ปัญหาเรื่องบรรยากาศการศึกษาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ร่วมกันระหว่างสถานศึกษา นักศึกษา และชุมชนรอบๆ ไม่มีทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำแต่ผู้เดียวได้

จากบันทึกของคุณ P Conductor เรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ Google กับบรรยากาศการเรียน ที่กล่าวถึงการมีบรรยากาศในการเรียนจะสร้างเสริมการเรียนรู้  ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลงานที่กระทบคนทั้งโลกได้ ทำให้ดิฉันคิดถึงเรื่องพื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่จะนำมาสร้างบรรยากาศในการศึกษา

แต่เรื่องพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องน่าปวดหัวมากค่ะ ประเด็นหลักคือพื้นที่ไม่พอเพราะมหาวิทยาลัยเก่าล้วนแล้วอยู่ในเมือง ชุมชน ขยายไม่ออกในพื้นที่เดิม ถ้ามีการเปิด campus ใหม่ ก็จะเป็นที่บริจาคจากทหารบ้าง ผู้ใจบุญบ้าง ตามต่างจังหวัด..แต่ต้องมีเงินทุนมากในการพัฒนามหาวิทยาลัยต่างจังหวัดให้เท่าเทียมกับที่มีอยู่ในกรุงเทพ..รวมถึงต้องมีการพัฒนาการบริหารให้สามารถบริหารพื้นที่การศึกษาในแต่ละที่ให้เท่าเทียมกันได้ด้วย ทั้งด้านความเป็นอยู่ของบุคลากร นักศึกษา และวิชาการ..

การก่อสร้างใช้เงินมากซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี ถ้าของบหลวงหรือเงินงบประมาณ มักจะได้งบไม่ถึงที่จำเป็นต้องใช้จริง ขอ ๑๐๐ อาจได้แค่ ๖๐ (ตัวเลขไม่ยืนยัน) มหาวิทยาลัยมักใช้วิธีสมทบเงินรายได้ลงไปเพิ่มเติม (เงินรายได้ ได้มาจากการเก็บค่าบำรุงการศึกษา เงินจากหลักสูตรพิเศษ หลักสูตรสบทบต่างๆ การให้บริการวิชาการอื่นๆ ฯลฯ) จึงจะได้สิ่งปลูกสร้างที่ต้องการได้ดังนั้น การพัฒนา facilities ของสถานศึกษาจึงเป็นเรื่องยากติดขัดเรื่องเงินทุน   อุตสาหกรรมก็ไม่เข้ามาบริจาค การมีส่วนร่วมระหว่างอุตสาหกรรมกับการอุดมศึกษามีน้อย ส่วนใหญ่ต้องออกไปขอ..ซึ่งอาจารย์ไทยทั้งหลายก็ไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้เท่าไหร่.. ไม่คุ้นเคยกับการขอความร่วมมือกับอุตสาหกรรม ประกอบกับทัศนคติของอุตสาหกรรมที่ซื้อเอาเร็วกว่าให้มหาวิทยาลัยพัฒนาให้ด้วย ทำให้เกิดความร่วมมือได้ยาก

ส่วนประเด็นเรื่องรั้ว (จากข้อคิดเห็นของน้อง P เม้ง ) เหตุผลก็คล้ายๆ กับการปลูกบ้านในเมือง ที่จำเป็นต้องมีรั้ว.. ถ้าไม่มี อาจมีปัญหาเข้ามาในมหาวิทยาลัย มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ถ้ามองการรั้วเป็นรั้วเสมือนที่กั้นความร่วมมือระหว่างชุมชนกับมหาวิทยาลัย.. การยกรั้วออกก็ยังยากอยู่ เพราะชุมชนที่อยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็ทำธุรกิจต่อเนื่องกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เช่น ทำหอพัก ร้านสำเนาเอกสาร ร้านอาหาร ร้านคอมพ์ ร้านเหล้า T_T ....

มหาวิทยาลัยอาจอยากร่วมมือกับชุมชน สร้างบริการให้นักศึกษา เพราะตัวเองมีเงินทุนไม่พอ ไม่มีพื้นที่สำหรับทำ...แต่พอมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง...เช่น หากร่วมมือกับชุมชน ให้ชุมชนสร้างหอพักบริการนักศึกษา มหาวิทยาลัยก็อาจถูกมองว่าหากินกับนักศึกษาได้อีก...

แทบทุกอย่างที่ทำอาจจะเป็นดาบสองคม ความตั้งใจของผู้บริหารที่ริเริ่มทำธุรกิจบริการนักศึกษาอาจจะดี แต่พอทำไปแล้วอาจถูกสอบ  เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับให้มหาวิทยาลัยทำธุรกิจได้ชัดเจน (จนกว่าจะเป็น ม.ในกำกับ ซึ่งอนุญาตให้มหาวิทยาลัยทำธุรกิจได้ แต่ก็ยังสุ่มเสี่ยงอยู่ดี ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้บริหาร) หรือผู้บริหารเปลี่ยน...นโยบายอาจเปลี่ยนอีก..

ในการสร้างบรรยากาศในการศึกษาต้องใช้เงิน เงินมาจากไหน.. จากงบประมาณ จากค่าลงทะเบียนของนักศึกษา  ประกอบกับนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษา  จึงมีการรับนักศึกษามากขึ้น... สุดท้ายก็กลับมาวนอยู่กับปัญหาพื้นที่และ facilities ทางการศึกษาไม่พอเพียง เป็นปัญหางูกินหางไม่มีที่สิ้นสุด และสืบเนื่องไปยังคุณภาพการศึกษาอื่นๆ อีก

ปัญหาเรื่องบรรยากาศการศึกษาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ร่วมกันระหว่างสถานศึกษา นักศึกษา และชุมชนรอบๆ ไม่มีทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำแต่ผู้เดียวได้

บันทึกนี้ต้องการนำเสนอมุมมองที่ดิฉันเห็นจากประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น.. ไม่รู้ว่าที่อื่นๆ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ถ้ามีอะไรดีๆ เป็นทางออก นำมาเล่าสู่กันฟังบ้างก็ดีนะคะ ^ ^

ยังมีเรื่องปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่คับแคบอื่นๆ อีก รวมถึงปัญหาความเป็นอยู่ของนักศึกษาพลัดถิ่นที่เกิดจากพื้นที่จำกัดในมหาวิทยาลัยอีก..ถ้ามีโอกาสจะเขียนนำเสนอในโอกาสต่อไปค่ะ