เมื่อวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมประชุมประเมินผล “โครงการดูแลสุขภาพหญิงเกี่ยวกับการแท้ง” ซึ่งจัดโดยกองอนามัยการเจริญพันธุ์ ร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ณ Cabbages & Condoms Resort เมืองพัทยา ในงานประชุมครั้งนี้ เราได้พบปะพูดคุยกันถึงเรื่องราวข่าวดี ที่พวกเราหมอสูติทั้งหลายเฝ้ารอมาเป็นเวลานาน นั่นก็คือ การมีราชกิจจานุเบกษาลงประกาศข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นอันว่าปัญหาหนักอกคาใจของใครต่อใครสามารถคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง ผมต้องขอย้ำว่า นี่เป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ตราบเท่าที่ทัศนคติหรือมุมมองของแพทย์ต่อผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ประสบปัญหาและต้องการยุติการตั้งครรภ์อันสืบเนื่องมาจากปัญหาใดๆก็ตาม ยังไม่เปลี่ยนแปลง ข้อบังคับแพทยสภาก็คงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะช่วยป้องกันการแท้งที่ไม่ปลอดภัยได้เลย
มาถึงตรงนี้ ทำให้ผมมองย้อนตามตัวเองกลับไปครั้งที่ยังเพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้ฝึกอบรม เพื่อที่จะเป็นสูตินรีแพทย์ บริบทของการเป็นลูกศิษย์ในช่วงเวลานั้น เราพยายามที่จะเก็บเกี่ยวความรู้จากการอ่าน การปฏิบัติ และพยายามเดินตามรอยของครูแพทย์ผู้ที่เราเคารพนับถือ และอยากจะให้ท่านเป็นแม่พิมพ์ของตัวเรา ผมจำได้ว่าในครั้งนั้น ผมหรืออาจจะรวมถึงใครอีกหลายๆคนคงจะได้รับการสอนสั่งว่า การทำแท้งเป็นบาป เราสามารถทำได้เพียงสองกรณีตามกฎหมาย กับอีกหนึ่งกรณีตามเวชปฏิบัติปกติของสูติแพทย์ทั่วไป คือกรณีทารกในครรภ์มีความผิดปกติอย่างรุนแรง (อย่าเพิ่งสงสัยว่ารุนแรงนั้นเอาแค่ไหน เพราะแต่ละคนคงให้นิยามต่างกัน) นอกเหนือจากนี้ ให้พึงหลีกเลี่ยง
ตอนนั้นก็เกิดความสงสัยว่า ถ้าเราไม่ทำให้ เขาก็คงไปทำแท้งที่อื่นอยู่ดี ทำไมไม่ทำไปเลยล่ะ เพราะเราเป็นสูติแพทย์นี่ ยังไงก็ทำได้เก่งกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ใครจะไปรู้จักมดลูกได้ดีกว่าเราอีก คำตอบในตอนนั้นสร้างความประจักษ์ว่า สูติแพทย์ก็ไม่ใช่ผู้ตัดสินให้ใครต่อใคร ว่าควรท้องต่อหรือแท้งดี การที่มีการตั้งครรภ์มันก็มีสาเหตุของมัน เขาไม่ป้องกันตัวเขาเอง เขาก็ควรจะได้รับสิ่งที่เขากระทำลงไป หากเราไปช่วยเขาซะทุกครั้ง มันก็จะไม่มีที่สิ้นสุดหรอก การที่เราส่งไปให้แพทย์คนอื่นช่วยทำแท้งให้ มันก็คือการจ้างคนอื่นหรือยืมมือคนอื่นทำ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการทำแท้งเองหรอก หน้าที่ของเราคือ หากมีภาวะแทรกซ้อนเข้ามาก็รักษาไปตามหน้าที่ที่สูติแพทย์ที่ดีพึงกระทำ เป็นอันว่า เราถูกสอนให้วางเฉยเสีย (อุเบกขา ที่ขาด เมตตาและกรุณา)
หลายคนคงนึกเห็นภาพบรรยากาศภายในห้องตรวจฝากครรภ์หรือห้องตรวจนรีเวช ที่แพทย์ถูกร้องขอให้ยุติการตั้งครรภ์ในกรณีที่เขาไม่พร้อมจะมีลูกในตอนนี้ แพทย์บางคนพูดจาส่อเสียด ผู้รับบริการบางคนอาจจะโดนดุด่าว่ากล่าว ผู้หญิงหลายคนเดินออกไปทั้งน้ำตาที่ไม่ได้เกิดจากความเจ็บปวดทางกาย แพทย์บางคนลงโทษผู้หญิงที่เคยทำแท้งมาด้วยวิธีต่างๆกัน (ย้ำว่า แค่เคยทำแท้ง) เช่น การเขียนบันทึกในสมุดฝากครรภ์ว่า “เคยทำแท้ง”“ทำแท้งเถื่อน”“criminal abortion” ราวกับเป็นกิตติกรรมประกาศให้สตรีตั้งครรภ์ผู้นั้นติดตัวไปเลย หรือลองหลับตานึกภาพบรรยากาศในห้องฉุกเฉิน ที่มีการรับปรึกษาให้มาดูผู้ป่วยที่ไปทำแท้งเถื่อนมา แล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน การพูดจาของแพทย์ก็ไม่หวานหู การซักประวัติก็ดูราวกับเปาบุ้นจิ้นแห่งศาลไคฟง การพูดจาทำนองเสียดสี เช่น “ไหนว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ไง ท้องกับพระพายหรือ” เป็นต้น การขูดมดลูกอาจจะใช้ยาระงับปวดน้อยๆ เพื่อให้เกิดความหลาบจำ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราได้เคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้วทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย
ผมเป็นครูแพทย์ครับ เวชปฏิบัติเรื่องการดูแลหญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ของผมก็ไม่ต่างไปจากในช่วงฝึกอบรม ต่างไปก็คือต้องสอน ดูแลอบรมลูกศิษย์เพิ่มขึ้นมาเป็นหนึ่งในงานหลัก จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ผมได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ “การดูแลสุขภาพหญิงเกี่ยวกับการแท้งบุตร” ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการทำแท้งกับอาจารย์แพทย์ผู้อาวุโสหลายท่าน รวมถึงอาจารย์ท่านอื่นๆที่ไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นนักกฎหมายบ้าง นักวิจัยบ้าง รวมถึงคนในองค์กรอิสระหลายต่อหลายคน มันเหมือนกบได้ออกนอกกะลา ได้ลองเปลี่ยนมุมมอง ลองใช้สติปัญญา นำอุเบกขาที่พ่วงเมตตาและกรุณามาด้วย จึงได้เริ่มคิดว่า คนที่จะไปขอให้หมอทำแท้งนั้น เขาคิดอย่างไรบ้าง เขารู้สึกอย่างไร ผู้ชายของเขารู้สึกอย่างไร ใครเจ็บปวดหัวใจ และใครเจ็บปวดร่างกาย
เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงขึ้นแล้ว ใครต้องร่วมรับผิดชอบบ้าง หลายคนเริ่มคิดคำตอบว่า “กรรม ย่อมเป็นผลมาจากการกระทำนั่นเอง” ไม่ว่ากันครับ แต่ช่วงหลังๆ ผมกลับคิดว่า เราเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องร่วมรับผิดชอบ เราไม่ดูแลผู้หญิงของเรา (อย่าลืมว่าเราเป็นสูตินรีแพทย์นะครับ) เราไม่ได้ปกป้องเขาจากการไปทำแท้งเถื่อน ทั้งๆที่เรารู้ดีว่ามันก่อให้เกิดปัญหาได้สูงมาก แล้วใครเป็นคนที่เหนื่อยต่อ ก็ต้องตอบว่าเราอีกนั่นแหละ รู้กันดีว่า การรักษาภาวะแท้งติดเชื้อมันเหนื่อยกว่าชัดๆ
ผมเริ่มมองคนที่มีปัญหาจากการตั้งครรภ์อย่างเห็นใจและเข้าใจมากกว่าสะใจ จริงอยู่ ผมเองก็ไม่ทำแท้ง ไม่อยากทำแท้ง แต่ผมก็เริ่มหาคนที่เขาเต็มใจและสามารถทำแทนได้ ผมสามารถคุยกับหญิงที่มาขอยุติการตั้งครรภ์ได้นานขึ้น แนะนำให้เขาทราบว่า ทางเลือกของเขามีอะไรบ้าง การตั้งครรภ์ของเขาจะจบลงด้วยการแท้งหรือมีลูกต่อไปก็ตาม แต่หากเขาเดินออกจากห้องตรวจของผมด้วยรอยยิ้มแล้ว นั่นหมายความว่า อุเบกขาที่มีเมตตาและกรุณาเป็นส่วนประกอบ ได้ช่วยทำให้ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการพึงพอใจ
ในบริบทของการเป็นครูแพทย์ขณะนี้ คือการสอน สอนให้พวกเขามองผู้รับบริการอย่างเห็นใจและเข้าใจ การเรียนในชั่วโมงจริยธรรมทางการแพทย์เรื่องการทำแท้ง จะเห็นว่านักเรียนของเรายังมีความเกรงใจครู ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะกลัวว่าครูจะเพ่งเล็งคนที่เห็นด้วยกับการทำแท้ง บทสรุปจากการเข้าเรียน (เรียกว่าเสวนาดีกว่า) ออกมาว่า เราจะไม่ทำแท้งในกรณี......เหมือนเดิมทุกอย่าง จากนั้นมาก็เริ่มใหม่ คราวนี้ลองให้เขาพยายามมองเข้าหาตัวเองว่า หากหญิงคนนั้นเป็นคนรู้จัก เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง เป็นลูกหลาน หรือแม้กระทั่งเกิดขึ้นกับตัวเอง จะเปลี่ยนความคิดหรือไม่ ลองตั้งใจฟังดูสิครับ จะพบว่าคำตอบมันหลากหลายดี มีกระทั่งที่ว่า อย่างไรก็ไม่ทำแท้งให้ หรือทำให้โดยมีไม่มีเงื่อนไข หรือแม้กระทั่งจะมาขอให้อาจารย์ช่วยทำให้ นักเรียนแพทย์บางคนก็บอกว่า อย่างไรเสียก็มีกฎว่าด้วย double standard อยู่เสมอ นั่นก็เป็นอีกข้อคิดหนึ่งที่ได้มาจากการเรียนแบบเสวนาประสาครู-ศิษย์
ทุกวันนี้ความเปลี่ยนแปลงเริ่มมีให้เห็น ลูกศิษย์ (ทั้งนักเรียนแพทย์ แพทย์ใช้ทุน และแพทย์ประจำบ้าน) เริ่มมีทัศนคติต่อผู้ป่วยที่แท้งมาหรือต้องการยุติการตั้งครรภ์ในทางที่ดีขึ้น เริ่มไม่เห็นการเขียนประวัติทำแท้งเถื่อนลงไปในใบฝากครรภ์ เขาจะบันทึกลงไปว่าแท้งหรือต้องขูดมดลูกแทนคำว่า criminal abortion เขามองเพื่อนร่วมงานหรือแพทย์รุ่นพี่ที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ในทางที่ดีขึ้น เขารู้ว่า ถ้าไม่มีผู้ให้บริการเหล่านั้น เราจะเหนื่อยจากการที่ต้องดูแลภาวะแทรกซ้อนของการทำแท้งอีกมาก
คนไทยมักจะบอกว่า อายุ 25 ปี เป็นวัยเบญจเพส มักจะมีเรื่องราวร้ายๆเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือมีความหักเหของชีวิตในช่วงนี้ แต่ในวิชาชีพสูตินรีแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทำแท้ง เบญจเพสของผมอยู่ที่อายุ 30 ปีครับ ก่อน 30 คือความเกลียดและต้องชดใช้ หลัง 30 คือเห็นใจ และร่วมกันแก้ไข สิ่งที่แพทย์พึงกระทำคือการมองปัญหาอย่างองค์รวม และช่วยเหลือผู้ป่วย ไม่ใช่ซ้ำเติม
มุมมองแบบรอบด้านนี้เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่กับทุกๆเรื่องเลยนะคะ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทำแท้ง เพราะเรื่องไหนๆ ถ้าไม่เกิดกับตัวเราเอง เราก็มักจะตัดสินด้วยมุมมองมุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น ไปตาสว่างเอาก็เมื่อเกิดกับตัวเอง กับคนที่เรารัก คนที่เรารู้จัก
คนที่เป็นครู อาจารย์หรือคนที่มีคนเคารพนับถือ ยิ่งควรจะเป็นคนมองรอบด้าน รับฟังต่างมุมและยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น ขอบคุณอ.หมอแป๊ะที่ยกกรณีนี้มาเป็นตัวอย่างค่ะ
ตอนแรกก็กลัวเหมือนกันครับที่จะเขียนบทความนี้ลงตีพิมพ์ในสูตินรีแพทย์สัมพันธ์ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอ่อนไหวมากทางสังคม
แต่ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีคนโทรศัพท์มาหา แสดงความชื่นชมด้วย
เมื่อครั้งที่ไปประชุมเรื่อง violence against women ที่ปากช่อง ได้พบคุณหมอจากโรงพยาบาลตำราจเข้ามาทักทาย ว่าได้อ่านบทความของผม นึกว่าเป็นอาจารย์หมอแก่ๆเขียนมา เจอตัวจริงเลยแปลกใจ
เรื่องนี้ดูอ่อนลงมากในภาควิชาของผม เราสามารถนำเรื่องเหล่านี้มาปรึกษาหาทางออกร่วมกันได้บ่อยขึ้น
ผมเองก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องนี้กับอาจารย์ของหมาวิทยาลัยอื่นด้วย เขาก็ยังสนใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ม.อ.ด้วย หลายท่านบอกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากๆ
ประโยชน์ต่างๆที่ได้ก็คือ คนไข้ ลูกศิษย์ครับ เขาได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม ลูกศิษย์ได้เข้าใจคนอื่น ได้ฝึกคิดอย่างมีเหตุผล
เรียนอาจารย์
ได้อ่านบทความแล้วรู้สึกประทับใจ
แต่ด้วยความสามารถของภาษา ทำให้ผมไม่แน่ใจว่า
อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่กับการทำแท้ง
ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม ...
ผมเป็นครูคณิตศาสตร์ครับ โรงเรียนมีการเรียนการ
แบบ Project ซึ่งม.4 ซึ้งเปนระดับที่ผมรับผิดชอบ
ภายใต้ theme ความขัดแย้ง ซึ่งผมคิดว่าทักษะการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันมีผลต่อการเกิดความขัดแย้งได้ หากใช้ภาษาได้ไม่ดีพอ
ซึ่งตอนนี้ผมกับนักเรียนมีความสนใจในหัวข้อ
เห็นด้วยหรือไม่กับการทำแท้งเสรี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ถึงปัญหานี้ สาเหตุ ผลกระทบ ฯลฯ
นอกจากนี้นักเรียนยังได้เรียนกระบวนการสืบพันธ์
กฎหมายว่าด้วยการทำแท้ง ศาสนา พระคุณของแม่
การประพฤติและการวางตัวของวัยรุ่นยุค 2007
อยากใคร่ขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่า ดีหรือไม่อย่างไร
ขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
สิทธิศักดิ์
เรียนอาจารย์สิทธิศักดิ์
การให้เด็กได้คิด ได้แย้งกันภายใต้กรอบแนวคิดและเหตุผล ย่อมเป็นผลดีต่อเขาแน่นอนครับ
การได้มีโอกาสถกกันในประเด็นต่างๆ ย่อมทำให้เกิดความคิดกว้างไกล หลายประเด็นก็ไม่เคยมีข้อสรุปว่าผิดหรือถูก อาจารย์คงทราบดี
แต่ประเด็นที่ล่อแหลมเช่นนี้ เราซึ่งเป็นอาจารย์มักจะไม่ได้ความคิดในเบื้องลึกของเด็กเท่าไหร่นัก เพราะเขาอาจจะเกรงเรา อาจจะกลัวเราคิดว่าเป็นเด็กไม่ดีที่เห็นด้วยกับการทำแท้ง อาจารย์ต้องใช้ความสามารถสูงทีเดียวครับ ที่จะทำให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็นในทางลบได้ และเราต้องไม่ก้าวล้ำไปตัดสินความคิดเขานะครับ
ประเด็นเรื่องการทำแท้ง อยากจะเรียนว่า ประเทศที่มีการทำแท้งเสรี คือประเทศที่ไม่พัฒนาครับ ฝรั่งเศส สิงคโปร์ เขาเปิดโอกาสให้ประชาชนเขาตัดสินใจทำแท้งด้วยตัวเอง ภายใต้การให้การปรึกษาอย่างดีจากบุคลากรต่างๆ อย่างนี้ไม่เรียกว่าทำแท้งเสรี บ้านเราสิครับ ที่แอบทำกันเกลื่อน สกปรก ติดเชื้อ อย่างนี้ครับที่เรียกว่าทำแท้งเสรี
ส่วนตัวผมเองไม่เห็นด้วยหรอกครับกับการทำแท้ง แต่ผมเห็นใจคนที่ต้องการทำแท้งครับ ผมไม่ทำแท้ง(ถ้าไม่จำเป็น) แต่ผมสามารถแนะนำให้คนไปในที่ที่ปลอดภัยต่อเขาครับ เพราะถ้าไม่แนะนำไป เขาก็ไปทำอยู่ดี น่าสงสารนะครับ ยิ่งหากเป็นลูกศิษย์รักของเรา ต้องมาตายต่อหน้าต่อตา ทั้งๆที่เราสามารถช่วยเขาได้ นั่นแหละครับที่ต้องมาคิดว่า เราปล่อยวางเกินไป
ขอบคุณอาจารย์ที่เข้ามาอ่านครับ ผมเองมีปัญหาพอสมควรเรื่องการสื่อสาร บางครั้งพูดไปตั้งนาน คนยังงงเลยว่า ตกลงผมพูดเรื่องอะไร แต่นี่ก็ถือว่าดีสำหรับผมครับ เพราะการพูดแล้วทำให้คนได้คิดบ้าง โดยไม่ต้องสนใจว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น สนุกจะตาย
กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ
ที่กรุณาตอบข้อคิดเห็นและข้อคำถามของกระผม
ผมจะลองเขียนโครงการต่อ
หากเป็นได้ ใคร่ขอความกรุณาอาจารย์ ช่วยcomment ให้ เพื่อพัฒนานักเรียนใรด้านต่างที่กล่าวมา
ขอบพระคุณอีกครั้ง
สิทธิศักดิ์
You are welcome krub
พอดีได้เข้ามาอ่านบทความของอาจารย์เนื่องจากกำลังหาข้อมูลไปนำเสนอในการประชุมPCTของโรงพยาบาล ไม่รู้จะเสนอยังไงให้เค้ามีความคิดตามเรา เพราะอย่างที่อาจารย์บอกนั่นแหละค่ะ แพทย์และบุคลากรส่วนใหญ่มองด้านเดียว แม้แต่ตัวดิฉันเอง ถ้าไม่เข้าร่วมอบรมก็ยังมองเหมือนเดิม ดิฉันเรียนสาขาการเจริญพันธุ์ ลูกศิษย์อ.สมศักดิ์ค่ะ ได้คุยเรื่องนี้ตอนนั่งรถไปจัดประชุมของชมรมเวชศาสตร์ บ่นกับอ.สมศักดิ์เหมือนกันว่า คนส่วนใหญ่ยังมองด้านเดียว ดิฉันเองก็เพิ่งมาเปลี่ยน ถึงแม้ว่าตัวเองจะเรียนสาขานี้ก็ตาม มีอยู่ช่วงนึง เรียนหัวข้อจริยธรรมกับอ.กำแหง ในชั่วโมงนั้นอ.กำแหงจะพูดถึงเรื่องทำแท้งเป็นส่วนใหญ่ ท่านพูดยังไงพอท้ายชั่วโมง นศ.ยังยืนยันว่าจะไม่ทำเด็ดขาด แต่พอเข้าอบรมเมื่อ21-23 เมย.51 แล้ว ดิฉันก็ได้นั่งส่งกระแสจิตบอกอ.กำแหงว่า "อาจารย์คะ หนูยอมแพ้อาจารย์แล้ว" และยังมีความคิดอยากร่วมทำงานในทีมของอาจารย์ค่ะถ้ามีโอกาส แต่ที่แน่ๆ จะทำยังไงกับพรุ่งนี้ดีล่ะคะ อาจารย์ขา.....
สวัสดีครับคุณสุภาพัฒน์
ยินดีที่เรามีความคิดเห็นตรงกันครับ เรื่องแบบนี้ไม่ต้องไปหวังให้ใครคิดเหมือนเราหรอกครับ คนแต่ละคนมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความเชื่อเป็นของตัวเอง ที่สำคัญก็คือ อย่าไปตัดสินว่าคนที่คิดต่างจากเราผิดเท่านั้นก็ดีแล้วครับ