มนุษย์เรา มีกิเลส ก็จริง แต่เราก็มีธรรมชาติของพุทธะ อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน เราต้องให้โอกาส ธาตุรู้หรือพุทธะ ในตัวเราซึ่งเป็นของจริงแท้ๆของเรา ได้เติบโตงอกงาม ช่วยให้เราได้เข้าถึงธรรม ช่วยเติมความเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตของเราต่อไป นั่นเอง

กิเลสคนเรามาเร็วแบบสายฟ้าแลบ   ต้องตั้งสติยับยั้งให้ดี  ไม่งั้น ไม่ทันการแน่

      ช่วงก่อนหน้าที่จะเขียนบันทึก เป็นช่วงที่ดิฉัน มีความสุข สดชื่น ปลื้มใจ แบบโลกๆ  รู้สึกว่า วันคืนมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน และความรู้สึกสุขใจนี้ ก็หล่อเลี้ยงใจอยู่หลายวัน  จนต้องดึงใจตัวเองกลับ  เพราะรู้สึกว่า ออกจะเกินความพอดี   ไปเสียแล้ว ผิดธรรมชาติของตัวเอง    ที่มักจะเป็นคนค่อนข้างจะอยู่ในแนวทางมัชฌิมนิยม

 

    ดิฉัน เชื่อมั่น และได้พยายาม ปฏิบัติตนอยู่ในทางสายกลางนี้  มานาน 30 กว่าปี  ใกล้ชิดวัดมาตลอด แต่ต่อให้พยายามฝึกใจอย่างไร  ก็ยังมักจะขาดสติ  ขาดการรู้ตัวไปเสมอๆ  แต่ก็ยังดีที่ ยังรู้จักหยุดคิด และตามรู้ความรู้สึกของตัวเองได้  ในเวลาต่อมาไม่นาน  ตัวรู้ยังทำงานอยู่   รู้เท่าทันสภาวะจรไปจรมาของความรู้สึกนึกคิด

 

     สาเหตุที่เข้าวัดได้เองตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี    ก็เนื่องจาก ที่บ้านมีหนังสือพระพุทธศาสนาดีๆหลายเล่ม    คุณแม่ ชอบพาไปทำบุญเข้าวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร แถวราชประสงค์  ตั้งแต่เด็กๆ ทางครอบครัวเก็บกระดูกบรรพบุรุษไว้ที่นี่     ชอบไปเดินเล่นเก็บดอกจันทร์กะพ้อหอมๆที่วัดมาร้อยมาลัย  เก็บมาถวายพระพุทธรูปที่บ้าน

 

     และตอนเรียนชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง  ได้รับรางวัลจากโรงเรียน  ในการทำรายงาน หนึ่งเล่ม ประมาณ 50 หน้า ค้นคว้าเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร   ซึ่งตอนนั้น ไปค้นคว้าในห้องสมุดและหอสมุดแห่งชาติ เป็นเวลาหลายวัน    กว่าจะเขียน รายงานจบ และอาจารย์ให้พูดแสดงผลงานบนเวที  ในหอประชุม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีความรักและศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา 

 

     ซึ่งดิฉันก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง  ที่เข้าวัดปฎิบัติธรรม  โดยไม่มีความทุกข์อะไรเลย   ขออ้างอิงบันทึกของ   คุณนายดอกเตอร์   อาจารย์ยุวนุช  ที่กล่าวว่า  คนศึกษาธรรมะไม่จำเป็นต้องเป็นคนเชยๆ ชีวิตนิ่งเงียบ ธรรมะไม่ได้ปฏิเสธความสุข ความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย แต่เป็นการสอนให้มีสติไม่หลงติดอยู่ในสุขหรือในทุกข์ต่างหาก

      เมื่อแรกๆของการฝึกนั่งสมาธิ   เมื่อหลายปีมาแล้ว    ดิฉันหาเวลาไปฝึก 7 วัน เต็ม  จะนั่งสมาธิตามจริตของตัวเอง  โดยขอเล่าประสบการณ์ของตัวเอง  พอเป็นสังเขปดังนี้ค่ะ....

·        นั่งสบายๆ ไม่เกร็ง  ไม่บีบหัวตา  ไม่คิดอะไร ทำใจนิ่งๆ ตามธรรมชาติ   ไม่สร้างนิมิตหรือกำหนดนึกถึงสิ่งใด  แต่ใจเรา ไม่อยู่นิ่ง จะคิดแวบๆๆไปมาเรื่อยๆ    แต่จะไม่ไปดึงให้จิตอยู่นิ่งๆ ต้องปล่อยไปก่อน  เพราะจิตคือสิ่งที่คิดเป็น   รู้สึกเป็น   จิตเป็นสิ่งที่มีอารมณ์  จำได้และเป็นอิสระ   ต้องหาอุบายจับจิตให้ได้  สำหรับดิฉัน  จึงปล่อยให้จิต อยากคิดอะไรให้คิดไป จากนั้น   จิตที่วิ่งไป วิ่งมา  จากเร็ว  กลายเป็นช้าลงๆ  เหมือนน้ำที่ตกตะกอนในตุ่ม  

 

·        จากนั้น  ใจก็เริ่มสงบ  เย็น เหมือน  น้ำไหลนิ่งๆ นั่งอย่างนี้ ไปอีกพักใหญ่   รู้สึกตัวเบาสบายมากๆ   เหมือนตัวหายไป เหมือนตัวลอยๆเบาๆ    จิตกำลังเข้าสู่การพักผ่อนอย่างแท้จริง  ใช้เวลานั่งนิ่งๆอย่างนี้ 1 ช.ม. ขึ้นไปค่ะ.ในวันแรก วันต่อมาเพิ่ม เป็น 2 ช.ม.ต่อครั้ง   วันหนึ่งนั่ง 3 ครั้ง  รวมแล้วประมาณ 8 ช.ม./วัน   ไม่รวมเวลาที่ หลวงพ่อสอน

 

·        วันที่ 3 ของการนั่ง ดิฉันได้ประสบการณ์ใหม่ในชีวิต แต่ขอไม่เล่า รายละเอียด เพราะ เป็นเรื่องเฉพาะตัว

      ไม่มีใครทำให้ใครได้   แต่แนะนำได้  ซึ่งทำให้ดิฉันมั่นใจในคำสอนของครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นสายไหน  เปรียบเหมือน นิ้วมือ 5 นิ้ว แต่จะมารวมเป็นข้อมือเดียวกันค่ะ  ถ้านั่งสมาธิอย่างถูกหลักแล้ว ทุกคนจะได้พบแสงสว่างในตัวเหมือนๆกัน   ความสว่างเย็นนี้   เป็นของสากลค่ะ

 

·        นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกค่ะ  ต่อไปก็ต้องประคองใจไว้ให้สงบเย็นอย่างนั้น ไม่ว่า นั่ง ยืน เดิน นอน ให้มีสติ และสมาธิเกิดได้ทุกขณะ  เป็นการฝึกจิตให้สงบ แจ่มใส  เกิดปัญญาขึ้นมา คือความเข้าใจในธรรมชาติ  เวลามองอะไร ก็มองอย่างเป็นกลางๆ ไม่ยึดติด  เข้าใจขึ้นมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาคลายจากความยึดมั่น ถือมั่น ในตัวตน ทำให้ปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่น. ในทางที่ดีขึ้น

 

·        ต่อมา ดิฉันก็มานั่งสมาธิเองที่บ้าน  และสามารถทำได้คล่องยิ่งกว่าเดิม  เหมือนเราได้ค้นพบและแผ้วถางทางเดินของเราไว้แล้ว   และเรารู้ทางเดินของจิตของเรา   ไม่หลงทางค่ะ

 

·        จริงๆแล้ว   ถ้ามีภารกิจมาก บางวันอ่อนเพลียง่วงมาก   ไม่ได้นั่ง  แต่ จิตของเราที่เราฝึกให้เชื่องพอสมควรแล้ว ก็จะไม่วิ่งไปไหนไกล   นอกลู่ นอกทางนักค่ะ   พอเรียกกลับมาได้อีก   แม้จะไม่คล่องเท่าที่ในช่วงที่นั่งสมาธินานๆทุกวันก็ตาม   รู้สึกเหมือนตัวเองพอมีบุญอยู่บ้าง ที่สามารถ ฝึกจิตตัวเองให้เชื่องได้ ในระดับหนึ่ง

 

     การที่เรามีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่  ทำให้เราอยู่ในโลกได้อย่างสบายใจ  เข้าใจในสัจธรรม  ไม่ถูกครอบงำด้วยความคิดฟุ้งซ่าน  ทั้งเรื่องดีใจหรือเสียใจมากเกินไป  เพราะสุขแล้วก็ทุกข์  ได้แล้วก็เสียไป  เสียไปแล้วก็ได้มา วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมดา

มนุษย์เรา มีกิเลส ก็จริง  แต่เราก็มีธรรมชาติของพุทธะ   อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน  เราต้องให้โอกาส  ธาตุรู้หรือพุทธะ  ในตัวเราซึ่งเป็นของจริงแท้ๆของเรา   ได้เติบโตงอกงาม   ช่วยให้เราได้เข้าถึงธรรม    ช่วยเติมความเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตของเราต่อไป  นั่นเอง

เมื่อเข้าถึงตรงนี้แล้ว ทีนี้ใครจะทำอะไร  ใครจะคิดอะไร  ใครจะพูดอะไร ก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว