ผู้บันทึกเห็นว่าหากไม่เอาสิ่งเหล่านั้นมาพูด เอาแต่เรื่องดีๆ สวยงาม มันก็ขาดภาพจริงของชุมชนไป ซึ่งของจริงขมขื่นมากกว่านี้มากมายนัก หากกล่าวว่าประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ ชนบทก็คือส่วนสำคัญของประเทศที่เป็นเนื้อเดียวกันกับเมืองหลวง แต่ต่างทำหน้าที่กันคนละอย่างที่ขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าออกไปสู่สังคมโลกกว้าง

น้องนิด หลานสาวอยู่กรุงเทพฯ มาเที่ยวบ้านขอนแก่นเห็นวัวเดินอยู่ที่ริมรั้วก็ถามว่า คุณอาขา..นี่เป็นวัวหรือควายคะ... ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกครับ เป็นความใสบริสุทธิ์ของเด็กที่น่ารักคนหนึ่งที่อยากรู้อยากเห็นว่าสัตว์ที่เห็นนั้นคืออะไรกันแน่ เพราะชีวิต 10 กว่าปีที่เธอเติบโตอยู่ในกรุงเทพฯนั้น เธอเห็นแต่รถ และห้างสรรพสินค้า ฯลฯ วัวและควายเคยอ่านในหนังสือ หรือไม่ก็เห็นแบบผ่านๆที่เธออยู่ในรถยนต์ แต่ไม่มีโอกาสอยู่ใกล้ๆเลย 

ทองปอนด์ออกจากบ้านริมป่าอันแห้งแล้งนั้น พ่อกับแม่ต่างบอกให้ไปหาพ่อเฒ่าจ้ำ เพื่อทำพิธีบอกลา ปู่ตา ของชุมชนก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมกับข้าวสารเหนียวใส่ถุงปุ๋ยขึ้นรถเมล์ประจำทางมุ่งสู่มหานครใหญ่ พร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน เพื่อมาทำงานหาเงินตามรุ่นพี่ๆ ที่มาก่อนล่วงหน้าแล้ว ทองปอนด์ตื่นตาตื่นใจจนนอนไม่หลับในคืนแรกที่กรุงเทพฯ เสียงรถรา ผู้คนมากมาย มีแต่ตึก ไม่มีต้นไม้สักต้น อากาศร้อน ควันรถ การแต่งเนื้อตัวของผู้คนก็แปลกแตกต่างไปจากบ้านนอกของเขา... 

ทองปอนด์เข้าเมืองกรุง เรียกว่ากะเหรี่ยง ที่เดาบุคลิกออกว่า เปิ่นๆ และไม่ค่อยกล้าตัดสินใจอะไร มองซ้ายมองขวาด้วยความแปลกๆของสิ่งรอบตัว 

ส่วนน้องนิดนั้น กระฉับกระเฉง กล้าพูด กล้าถาม และสดใส แม้จะเปิ่นๆแบบเด็กๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับชนบท เธอก็ยังมักถามเสมอว่า ที่เพื่อนๆคุณอาพูดนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน เมื่อเธอได้ยินคนอีสานเว้าพื้นกัน เธอก็หน้าตาเหรอหรา ไม่รู้เรื่อง 

มันเป็นภาพทั่วๆไปที่ใครก็เคยเห็น เคยได้ยินเรื่องที่เล่ากันไม่จบถึงเรื่องตลกต่างๆที่เกิดกับ กะเหรี่ยงและคนเมืองกรุง นี่คือมนุษย์ในสองโลก คือโลกชนบทและโลกในเมืองเป็นสังคมที่มีความแตกต่างกัน ที่กำลังเชื่อมต่อกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจของงานพัฒนาประเทศ ที่มีระบบธุรกิจเป็นผู้นำทางออกหน้าไปไกลโน้น.... 

มีคนจำพวกหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรทีเดียวที่วิ่งเข้าออกระหว่างสองโลกนี้เพื่อทำหน้าที่เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกันแต่เป็นการเชื่อมทางระบบคิด ก่อนที่จะตามมาด้วยวิถีชีวิตและครรลองการดำรงอยู่ คนพวกนี้เรียกกันว่าคนทำงานพัฒนาชุมชน ซึ่งก็มีความหลากหลาย 

ผู้บันทึกรวมอยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ และคลุกคลีมาพอสมควรจึงซึมซับเอาชนบทออกมาตีแผ่บางแง่มุมให้คนนอกได้เข้าใจว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างในชนบท  ซึ่งหลายท่านอาจจะรู้สึกว่า มีแต่เรื่องปัญหา มีแต่เรื่องหนักสมอง มีแต่ความทุกข์ นานๆจะมีเรื่องดีๆ สนุกๆ และเบาสมองมาเล่าสู่กันฟัง 

ผู้บันทึกเห็นว่าหากไม่เอาสิ่งเหล่านั้นมาพูด เอาแต่เรื่องดีๆ สวยงาม มันก็ขาดภาพจริงของชุมชนไป ซึ่งของจริงขมขื่นมากกว่านี้มากมายนัก  หากกล่าวว่าประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ ชนบทก็คือส่วนสำคัญของประเทศที่เป็นเนื้อเดียวกันกับเมืองหลวง แต่ต่างทำหน้าที่กันคนละอย่างที่ขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าออกไปสู่สังคมโลกกว้าง  

ท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบสร้างบ้านแปงเมืองนั้นต้อง จริงใจ สำนึกและสำเหนียกเสียงร้องของชาวชนบทบ้าง ฟังเขาพูดบ้าง เข้าใจเขาแบบ คนในบ้างเถอะ  ชาวชนบทร้องขอในสิทธิที่เขาควรจะได้ อย่าให้เขาต้องเสียสละเพื่อชาติไปถึงไหน คนเมืองต่างหากที่บริโภคสัดส่วนงบประมาณของประเทศมากกว่าชนบทมากมายหลายเท่า