สวัสดีครับทุกท่าน
นำ เรื่องร้อนๆ กับโลกร้อนๆ ของร้อนๆ มาฝากครับ จาก ดร.วัฒนา กันบัว ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาทะเล กรมอุตุนิยมวิทยามาฝากครับ
-----------------------------------------------------------------------------------
โลกร้อนด้วยมือเรา ทำอย่างไรกันดี
ภาวะโลกร้อนนับว่าเป็นกระแสที่ร้อนแรงเพราะมันคือความจริงที่เกิดขึ้น ในอดีตมีการตั้งข้อสังเกตว่าโลกร้อนจากการกระทำของธรรมชาติเองซึ่งมีพลังมหาศาล หรือมนุษย์ตัวเล็กๆที่คิดเปลี่ยนโลกด้วยสติปัญญา
จริงๆแล้วภาวะโลกร้อนเกิดมาจากสาเหตุทั้ง 2 อย่างคือจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ และน้ำมือมนุษย์
ในกรณีของน้ำมือมนุษย์ เริ่มจากในอดีตมนุษย์อยู่กับธรรมชาติแบบแฝงตัว ไม่รังแกธรรมชาติ เกรงกลัวป่าไม้ เคารพธรรมชาติ เพราะเชื่อว่ามีสิ่งศักสิทธิ์ การทำกิจกรรมใดๆจากน้ำมือมนุษย์ เช่นการกสิกรรม อุตสาหกรรมครัวเรือน ซึ่งต้องมีการเผ่าไหม้ ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ป่าไม้ก็สามารถดูดซับได้ เพราะมีป่าไม้มากเพียงพอ ต่อมามีประชากรมากขึ้นมีความเจริญมากขึ้น และผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่าไม่มีสิ่งศักสิทธิ์ ทำให้เกิดการทำลายป่าไม้อย่างมาก ทั้งเพื่อที่ทำกิน เพื่อที่อยู่อาศัย รวมไปถึงทำเป็นอุตสาหกรรม จนมีป่าไม้เหลือน้อยมาก และพื้นที่ป่าไม้จำนวนน้อยนิดไม่สามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาได้ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อน
ความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือสิ่งแวดล้อมในทุกๆที่บนโลกเปลี่ยน พื้นดิน พื้นหญ้า กลายเป็นพื้นปูนซีเมนต์ ทำให้การซึมของน้ำเป็นไปได้ยาก สิ่งเหล่านี้เกิดมาจาก การเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมโลก ซึ่งจำแนกออกเป็นคลื่น ได้แก่
คลื่นลูกที่หนึ่ง สังคมเกษตรกรรม เครื่องชี้วัดความยิ่งใหญ่หรือความเจริญก้าวหน้าของสังคมคือ การมีอาณาเขตใหญ่โตกว้างขวาง มี พื้นที่สำหรับเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และทำการเกษตรจำนวนมาก
คลื่นลูกที่สอง สังคมอุตสาหกรรม เครื่องชี้วัดความยิ่งใหญ่และมั่งคั่งของประเทศคือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ จำนวนแหล่งแร่ธาตุวัตถุดิบที่มีอยู่ และในสมัยต่อมาเครื่องชี้วัด คือ "ทุน" จำนวนมาก
คลื่นลูกที่สาม สังคมแห่งเทคโนโลยี เครื่องชี้วัดความยิ่งใหญ่และมั่งคั่งของประเทศคือความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศ และอำนาจในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร
คลื่นลูกที่สี่ สังคมความรู้ เครื่องชี้วัดความยิ่งใหญ่และมั่งคั่งของประเทศคือการศึกษา การตีความความและแยกแยะจำแนกข้อมูลข่าวสารจนกลายเป็น "ความรู้" และการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง
คลื่นลูกที่ห้า ปราชญสังคม เครื่องชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองระยะยาวของสังคม ความสำเร็จยั่งยืนแท้จริงและมีคุณค่า จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มี ปัญญาด้วย เพราะมีคำพังเพยที่ว่า "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" ยังเป็นคำพูดเตือนใจเราได้อย่างดี เราต้องตระหนักให้แน่ชัดว่า "ความรู้" ไม่ใช่ "ปัญญา" จนกว่าจะรู้จักประยุกต์ให้เหมาะสมถูกที่ ถูกเวลา ถูกโอกาส ถูกสถานการณ์ ถูกบริบท และถูกระบบแวดล้อม ฯลฯ
จากที่กล่าวมาข้างต้น ความเจริญทางด้านวัตถุ โดยขาดการใช้ปัญญา ทำให้เกิดผลเสียต่อโลก ความเร่งที่พัฒนาประเทศทั่วโลกจนเกินเหตุ ก่อให้เกิดมลภาวะ และทำลายสังคมชนบทที่สวยงาม ตีค่าทุกๆสิ่งเป็นเงิน ไม่คำนึงถึงจิตใจ และคุณค่าความเป็นมนุษย์
การรับมือกับภาวะโลกร้อนเราคงได้ลำบาก เพราะต้นเหตุใหญ่มาจากประเทศมหาอำนาจ ที่มีอัตราการผลิตสูงมาก ต้องใช้การเจรจาในเชิงการฑูตซึ่งใช้เวลานาน การแข่งขันเป็นสาเหตุของการหยุดไม่ได้ที่จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประเทศที่มีสังคมแบบคลื่นลูกที่สาม มีเงินทุนเยอะมากๆๆ ก็ไปลงทุนในประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนา ทำให้มลภาวะที่ออกมาไม่ได้เกิดในประเทศผู้ให้ทุน ซึ่งปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนาเป็นฐานการผลิตของโลก และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในสังคมคลื่นลูกที่ห้า
ส่วนประเทศของเราคงต้องอนุรักษ์ธรรมชาติกันขนานใหญ่ และจัดขบวนทัศน์สู้กับกลุ่มทุนที่จะมาสร้างโรงงานแบบสะเปะสะปะ ต้องมีนิคมรองรับและปรับภูมิทัศน์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวโดยใช้หลักวิศวกรรมชีวภาพ
ยึดหลักความพอเพียงของในหลวง รวมไปถึงส่งเสริมคนดีมีน้ำใจ มากกว่าคนรวย ความสุขควรจะมาจากใจ ไม่ใช่วัตถุ การช่วยเหลือแบ่งปันคือความสวยงามของชีวิต
วิกฤตภาวะโลกร้อนเป็นประโยชน์กับกลุ่มคนที่ต้องการหารายได้จากแหล่งทุนต่างๆ นักวิชาการบางคนไม่เคยทำงานด้านนี้ คือไม่มีผลงานวิจัย หรือเกี่ยวข้องกับมลภาวะ หรือการตรวจอากาศมาก่อน อยู่ดีๆพอเกิดวิกฤตภาวะโลกร้อนก็ออกมาแสดงตัว ออกสื่อและสัมภาษณ์แบบน่ากลัว นำข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งจริงและเท็จ ไม่ได้ผ่านการกรอง โดยทำวิจัยโดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ บางคนก็ใช้ "I think model." ผมคิดว่าโมเดล รวมไปถึงพูดเอามัน ทำให้ประชาชนผู้บริโภคข่าวสารต้องใช้วิจารณญาณอย่างมาก
แหล่งอ้างอิงจาก http://weather.nakhonthai.net/webboard/index.php?topic=29.0
----------------------------------------------------------------------------------
บทความโลกร้อนที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้
โลกร้อน (1) : ภาวะโลกร้อน (แบบชาวบ้าน) กับลูกบอลในถุงพลาสติก ชุมชนช่วยได้อย่างไร
โลกร้อน (2) : ถุงผ้า ลดค่าโลกร้อนได้ ลองดูได้ง่ายๆ ที่ตัวคุณก่อน
สวัสดีครับพี่บ่าว
จ๊ะเอ๋ พี่เม้ง
ก็แวะมาทักทายในบล๊อคนี้นะค่ะ โลกร้อนก็เพราะน้ำมือของมนุษย์เนี่ยแหละค่ะ ถ้าอยากให้โลกเย็น ก็ต้องแก้ไขโดยน้ำมือของมนุษย์เช่นกัน มาช่วยกันทำให้โลกเย็นกันเถอะ " เอาโลกมาใส่ไว้ในตู้เย็น " คือ พยายามช่วยกันควบคุมความประพฤติและพฤติกรรมของเรากันหน่อย ปลูกต้นไม้เยอะๆ เหมือนหยิบโลกของเราไปแช่ไว้ในตู้เย็น (คิดไปได้น้อเรา)
เอาเป็นว่าภาวะโลกร้อน ไม่เป็นไร อย่าทำใจของเราให้ร้อนตามโลกไปด้วยเลยนะค่ะ
สวัสดีครับ
มุดไปมุดมาจะหาที่เย็นๆพักผ่อนสักหน่อย ดันมาโผล่ที่ร้อนๆ เอาไงดีครับ ...................ไปหาที่เย็นๆก่อนแล้วค่อยมาดีกว่า ............................เฮ้อ !!!!!!
สุดยอดครับ น้องบ่าว สุดยอด !
โลกร้อน จะมาแก้ด้วยใจเย็นไม่ได้แล้วครับ ต้องเร่งรีบแบบร้อนๆ แล้วร่วมกันแก้ครับ
สวัสดีครับน้องจิ
สวัสดีครับพี่เหลียง
สวัสดีครับพี่บ่าว
ผลกระทบโลกร้อน จากที่สังเกต น่าจะเริ่มวิกฤตมาตั้งแต่ซึนามิ จากนั้นภาวะของโลกก็แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ข่าวเกี่ยวกับ อุทกภัย วาตะภัย แผ่นดินไหว ไฟป่า มีให้เห็นกันทุกวัน กลายเป็นสิ่งปกติ
ขอย้ำว่า สิ่งที่วิกฤต ยิ่งกว่าโลกร้อนคือ การที่มองว่าเป็นสิ่งปกติ เรามองความไม่ปกติ เป็นความปกติ เนื่องจากเกิดขึ้นบ่อยจนชิน จนทำให้ไม่วิตกต่อวิกฤต
สวัสดีครับเพื่อนรัก
สวัสดีครับพี่อัมพร
สวัสดีครับคุณมนูล
สวัสดีครับน้องเลี่ยม
ขอบคุณมากครับผม สำหรับความเห็นเด็ดๆ ครับ
สวัสดีครับพี่อัมพร
ขอบคุณมากครับ ที่นำสาเหตุมาบอกเล่ากันนะครับ ใช่ไหมครับ ทำไมร้อนมันก็คงต้องมีเหตุซักอย่างใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเหตุจากภายในหรือภายนอก ก็เป็นเหตุได้ทั้งนั้นเนอะพี่เนอะ
หากลมร้อนพัดมาหาเราให้เราดมกลิ่นควันร้อน เราก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเอาไว้ป้องกันครับ ให้ภูมิคุ้มกันบ้านเราไปสู้กับภัยจากบ้านเค้าครับ เพราะเราบังคับไม่ให้เค้าเผาไม่ได้ครับ ไม่ว่าเค้าจะเผาด้วยธรรมชาติ หรือด้วยเจตนาก็ตามครับ
เหมือนที่เราโดนหมอกควันทางเหนือนั่นหล่ะครับ กรรมก็สนองในพื้นที่เราก่อนแล้วค่อยพัดไปที่อื่น ทางอินโดก็คงทำนองเดียวกันครับ
ยังไงก็รักษาสุขภาพนะครับ สร้างภูมิเอาไว้ครับ ว่าแต่พี่เอาทอลซิลออกไปแล้วก็ต้องหาภูมิอย่างอื่นมาสร้างแทนนะครับ ส่วนอะไรนั้นข้าน้อยไม่ทราบครับผม
ขอบคุณมากครับ