ปัญหาเรื่องบรรยากาศการศึกษาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ร่วมกันระหว่างสถานศึกษา นักศึกษา และชุมชนรอบๆ ไม่มีทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำแต่ผู้เดียวได้
จากบันทึกของคุณ
Conductor เรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ Google กับบรรยากาศการเรียน ที่กล่าวถึงการมีบรรยากาศในการเรียนจะสร้างเสริมการเรียนรู้ ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลงานที่กระทบคนทั้งโลกได้ ทำให้ดิฉันคิดถึงเรื่องพื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่จะนำมาสร้างบรรยากาศในการศึกษา
แต่เรื่องพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องน่าปวดหัวมากค่ะ ประเด็นหลักคือพื้นที่ไม่พอเพราะมหาวิทยาลัยเก่าล้วนแล้วอยู่ในเมือง ชุมชน ขยายไม่ออกในพื้นที่เดิม ถ้ามีการเปิด campus ใหม่ ก็จะเป็นที่บริจาคจากทหารบ้าง ผู้ใจบุญบ้าง ตามต่างจังหวัด..แต่ต้องมีเงินทุนมากในการพัฒนามหาวิทยาลัยต่างจังหวัดให้เท่าเทียมกับที่มีอยู่ในกรุงเทพ..รวมถึงต้องมีการพัฒนาการบริหารให้สามารถบริหารพื้นที่การศึกษาในแต่ละที่ให้เท่าเทียมกันได้ด้วย ทั้งด้านความเป็นอยู่ของบุคลากร นักศึกษา และวิชาการ..
การก่อสร้างใช้เงินมากซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี ถ้าของบหลวงหรือเงินงบประมาณ มักจะได้งบไม่ถึงที่จำเป็นต้องใช้จริง ขอ ๑๐๐ อาจได้แค่ ๖๐ (ตัวเลขไม่ยืนยัน) มหาวิทยาลัยมักใช้วิธีสมทบเงินรายได้ลงไปเพิ่มเติม (เงินรายได้ ได้มาจากการเก็บค่าบำรุงการศึกษา เงินจากหลักสูตรพิเศษ หลักสูตรสบทบต่างๆ การให้บริการวิชาการอื่นๆ ฯลฯ) จึงจะได้สิ่งปลูกสร้างที่ต้องการได้ดังนั้น การพัฒนา facilities ของสถานศึกษาจึงเป็นเรื่องยากติดขัดเรื่องเงินทุน อุตสาหกรรมก็ไม่เข้ามาบริจาค การมีส่วนร่วมระหว่างอุตสาหกรรมกับการอุดมศึกษามีน้อย ส่วนใหญ่ต้องออกไปขอ..ซึ่งอาจารย์ไทยทั้งหลายก็ไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้เท่าไหร่.. ไม่คุ้นเคยกับการขอความร่วมมือกับอุตสาหกรรม ประกอบกับทัศนคติของอุตสาหกรรมที่ซื้อเอาเร็วกว่าให้มหาวิทยาลัยพัฒนาให้ด้วย ทำให้เกิดความร่วมมือได้ยาก
ส่วนประเด็นเรื่องรั้ว (จากข้อคิดเห็นของน้อง
เม้ง ) เหตุผลก็คล้ายๆ กับการปลูกบ้านในเมือง ที่จำเป็นต้องมีรั้ว.. ถ้าไม่มี อาจมีปัญหาเข้ามาในมหาวิทยาลัย มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ถ้ามองการรั้วเป็นรั้วเสมือนที่กั้นความร่วมมือระหว่างชุมชนกับมหาวิทยาลัย.. การยกรั้วออกก็ยังยากอยู่ เพราะชุมชนที่อยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็ทำธุรกิจต่อเนื่องกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เช่น ทำหอพัก ร้านสำเนาเอกสาร ร้านอาหาร ร้านคอมพ์ ร้านเหล้า T_T ....
มหาวิทยาลัยอาจอยากร่วมมือกับชุมชน สร้างบริการให้นักศึกษา เพราะตัวเองมีเงินทุนไม่พอ ไม่มีพื้นที่สำหรับทำ...แต่พอมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง...เช่น หากร่วมมือกับชุมชน ให้ชุมชนสร้างหอพักบริการนักศึกษา มหาวิทยาลัยก็อาจถูกมองว่าหากินกับนักศึกษาได้อีก...
แทบทุกอย่างที่ทำอาจจะเป็นดาบสองคม ความตั้งใจของผู้บริหารที่ริเริ่มทำธุรกิจบริการนักศึกษาอาจจะดี แต่พอทำไปแล้วอาจถูกสอบ เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับให้มหาวิทยาลัยทำธุรกิจได้ชัดเจน (จนกว่าจะเป็น ม.ในกำกับ ซึ่งอนุญาตให้มหาวิทยาลัยทำธุรกิจได้ แต่ก็ยังสุ่มเสี่ยงอยู่ดี ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้บริหาร) หรือผู้บริหารเปลี่ยน...นโยบายอาจเปลี่ยนอีก..
ในการสร้างบรรยากาศในการศึกษาต้องใช้เงิน เงินมาจากไหน.. จากงบประมาณ จากค่าลงทะเบียนของนักศึกษา ประกอบกับนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษา จึงมีการรับนักศึกษามากขึ้น... สุดท้ายก็กลับมาวนอยู่กับปัญหาพื้นที่และ facilities ทางการศึกษาไม่พอเพียง เป็นปัญหางูกินหางไม่มีที่สิ้นสุด และสืบเนื่องไปยังคุณภาพการศึกษาอื่นๆ อีก
ปัญหาเรื่องบรรยากาศการศึกษาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ร่วมกันระหว่างสถานศึกษา นักศึกษา และชุมชนรอบๆ ไม่มีทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำแต่ผู้เดียวได้
บันทึกนี้ต้องการนำเสนอมุมมองที่ดิฉันเห็นจากประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น.. ไม่รู้ว่าที่อื่นๆ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ถ้ามีอะไรดีๆ เป็นทางออก นำมาเล่าสู่กันฟังบ้างก็ดีนะคะ ^ ^
ยังมีเรื่องปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่คับแคบอื่นๆ อีก รวมถึงปัญหาความเป็นอยู่ของนักศึกษาพลัดถิ่นที่เกิดจากพื้นที่จำกัดในมหาวิทยาลัยอีก..ถ้ามีโอกาสจะเขียนนำเสนอในโอกาสต่อไปค่ะ
ถ้าทำให้อาจารย์เก่งๆ ออกจากกรุงเทพฯ ไปได้ (มากกว่านี้) การพัฒนาก็อาจจะสมดุลขึ้นเอง?
แต่มันก็อาจจะมีปัญหาแบบ ครอบครัวอ.บางท่านอยู่กรุงเทพฯ ย้ายไปที่อื่น ลูกเต้า อาจจะหาที่เรียนลำบาก คู่สมรสอาจจะตกงาน บุพการีไม่มีคนดูแล ฯลฯ
ทางออกอาจจะเป็นระบบขนส่งมวลชน ระยะทาง ~ 100 กิโลเมตร :-P
สวัสดีค่ะคุณบ่าววีร์
ใช่เลยค่ะ การพัฒนาการศึกษาจะต้องมีการนำเอาครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปอยู่ชุมชนอื่นๆ นอกจากกรุงเทพด้วย แต่ก็ติดปัญหาส่วนตัวอย่างที่คุณบ่าววีร์ ว่าไว้แหละค่ะ การย้ายคนคงยาก จึงต้องพัฒนาคนในพื้นที่ขึ้นมาแทน แต่กระบวนการนี้ช้าค่ะ กว่าจะได้คนหนึ่งมา พอได้อาจารย์มาก็ยังมีปัญหาอีกค่ะ เพราะถ้าบรรยากาศทางการศึกษาที่ต่างจังหวัดไม่ดี มีความไม่พร้อมในด้านต่างๆ ของสถานศึกษา เศรษฐกิจแถวนั้นไม่ดี อาจารย์ทั้งหลายก็อาจจะพยายามย้ายตัวเองไปอยู่ในที่ๆ เขาทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้มากขึ้นอีกค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องเงินเดือนของคนที่เป็นครูก็สำคัญค่ะ เพราะถ้าไม่พอสำหรับการสร้างครอบครัวก็จะเป็นปัญหาแบบนี้แหละค่ะ
ส่วนเรื่องการสร้างระบบขนส่งมวลชนนั้น ถ้าทำได้ก็จะดีกับเศรษฐกิจของเมืองนั้นๆ เลยค่ะ แต่การทำระบบขนส่งมวลชน การสร้างถนน ใช้เงินมากทั้งการสร้างและการบำรุงรักษาค่ะ... ไปๆ มาๆ ก็ติดเรื่องเงินที่ใช้ในการพัฒนานี้อีกค่ะ
ขอบคุณนะคะที่แวะเข้ามา ลปรร ค่ะ ^ ^
แต่มาคิดดูอีกที น่าจะวิจัยก่อนว่า ทำไม อาจารย์ ถึงอยู่กรุงเทพฯ น่าจะเป็นงานของป.โท คณะทางสังคมศาสตร์ ได้?
แล้วค่อยมาคิดวิธีแก้ เยอะๆ พร้อมประมาณงบที่ใช้ และ ประมาณการว่าวิธีนั้นจะได้ผลแค่ไหน แล้วค่อยเลือก
(ผมฝันเกินไปหรือเปล่าครับ?)
ตัวเองกลับมองว่า มหาวิทยาลัยควรหาช่องทางแก้ปัญหา ไม่ใช่จบง่ายๆ ที่งบประมาณไม่พอ ไม่มี ไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก่อนลงมือทำ ไม่ยอมรุก ตั้งอยู่ในที่มั่นเป็นฝ่ายรับ มันจะเดินช้าเหมือนที่ระบบราชการไทยเป็น
ความเป็นจริงควรจะให้โอกาสภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน (ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ไปประชุมนะคะ) ซึ่งเอกชนรายใหญ่ๆ มีงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรืองบเพื่อสังคมตั้งไว้ทุกปีอยู่แล้ว บางที่หลายสิบล้าน เพียงแต่ว่าจะเอาไปใช้กับเรื่องอะไรเท่านั้น ถ้าไม่นำแผนมาเสนอ อยู่ดีๆ คงไม่มีใครนำเงินไปมอบให้ถูก
ปีๆ หนึ่งมหาวิทยาลัยผลิตบุคคลากรให้สำเร็จการศึกษาออกไปสู่ภาคเอกชนมากมาย อาจารย์ทำงานวิจัย ผลิตผลงานช่วยเหลือให้บริษัทเอกชนนำไปต่อยอดผลิตเป็นสินค้าและบริการ แต่ทั้งหมดเป็นการให้ฝ่ายเดียว มหาวิทยาลัยได้แต่ชื่อเสียง คำชม และความภูมิใจกลับมา
ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเมืองนอกไม่แปลกเลยที่ภาคเอกชนจะมาลงทุนในงานวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานที่ได้รับสิทธิ์ร่วม หรือเข้าไปให้ทุนนักศึกษาเพื่อจะได้บุคคลากรที่มีคุณภาพมาทำงานในองค์กร หรือเข้าไปมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
รู้สึกมานานแล้วว่าระบบมหาวิทยาลัยเมืองไทยแปลก บรรดาอาจารย์รู้สึกว่าต้องป้องกันชื่อเสียงและภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยเป็นอันดับแรก จนหลายครั้งมองข้ามโอกาสดีของการร่วมมือกันกับภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้ระบบการศึกษามีทุน support มากกว่านี้ ...แต่ก็อย่างว่านะคะ เวลามีคนลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ก็จะมีคนจ้องจับผิดตั้งทัพรออยู่ก่อนเสมอ เพราะติมันง่ายกว่าทำค่ะ เป็นธรรมชาติของมนุษย์บางประเภท : (
นี่เป็นเพียงความเห็นหนึ่งของคนที่อยู่ในฝั่งภาคเอกชนค่ะ ขออภัยที่พิมพ์ยาว เพราะอึดอัดใจ และหงุดหงิดแทนระบบความคิดในการบริหารงานของมหาวิทยาลัยค่ะ
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ ให้บริสุทธิ์"
...มหิดล...
"เสียสละ" อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดีนะครับ
แต่ก็อาจจะยังไม่พอ ที่จะทำให้เกิดผลในวงกว้าง ยกเว้นแต่ว่าจะมี อคิลิส?
สวัสดีครับอาจารย์ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p> อาจารย์เปลี่ยนรูปแล้วสดใสขึ้นมากครับ ยินดีด้วยครับ </p><p> มาปรากฏตัวเพื่อให้รู้กันว่าผมเกาะติดอยู่ครับ ผมอยากจะได้เพิ่มเติมความเห็นจากผู้ที่ไม่เคยผ่านรั้วมหาวิทยาลัยมั่ง </p><p>ตอนนี้มุมมองบันทึก กำลังลอยแล่นระหว่างคนในรั้วมหาวิทยาลัยครับ </p><p>ความเป็นจริงการเคลื่อนไหวในสังคม ไม่ใช่มีแต่แวดวงของอาจารย์ แต่อาจารย์ นักศึกษา ก็มีผลสะเทือนต่อสังคมมาก</p><p>เราจึงจำเป็นต้องเจาะลึกถึงความเป็นไปและการพัฒนาของวงการศึกษา </p><p>จำเป็นจริงๆครับ ……………….จำเป็นมากครับ</p><p>ผมจะเข้ามาอีกครั้ง ในฐานะคนนอกรั้วมหาวิทยาลัย</p><p>ขอบคุณมากครับ</p><p> </p>
สวัสดีครับคุณวีร์
ผมคิดว่าต้องเสียสละด้วย แล้วก็ต้องคิดทางออกอื่นๆ ขนานกันไปด้วย ไม่ใช่ว่าเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
จะทำเพื่อประเทศชาติ แต่พ่อแม่ต้องไปออกวงเวียนชีวิต มันก็คงไม่ค่อยดีมั้ง?
สวัสดีครับอาจารย์
ขออนุญาตินะครับ เช่นเคยครับไปรวมในตะกอน3ครับ <p>http://gotoknow.org/blog/mrschuai/102160</p><p>ขอบคุณมากครับ</p>
เข้ามาเก็บเกี่ยวครับ
สวัสดีค่ะคุณบ่าววีร์
การสร้างระบบขนส่งมวลชนก็ไม่ง่ายเท่าไหร่หรอกค่ะ ^ ^ เส้นทางรถไฟที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้รู้สึกว่าจะเป็น ร.๕ ท่านสร้างไว้ค่ะ รู้สึกเหมือนกันว่าทำไม๊พัฒนายากจัง.. โครงการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินก็มีมาหลายสิบปี เพิ่งมาทำสำเร็จก็ไม่นานนี้ แต่ก็ไม่ทันการใช้งานอยู่ดี...
เรื่องจะจัดให้คนจังหวัดเดียวกันมาเจอกันนั้น ก็คงทำได้แต่จะได้ผลหรือไม่นั้นไม่รู้.. ของอย่างนี้บุพเพอาละวาดเหมือนกัน ^ ^ ถึงเป็นคนพื้นที่เดียวกันแต่งกัน ก็ไม่แน่ว่าทั้งสองคนจะได้งานในพื้นที่เดียวกันหรือเปล่า แต่ก็อาจจะเป็นไปได้สูง...
ส่วนเรื่องทำไมอาจารย์ส่วนใหญ่ถึงอยู่กรุงเทพฯ...ไม่ต้องวิจัยหรอกค่ะ ตอบให้ได้เลย...^ ^ เพราะในกรุงเทพฯ มีคนเยอะ ดังนั้นสถานศึกษาก็เยอะกว่าเพื่อรองรับคนที่มีจำนวนมาก อีกทั้งงาน(และเงิน)ก็อยู่ในกรุงเทพ บางคนสอนอยู่เชียงใหม่ยังลงมารับงานที่กรุงเทพก็มี นั่งเครื่องบินเป็นรถเมล์เลย มีอาจารย์จำนวนมากที่ต้องมีงานอื่นๆ ด้วย เหตุผลก็มีหลากหลายค่ะ
เรื่องการเสียสละนี้..ดิฉันว่าหลายคนมีจิตใจเสียสละค่ะ แต่การเสียสละก็ต้องดูด้วยว่าเกิดประโยชน์หรือไม่ เพราะงานบางอย่างให้คนๆ เดียวเสียสละทั้งชีวิตก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเสียทีก็เป็นได้ค่ะ การเสียสละมี limit ค่ะ แล้วก็ถ้าคนยังไม่อิ่มตัว ยังไม่พอ หรือยังมีครอบครัวต้องเลี้ยง การเสียสละขนาดนั้นอาจยังไม่เกิดค่ะ... ส่วนเรื่องอคิลิส น่าจะหมายถึง achiles heel หรือเปล่าคะ ถ้าใช่ ก็เป็นไปได้ค่ะว่าเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนที่เป็นจุดตายเลยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ
Little Jazz \(^o^)/
เรื่องที่ว่า "อาจารย์บอกว่าไม่สะดวกใจที่จะไปขอเอกชน ไม่ใช่แนวทางที่เคยปฎิบัติ เดี๋ยวจะมีคนครหา" สุดแสนจะจริงเลยค่ะ คือจริงที่อาจารย์เป็นคนอนุรักษ์นิยม และจริงที่จะมีคนครหาค่ะ ^ ^
ดิฉันก็เจอแบบที่ยึดติดกับความคิดเก่าๆ มากเหมือนกัน.. บางคนทำงานมานาน เจอระเบียบบางอย่างมานาน ก็กลายเป็นสายเลือด เพราะไม่เคยปฏิบัติแนวอื่นมาก่อน และถ้าเกิดปัญหาการการทำฉีกแนว ก็มีผู้ที่พร้อมเสมอที่จะเข้ามาซ้ำเติม (คนพวกนี้ไม่เคยคิดจะช่วย แต่มักพร้อมเวลาซ้ำเติม T_T ) ดังนั้น อาจารย์บางคนแม้นจะหวังดี แต่ก็จะไม่กล้าผาดโผนค่ะ เพราะพอมีเงินเข้ามายุ่งด้วยเมื่อไหร่ พวกก่อกวนก็จะเริ่มถามหาใบเสร็จ..น่าเซ็งจริงๆ คนพวกนี้...
แต่ดิฉันเห็นด้วยนะคะ ที่มหาวิทยาลัยจะรับเงินบริจาค รับทุน จากอุตสาหกรรม แลกกับบริการวิชาการ ฯลฯ อันนี้มองไม่เห็นว่าต้องไปปกป้องภาพลักษณ์ตรงไหนเลย.. ยกเว้นว่าถ้าบริษัทขายของมึนเมาจะเข้ามาสปอนเซอร์งานอะไรบ้าง ก็ต้องดูกันให้ดีๆ ว่าเขามาด้วยภาพแบบไหน.. มาขายของ หรือว่าเอาเงินมาช่วยสนับสนุนการศึกษา..
ดิฉันดีใจที่คุณ Little Jazz \(^o^)/ อยากจะสนับสนุนการศึกษา เป็นคนหนึ่งในอุตสาหกรรมที่อยากจะสนับสนุน ถ้ามีคนคิดแบบนี้เยอะๆ แล้วอาจารย์ออกไปหาเงินสนับสนุนมากขึ้น ก็จะมีแนวโน้มในทางที่ดีเหมือนต่างประเทศที่อุตสาหกรรมเขาสนับสนุนการดำเนินงานในมหาวิทยาลัยจริงจังมาก... รู้สึกดีใจและมีความหวังค่ะ...
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ ให้บริสุทธิ์"
...มหิดล...
สวัสดีค่ะน้อง
เม้ง
พี่สบายดีค่ะ ^ ^
เรื่อง "ถามว่าทำไมมหาวิทยาลัยรับจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆที่ทราบว่าศักยภาพในการรับเด็กมีจำกัด เราได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาดีแค่ไหน ตั้งแต่ระดับรัฐบาลมาเลยครับ การศึกษาอยู่ในอันดับเท่าไหร่ในวาระแห่งชาติ อันดับแรก หรือท้ายสุดครับ.....หรือว่าแค่ห้อยไว้ให้สวยงาม..." นั้นพี่ว่าเป็นปัญหาโลกแตกค่ะ พี่ก็อยากจะรับน้อยๆ ให้ได้คุณภาพอยู่หรอกค่ะ แต่นโยบายคือเราต้องรับเยอะขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาค่ะ และถ้าเราไม่รับเด็กเข้ามาเรียน ก็เหมือนไม่เปิดโอกาสให้เด็กที่จะพอเรียนได้ให้ได้เรียน คำถามก็คือ แล้วเขาจะไปเรียนที่ไหน ต้องไปเรียนในที่ที่สอนแย่กว่าเราสอนหรือเปล่า... อย่างที่บอกค่ะ ...ปัญหาโลกแตกค่ะ..
สำหรับเรื่องทุนที่ว่า "ทุนที่มีการสนับสนุนให้นักวิชานักวิชาการทำวิจัย เป็นเสมือนทุนจำลองหรือเปล่าครับ จำลองให้ทำ ทั้งที่ทุนที่แท้จริงน่าจะเป็นทุนที่เกิดจากความต้องการของสัมคมภายในหรือภายนอก สอดรับกับการไว้ใจนักวิชานักวิชาการไทยให้ทำเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันครับ เอกชนก็ได้ประโยชน์ อาจารย์ได้ผลงานวิชาการ ได้งบมาพัฒนาวิจัย เงินทุนหมุนเวียนในระบบประเทศ" นั้นพี่เห็นด้วยที่น้องว่านะคะ ที่ทุนควรเกิดจากความต้องการที่แท้จริง แต่ตอนนี้ทุนแบบนี้มีน้อย..
ถ้าอุตสาหกรรมมาจ้างพี่ทำอะไรตอนนี้ ต้องบอกตามตรงว่า พี่อยากรับ แต่พี่ก็มีงานล้น (เรื่องสอน) และปัญหาอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับการทำงานวิจัยคือ ไม่มีเครื่องมือทันสมัย หรือเครื่องมือเก่าโบราณ.. อันนี้ไม่ได้หมายถึงเครื่องมือที่หาซื้อกันได้ทั่วไปนะคะ ... เครื่องมือบางอย่างราคาแพงมาก บางทีอุตสาหกรรมเขาก็ลงทุนให้เราไม่ได้ขนาดนั้น... แล้วก็มีปัญหาอีกอย่างคือเรื่องความลับทางการค้า เพราะถ้าเราทำวิจัย ผลที่ได้ต้องเผยแพร่ ทำงานแบบนี้บางอย่างเผยแพร่ไม่ได้ บริษัทเขาก็ไม่ยินดีให้เผยแพร่ค่ะ เขากลัวคู่แข่ง ไปๆ มาๆ ก็เลยจอดสนิทค่ะ...
เรื่องการได้เป็นโปรเฟสเซอร์ในเยอรมัน ในยุโรป นั้นยากมากค่ะ คล้ายๆ กับในญี่ปุ่นที่โปรเฟสเซอร์เขาประสบการณ์สูง คอนเนคชั่นเพียบจริงๆ แต่บ้านเราก็ติดปัญหาข้างต้น และปัญหาอื่นๆ ที่เขียนไม่จบไม่สิ้นเสียทีค่ะ ....
เรื่องการรักสะดวกเป็นที่ตั้งนั้น ต้องยอมรับว่าคนเราเปลี่ยนแปลงยากจริงๆ .. ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อนค่ะ ขอบคุณสำหรับ quote นะคะ ดีมากเลยค่ะ ^ ^ แต่ดูด้วยนะคะ ว่าทำประโยชน์แล้ว ประโยชน์เกิดตรงที่ควรจะเกิดค่ะ มีเยอะแล้วที่เรื่องหวังดีบางเรื่องทำไปแล้วเกิดผลเสีย (เป็นบ้างแต่เป็นส่วนน้อย) ต้องทำดีอย่างระมัดระวังค่ะ สังคมเดี๋ยวนี้ ละเอียดอ่อนเหลือเกิน ^ ^
สวัสดีค่ะคุณ
สิทธิรักษ์
ขอบคุณที่ชมเรื่องรูปนะคะ ^ ^ คุณสิทธิรักษ์ ก็ดูน่ารักสดใสเสมอ แม้นจะเป็นแพนด้าที่ไม่ยิ้ม 5555
เรื่องมุมมองของคนภายนอก .... อยากได้ยินมุมมองของคนที่มองจากข้างนอกวงเหมือนกันค่ะ..
การศึกษาเกี่ยวพันกับชีวิตของเราทุกคน...เห็นด้วยค่ะว่าเราจำเป็นต้องคุยเรื่องนี้กัน แล้วก็นำประเด็นต่างๆ ไปปรับปรุงแก้ไข ตามกำลังของแต่ละคนค่ะ ..
เรื่องคัดบางส่วนไปรวมตะกอนนั้น ยินดีมากค่ะ ^ ^ ขอบคุณนะคะ ที่เป็นธุระในเรื่องนี้ เห็นทำมาเยอะมากเลย ในบันทึกรวมตะกอน ๑ และ ๒ ตามอ่านบ้างเป็นระยะๆ ค่ะ...
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ..
ยินดีต้อนรับเสมอค่ะคุณ
บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
ดิฉันเสียอีกที่ไปเก็บเกี่ยวการเรียนรู้เรื่องชุมชนที่ดงหลวงเยอะว่าอีกค่ะ ^ ^