งนะคะ
ไม่มีรูป
ก้ามปู
สวัสดีค่ะ
น้องบอกว่าฝึกบอกตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร คิดอะไร ให้ รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง   เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งหรือเปล่าคะ
ค่ะ เป็นการเจริญสติค่ะ คือการระลึกรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันค่ะ

ขณะเดียวกัน ก็จะเกิดสัมปชัญญะขึ้นด้วย คือการรู้ตัวทั่วถึงพร้อม อย่างแจ่มแจ้ง ไม่มัวเมาค่ะ

พอเราถึงตอนนี้ เราจะเกิดปัญญา ฉลาดเรียนรู้เองได้ เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างถูกต้องค่ะต่อไปคือการภาวนา ทำจิตใจให้สงบลึกมากยิ่งๆขึ้นไป  จิตจะสงบ สบาย เย็น จิตมีคุณภาพยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ 

สวัสดีค่ะ

ไม่ทราบคุณศศินันท์เคยทราบไหมว่า มีการทำสมาธิบางแบบ เขานำใจไปไว้นอกตัว

แต่เท่าที่อ่านดูคุณใช้แบบ น้อมใจให้นิ่งอยู่ภายในตัวนะคะ

สวัสดีค่ะ

คุณวิมลถามเรื่องการเอาใจไปไว้นอกตัว ของการนั่งสมาธิ

จริงๆแล้ว เป็นวิธีที่ง่าย เพราะคนเรามีนิสัย ชอบมองนอกตัวอยู่แล้ว  แต่จะมีข้อเสียคือ จะเกิด ภาพนิมิตรลวงตาขึ้นได้

การนั่งสมาธิที่วางใจไว้ในตัว จะทำให้ใจสงบหยุดนิ่ง มีความเย็นกาย เย็นใจเกิดขึ้น มีสติ ปัญญาเกิดขึ้น มีความรู้รอบเกิดขึ้น มีความรู้สึกปล่อยวางมากขึ้นค่ะ

สวัสดีค่ะคุณ sasinanda

  • ชอบการปฏิบัติแบบนี้มากค่ะแต่ยังทำได้ไม่ดีพอค่ะ
  • จะพยายามต่อไปค่ะ
  • เป็นของขวัญแห่งกัลยาณมิตรที่ดีมากค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ

ยินดีมากที่คุณ

P


มาเยี่ยมค่ะ
ดีใจที่ชอบการปฏิบัติธรรมเหมือนๆกันนะคะแล้วเรามาแลกเปลี่ยน ข้อคิดธรรมะซึ่งกันและกันต่อไปนะคะ 

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเป็นคนหวั่นไหว เวลามีคนมานินทาว่าร้าย พยายามวางอุเบกขา ไม่โกรธเขา ก็ยากค่ะ ถ้าเป็นคุณศศินันท์ จะทำอย่างไรคะ

ดวงใจ

สวัสดีค่ะ

    เรื่องการนินทาเป็นเรื่องปกติสำหรับปุถุชนค่ะ

ดิฉันเคย ปฏิบัติอย่างนี้ค่ะ สำหรับตัวเอง

 

    1.เมื่อทราบว่ามีคนนินทาเรา ให้ทำใจสงบก่อน จะภาวนาพุทโธ หรือทำใจนิ่งๆสักพักใหญ่ๆก็ได้

 

     2.พอจิตสงบจะรู้สึกเย็นขึ้น จิตจะฉลาดขึ้น เข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องหรือปัญหาได้

 

      3.เมื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น จะเข้าใจที่คนอื่นมานินทาเรา บางทีอาจจะเป็นเพราะเราไม่ดีเอง หรือคนอื่นอาจเข้าใจผิด และไปพุดต่อๆกันไป เมื่อเข้าหูเรา  ทำให้เราไม่สบายใจและเดือดร้อน

 

       4. เปิดใจให้กว้าง ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เกิดตามเหตุและปัจจัย

 

        5.ถ้าเราทำหรือพุดไม่ดีไป ก็ต้องแก้ไขใหม่ แต่ถ้าเป็นความเข้าใจผิด ก็หาโอกาส ชี้แจงอธิบายอย่างใจเย็นๆ ให้มีเหตุผลตามความเป็นจริง

 

         6.ถ้าหาทางแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องคิดว่า เราทำได้ดีที่สุดได้แค่นี้ ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ผลที่ออกมาอาจไม่ถูกใจบางคน จนเป็นเหตุให้ถูกนินทา ก็คงต้องทำใจ

 

          7.พยายามรักษาจิตให้สะอาด ผ่องใส โดยการนั่งสมาธิอยู่เสมอ จะคิดอะไรให้คิดด้วยปัญญา คิดให้เกิดความถูกต้อง คิดให้ตัวเองและผู้อื่นมีความสุขค่ะ

         ลองดูนะคะ ดิฉันเคยปฏิบัติได้ผลมาแล้วค่ะ 
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี