นิ่งเงียบ  เยือกเย็น  เป็นพิษ

 

หวานนอก ชุ่มจิต พิสมัย

 

เบื้องลึก  เกินหยั่ง  ชั่งใจ

 

มิตรภาพ  สาไถย  มารยา

 

ฉกชิง  โอกาส  แต่ขลาดเขลา

 

ลอยตัว   บางเบา  เหนือเวหา

 

ลุ่มลึก  ถากถาง  ทางวาจา

 

เชิดหน้า   เหยียบบ่า  มหาชน

  

สูงสุด  ไม่ยอม  สู่สามัญ

 

เงียบงัน  หน้าชื่น  ใจทุกข์ท้น

 

ตะเกียกกาย  ล้อคลื่น   ฝืนทน

 

เลี่ยงวิถี  ร่วงหล่น  สู่สามัญ

  

ด้วยไม่อาจ เป็นปุถุชนคนธรรมดา

 

จึ่งบากหน้า  ไขว่คว้า  ไล่ล่าฝัน

 

ด้วยมิอาจอยู่ร่วมมิตรใกล้ชิดกัน

 

จึ่งบากบั่น  เสพยศถา  ศักดินาไทย

  

จึ่งทุ่มกาย  เทใจ  ให้ลาภยศ

 

ดื่มเสพ คราบอัปยศ  อันเหลวไหล

 

ปิดตา  ปิดหู  ปิดประตูใจ

 

เสียงนกกา  มาจากไหน....ไปให้พ้น !

(เรื่องของคน  นกกา  อย่าวุ่นวาย  ! )    

 

อันที่จริงกลอนบทนี้ผมเขียนไว้ตั้งนานแล้ว   แต่ไม่มีโอกาสได้นำมาเผยแพร่เท่าใดนัก  เพราะเห็นว่าลีลาเชิงกลอนยังอ่อนด้อยนัก   แต่ล่าสุด  เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับคนร่วมงาน  หรือแม้แต่บรรดาผู้นำนิสิต   ผมก็อดที่จะนึกถึงกลอนบทนี้ไม่ได้

  

ประเด็นที่เราคุยกันนั้น  หลัก ๆ  เป็นเรื่องของบทบาทและสถานะ   ซึ่งเราให้ความเคารพต่อกันและกัน  กล่าวคือ  การให้ความเคารพในสายงานและวิถีของการงานที่เกี่ยวข้องกัน  โดยไม่เอาปัจจัยส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง 

  

อำนาจวาสนาเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน  ยศถาตำแหน่งเป็นแต่เพียงชั่วคราวที่มาถึงแล้วพร้อมจากหายได้ทุกเมื่อ   ขึ้นอยู่กับวิถีการจากหายนั้น  จะเป็นไปโดยสมัครใจ   หรือถูกกระทำก็แล้วแต่ชะตากรรมนั้น ๆ เป็นที่ตั้ง

  

สำคัญคือความจริงใจต่องาน  จริงใจต่อเพื่อนร่วมงาน  จริงใจต่อแวดล้อมที่เกี่ยวพันอย่างไม่มีสิ่งใดเร้นแฝง   ไม่ปล่อยให้วิถีแห่งการแก่งแย่งมาครอบงำจิตใจ  จนลืมที่จะคำนึงถึงความถูกต้องและมิตรภาพจากคนรอบกาย

   

ผมเคยได้ยินมานานแล้วว่า   คนดีจะดูกันตอนมีอำนาจ  และผมก็เชื่อในทำนองเดียวกันนั้น  แต่ก็อยากจะพูดเพิ่มเติมต่อยอดว่า  คนดีต้องดูตอนที่ไม่มีศักดินาใด ๆ และดูตอนเป็นคนธรรมดาสามัญเพราะสถานะเช่นนี้จะชี้ชัดได้ว่า   มีคนรักหลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน ,

  

สิ่งนี้พิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งในวันที่เราก้าวลงจากเก้าอี้และถอดหัวโขนออกไปพ้นตัว ...จะอบอุ่น หรือเดียวดายก็อยู่ที่สถานะนั้นเป็นสำคัญ

ผมผ่านภาวะนั้นมาแล้วช่วงหนึ่ง   ปลอดโปร่งโล่งใจราวกับได้ท่องเล่นอยู่ในทุ่งหญ้า  แต่ก็กลับมาสู่เก้าอี้ตัวเก่าอีกครั้ง  ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร  แต่ผมก็ยังยืนยันว่าไม่ติดยึดกับหัวโขนเหล่านี้,     

อย่างน้อยผมก็ดีใจที่นายกองค์การนิสิตก็รู้สึกในทำนองเดียวกันกับผม   

 

สักวันหนึ่ง  สูงสุดต้องกลับไปสู่ความสามัญอยู่วันยังค่ำ .. หรือท่านว่าไม่จริง !